โดย พัชณีย์ คำหนัก
เวลามีการเรียกร้องเงินเดือนค่าจ้าง เรามักได้ยินนักจัดทำนโยบาย นักวิชาการ นักการเมืองและนายทุนอ้างถึงความจำเป็นของการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างเสรี ตามครรลองของระบบทุนนิยม และก็จะมีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าจ้าง
ทั้งนี้ ชนชั้นนายทุนตกอยู่ภายใต้ระบบการแข่งขัน ที่ต้องคอยเสนอประโยชน์แก่ลูกค้าให้ได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ซึ่งการแข่งขันมักเป็นสินค้าหรือบริการประเภทเดียวกัน เช่น รถยนต์ (แบรนด์โตโยต้า อีซูซุ ฮอนด้า) โทรศัพท์ที่มีหลากหลายแบรนด์แข่งขันกัน (Apple, Samsung, Oppo) เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดมากขึ้น แต่ปัจจัยที่จะเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ได้เปรียบคือ การวิจัยและพัฒนาเครื่องมือเครื่องจักรเทคโนโลยีในการผลิตให้ทันสมัย ซึ่งนายทุนต้องลงทุนซื้อปัจจัยการผลิตนี้เป็นจำนวนมาก
การลงทุนของนายทุนโดยทั่วไป มี 2 ขั้นตอน คือ 1) แข่งขันกันจนเหลือผู้เล่นไม่กี่คน 2) ผูกขาดเป็นเจ้าครองตลาด การแข่งขันจะเป็นไปอย่างเสรีมักได้รับการเกื้อหนุนจากนโยบายของรัฐด้วย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของนายทุนว่าต้องการอะไรเพื่อให้สามารถขายสินค้าได้ติดตลาด แต่เรามักเห็นการแข่งขันของชนชั้นนายทุนด้วยที่นำไปสู่การลดลงของอัตรากำไรและล้มละลาย และเหลือผู้เล่นในสินค้าและบริการประเภทนั้นเพียงไม่กี่เจ้า หรือลงเอยด้วยการผูกขาด เช่น การควบรวมกิจการสื่อสารโทรคมนาคมของดีแทคกับทรู
1) การแข่งขันมีหน้าตาอย่างไร
ที่เห็นชัดคือ การตัดราคากันเองของผู้ค้า การลดต้นทุนการผลิต ลดต้นทุนด้านแรงงาน การเพิ่มมูลค่าและราคาของสินค้าและบริการด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและคุณภาพของสินค้า การลดกฎระเบียบของรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ในการค้าการลงทุนการผลิต ยกตัวอย่าง การแข่งขันของแพลตฟอร์มดิจิทัลในธุรกิจส่งอาหารและผู้โดยสารในไทย ที่ขณะนี้มี 5-6 บริษัทใหญ่ๆ ได้แก่ ไลน์แมน ลาลามูฟ แกร็บ ฟู้ดแพนด้า เก็ต ก่อให้เกิดแรงงานไรเดอร์ ที่กำลังประสบปัญหาสภาพการทำงาน ค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสม ขาดการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่ขณะนี้แข่งขันจนถึงจุดต่ำสุดคือขูดรีดแรงงานทำงานหนักจนเกิดอุบัติเหตุบนถนน
การลดค่าจ้าง จ้างงานยืดหยุ่น ขยายเวลาทำงาน ทำลายอำนาจต่อรอง เพิ่มเงื่อนไขและความรับผิดชอบที่แรงงานทั่วโลกกำลังเผชิญ มีสาเหตุมาจากนายทุนในระบบทุนนิยมหาวิธีการที่จะลดต้นทุนและโยนความเสี่ยงให้แรงงานเป็นผู้แบกรับเพื่อความอยู่รอดในโลกของการแข่งขัน ไปจนถึงกรณีการปลดคนงานในภาวะวิกฤต ซึ่งทำให้ชีวิตของแรงงานไร้ความมั่นคง ในส่วนของบริษัทเดลิเวอรี่ไม่ว่าจะสัญชาติใดสามารถกำหนดความสัมพันธ์กับไรเดอร์ว่าเป็นพาร์ทเนอร์ฝ่ายเดียว และรัฐไม่โต้แย้ง ไม่แทรกแซง ปล่อยให้เอกชนดีลกัน ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนที่มีอำนาจต่อรองมากกว่า เสริมแนวคิดเสรีภาพในการประกอบการ ให้เอกชนกำหนดเงื่อนไขทุกอย่างเองได้
ดังนั้น ภายใต้ลัทธิทุนนิยมเสรีในปัจจุบัน การลงทุนนวัตกรรมและผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอาจไม่สามารถสร้างกำไรให้นายทุนทุกคนได้ และเกิดวิกฤตอัตรากำไรลดลงจากการแข่งขันระหว่างทุน ซึ่งแทนที่จะลงทุนพัฒนาความรู้ความสามารถของพลังการผลิต (แรงงาน) นายจ้างกลับทำให้ชนชั้นแรงงานเป็นผู้แบกรับวิกฤตและทำให้พวกเขายากจน หรือติดกับดักรายได้ปานกลาง แม้จะมีการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นก่อนหน้าแพลตฟอร์มดิจิทัลมานานกว่า 50 ปี เช่นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตัดเย็บเสื้อผ้า คนงานก็ยังดำรงชีพด้วยค่าจ้างขั้นต่ำ และจำยอมทำงานวันละ 12 ชั่วโมงเพื่อเพิ่มรายได้จากโอที ฉะนั้นเมื่อระบบความสัมพันธ์ทางการผลิตและการจ้างงานไม่เป็นธรรมเช่นนี้ การต่อต้านของคนงานจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คาร์ล มาร์กซ์ ได้กล่าวว่า “การแข่งขันอย่างรุนแรงของชนชั้นนายทุนและวิกฤตการณ์ทางการค้าที่เกิดขึ้นทำให้ค่าจ้างแรงงานผันผวนมากขึ้น การปรับปรุงเครื่องจักรเพิ่มมากขึ้น การพัฒนาอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นทำให้การดำรงชีวิตของคนงานแย่ลงเรื่อย ๆ การปะทะกันระหว่างคนงานและนายทุนทำให้เห็นถึงลักษณะของความขัดแย้งระหว่างสองชนชั้น”
2) การผูกขาดมีหน้าตาอย่างไร
รัฐไทยที่ผ่านมาพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการเอื้อให้เกิดการผูกขาดของนายทุนบางกลุ่ม ผ่านการสัมปทานจนทุนสามารถมีผลกำไรส่วนเกินหรือค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (economic rent) ที่ก่อให้เกิดปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ ทำให้ทุนสามารถสร้างอำนาจทางตลาดหรือกีดกันการแข่งขันเป็นช่องทางที่ธุรกิจสามารถแสวงหากำไรส่วนเกินได้อย่างง่าย ส่งผลให้รายได้จากการประกอบธุรกิจกระจุกตัวอยู่กับเครือบริษัทขนาดใหญ่ไม่กี่ราย และยังเป็นการปิดกั้นโอกาสในการเจริญเติบโตของธุรกิจขนาดย่อมที่เป็นแหล่งการจ้างงานและแหล่งการสร้างรายได้เพิ่มเติมให้แก่ประเทศ
เราจะเห็นนายทุนผูกขาดมีอำนาจในการกำหนดราคาสินค้า ขึ้นราคาได้ ฮั้วราคากันโดยที่ผู้บริโภคปัจเจกบุคคลไม่มีอำนาจต่อรอง และรัฐก็ปล่อยให้เกิดขึ้นแบบนี้ ทำให้ประชาชนแบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้น เช่น ค่าไฟของนายทุนพลังงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเก่า หรือการควบรวมกิจการเพื่อแข่งกับคู่แข่งที่แข็งแรงกว่า การควบรวมของดีแทคกับทรูที่สร้างอำนาจต่อรองให้ทุนใหญ่และอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคได้ และเกิดการกินรวบของธุรกิจรายใหญ่ รัฐจึงต้องกำกับดูแล การเอาเปรียบประชาชนและสร้างความเสียหายกับเศรษฐกิจโดยรวมควรถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ทุนนิยมก็มีครรลองขัดแย้งในตัวเอง หากไม่ผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด ก็จะนำไปสู่การล้มหายตายจากของทุนที่แข่งขันไม่ได้ เกิดการเลิกจ้าง คนตกงานวนเวียนอยู่อย่างนี้
สรุปแล้ว ข้ออ้างการสร้างความสามารถในการแข่งขันเศรษฐกิจไทยมีวัตถุประสงค์ให้ชนชั้นนายทุนเข้มแข็ง (แม้จะแข่งกันจนล้มละลาย) แล้วค่อยแบ่งกำไรบางส่วนให้ชนชั้นแรงงานพออยู่ได้แบบเดือนต่อเดือน (paycheck to paycheck) นี่คือสภาพการณ์ในปัจจุบัน ฉะนั้น สิ่งที่แรงงานต้องการเป็นพื้นฐานคือ ค่าจ้างยังชีพได้เป็นบรรทัดฐานในการจ้างงานที่เป็นธรรม เลี้ยงคนในครอบครัวได้อีก 2-3 คน และมีหลักประกันทางสังคมตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ใช่อนุญาตให้นายทุนแข่งขันกันด้วยการกดค่าจ้างแบบเดิมอีกต่อไป ในมุมมองของสังคมนิยม เราสามารถเสนอให้รัฐยึดกิจการของเอกชนมาเป็นของรัฐได้ จำกัดการถือครองกรรมสิทธิ์ของเอกชน คนงานมีส่วนร่วมในการบริหาร และสร้างรัฐให้เป็นประชาธิปไตยที่เพิ่มอำนาจแก่ประชาชนผู้ใช้แรงงานในการบริหารระบบเศรษฐกิจการเมือง
อ้างอิง
‘TRUE-DTAC ควบรวม’ กับความน่ากังวลหากรัฐไม่ควบคุมการกระจุกตัวบริษัทใหญ่. ใน The Matter

