โบราณคดีของสายมู ปฏิกิริยาตอบสนองต่อความทุกข์ยากของชนชั้นล่าง

โดย รุเธียร

​              ตั้งแต่วันที่ 14 ถึง 24 ตุลาคมของปีนี้ ถือเป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่สำหรับศาสนิกชนผู้นับถือศาสนาฮินดู เนื่องจากเป็นเทศกาลนวราตรีที่ถูกจัดขึ้นตลอด 10 วันเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของเทวีทุรคา (ซึ่งถือเป็นรูปปรากฎหนึ่งของพระเจ้าสูงสุดในคติฮินดู) ที่มีต่ออสูรร่างควายตามคัมภีร์ทางศาสนา ในวันสุดท้ายจะมีการแห่ขบวนบูชาขนาดใหญ่บริเวณย่านสีลม ซึ่งเราจะได้พบเห็นทั้งร่างทรงและ “สายมู” จำนวนหนึ่งออกมาร่วมขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลต่อชีวิต แม้ว่าคนเหล่านั้นอาจจะไม่ได้นับถือศาสนาฮินดูหรือตระหนักถึงความหมายเชิงปรัชญาของพิธีกรรมดังกล่าวเลยก็ตาม

​              ปรากฎการณ์ของสายมูที่มีต่อเทพเจ้า (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศาสนาฮินดู) ไม่ได้เริ่มต้นจากการรับวัฒนธรรมอินเดียสมัยใหม่ในยุคปัจจุบันเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ฝังรากอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยในรูปของไสยศาสตร์มาอย่างยาวนานตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 – 21 เป็นอย่างน้อย ไสยศาสตร์ของไทยแอบอิงอยู่กับความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้าในอดีต พระสาวกและเทพเจ้าในศาสนาฮินดู ทั้งนี้ น่าสังเกตว่าการมูเทพเจ้าฮินดูไม่น่าจะได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดูโดยตรง เนื่องจากศาสนาฮินดูแต่เดิมเป็นกิจการของราชสำนักที่ตาสีตาสาไม่อาจเอื้อมถึง พรั่งพร้อมพิธีกรรมเพื่อจุดหมายในการยกยอกษัตริย์ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินในฐานะอวตารของพระเป็นเจ้า ประกอบกับมนตร์คาถาต่าง ๆ มักจะขึ้นต้นด้วยการนมัสการพระพุทธเจ้าก่อน ไม่ใช่พระพิฆเนศเทพเศียรช้างตามคติศาสนา และใช้คำสวดเป็นภาษาบาลีปนไทย ไม่ใช่ภาษาสันสกฤตและทมิฬที่ใช้ในหมู่พราหมณ์ราชสำนัก 

              ​ความมูดังกล่าวจึงน่าจะมีรากฐานจากศาสนาพุทธแบบตันตระซึ่งเคยแพร่หลายในพุกาม ล้านนา กัมพูชาและศรีวิชัย เป็นพุทธที่เลื่องชื่อเรื่องไสยศาสตร์และการบรรจุเอาเทพเจ้าต่าง ๆ (รวมถึงผีท้องถิ่นด้วย) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา คาถาและยันตร์ที่มีรูปร่างหลากหลายเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับการสวดท่องธารณีและการพินิจมณฑล (Mandala) ของวิถีของพุทธแบบดังกล่าว ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ ทั้งฮินดูและพุทธแบบตันตระต่างก็เป็นระบบคิดทางปรัชญาอันซับซ้อนว่าด้วยความหลุดพ้นและความภักดี การตระหนักรู้จากภายในเหล่านี้สูญหายไปเหลือแต่เปลือกของพิธีกรรมเพื่อร้องขอต่อสิ่งที่ตนปรารถนา ศาสนาพุทธแบบดังกล่าวเข้าถึงชาวบ้านได้ง่ายกว่ามาก แม้ในภายหลังซึ่งพุทธศาสนาที่นำเข้าโดยชนชั้นสูงจะเป็นฐานรากหลักของศาสนาไทย แต่วัตรประเพณีดั้งเดิมก็ยังคงแฝงอยู่ในหมู่ภิกษุและชาวบ้านธรรมดาจนถึงปัจจุบัน

​              การมูต่อสิ่งเหนือธรรมชาติไม่ใช่เรื่องของสติปัญญาหรือความขาดพร่องต่อกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องของความขัดแย้งทางชนชั้นที่ขาดพร่องต่อพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคม มาร์กซ์กล่าวว่า “ความทุกข์ในศาสนา ในด้านหนึ่งคือการแสดงออกถึงความทุกข์ที่แท้จริง ในขณะเดียวกันก็คือการประท้วงต่อต้านความทุกข์ที่แท้จริง ศาสนาคือเครื่องปลอบใจของสัตว์โลกผู้ถูกกดขี่ คือหัวใจของโลกที่ปราศจากหัวใจ คือวิญญาณของภาวะที่ปราศจากวิญญาณ ศาสนาคือยาฝิ่นของมวลชน” มาร์กซ์ไม่ได้หมายความว่า ศาสนามอมเมามวลชน แต่ศาสนากล่อมเกลาให้มวลชนได้หลีกหนีออกจากความทุกข์ที่เป็นจริง คำภาวนาของชนชั้นล่างไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่าความร่ำรวยที่มากขึ้น พลานามัยที่แข็งแรง ความสมหวังในหน้าที่การงาน หรือแม้แต่ความรักที่สมบูรณ์  เพราะสังคมแบบชนชั้นหรือแม้กระทั่งทุนนิยมในยุคปัจจุบัน มันขโมยสิ่งเหล่านี้ไปจากกรรมาชีพและผู้ยากไร้ทุกคนจนเราไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรที่เดินได้หายใจเป็น ในงานนิพนธ์ “ลัทธิสังคมนิยมกับศาสนา” ของเลนิน กล่าวว่า มีแต่การปฏิวัติต่อสู้ของชนกรรมาชีพเพื่อขจัดความเป็นทาสทางเศรษฐกิจเท่านั้น แหล่งที่มาที่แท้จริงของการหลอกลวงทางศาสนาต่อมนุษยชาติจึงจะปลาสนาการสิ้นไป และศาสนาจะเป็นสิทธิส่วนบุคคลอย่างแท้จริง

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ