เราจะสร้างความเข้มแข็งของขบวนการแรงงานไทยได้อย่างไร?

โดย เท็น เตรียมกรรมาชีพ 

              ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีแรงงานเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานในอัตราที่ต่ำที่สุดในโลกคือ มีแรงงานเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ราว 555,000 คน (ข้อมูลสำนักแรงงานสัมพันธ์ ณ ก.ย.66) ของกำลังแรงงาน 39.59 ล้านคน คิดเป็นเพียง 1.4 %  (หากคิดจากกำลังแรงงานที่อยู่ในระบบ 18 ล้านคนจะคิดเป็น 3%) นอกจากนี้ ขบวนการแรงงานไทยยังขาดความเป็นเอกภาพดังเห็นจากการรวมตัวของแต่ละสหภาพแรงงานเป็นสภาองค์กรลูกจ้าง คือในภาคเอกชนสหภาพแรงงานสถานประกอบการจำนวน 1,428 แห่ง รวมตัวเป็นสภาองค์การลูกจ้างภาคเอกชนมากถึง 16 แห่ง ในขณะที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ 45 แห่งรวมตัวเป็นสมาพันธ์และสหพันธ์ 2 แห่ง  ส่งผลให้อำนาจต่อรองของแรงงานกระจายไม่กระจุกแตกต่างจากการรวมตัวของสหภาพแรงงานเกาหลีใต้ที่มีสมาพันธ์องค์กรระดับชาติเพียง 3-4 แห่ง  สาเหตุในภาพรวมมาจากการที่ชนชั้นนายทุน และรัฐพยายามบั่นทอนการรวมตัวของแรงงานอยู่เสมอ เช่น ออกกฎหมายเข้มงวดการรวมกลุ่ม เอื้อนายจ้างเลิกจ้างง่าย ไปจนถึงสร้างมายาคติให้คนทำงานเกิดความเชื่อผิด ๆ ว่าตัวเองไม่ใช่แรงงาน เช่นการแยกแรงงานในระบบราชการออกจากภาคเอกชน ทำให้คนงานขาดความสมานฉันท์ และจำกัดการต่อสู้ในรั้วโรงงานใครโรงงานมัน

​โจทย์สำคัญคือ จะสร้างความเข้มแข็งในการรวมกลุ่มอย่างไร ซึ่งกลายเป็นโจทย์ในทุกยุคทุกสมัย หากเรามองว่าความเข้มแข็งคือเอกภาพและศักยภาพในการสร้างความก้าวหน้าของสังคม สังคมที่มีความยุติธรรมเท่าเทียมและ ดังเช่นการลุกฮือของขบวนการแรงงานในยุคประชาธิปไตยเบ่งบานและแนวคิดสังคมนิยมหลังช่วงปี 2516-2519 แต่หลังจากนั้น แรงงานก็ขาดการต่อสู้ในลักษณะนัดหยุดงานทั่วไป ส่งผลให้แรงงานถูกชนชั้นนายทุนเอาเปรียบครอบงำระบบ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้ทำงานหลายชั่วโมง ค่าจ้างต่ำ กฎระเบียบเข้มงวด ถูกกลั่นแกล้งเมื่อจัดตั้งเป็นสหภาพแรงงาน ถูกเลิกจ้างง่าย ถูกโกงเงินค่าชดเชย และถูกปราบปรามเมื่อชุมนุมประท้วง ดังนั้น การค้นหาวิธีการสร้างขบวนการแรงงานให้เข้มแข็งเพื่ออนาคตของชนชั้นแรงงานจึงเป็นเรื่องสำคัญและท้าทาย นักสังคมนิยมมองว่า การมีความคิดทางการเมืองเบื้องหลังจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานรวมกลุ่มต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพได้ ซึ่งจะขอเสนอแนวคิดมาร์กซิสม์ในฐานะเป็นอาวุธทางปัญญาของชนชั้นกรรมาชีพ

แนวคิดมาร์กซิสม์ คืออะไร? สำคัญกับเราไหม?

​แนวคิดมาร์คซิสม์ คือแนวคิดทางทฤษฎีที่วิพากษ์สังคมว่าเป็นสังคมชนชั้นระหว่างทุนกับแรงงาน จากการมีระบบการเมืองเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แนวคิดนี้ให้ความสำคัญชนชั้นกรรมาชีพในฐานะเป็นผู้ผลิตตัวจริงที่อยู่ในใจกลางของระบบ ผู้ขับเคลื่อนสังคม สร้างความมั่งคั่งให้ประเทศ แต่ถูกขูดรีดไปโดยชนชั้นนายทุน นอกจากนี้ แนวคิดดังกล่าวทำให้กรรมาชีพเข้าใจตรรกะของระบบทุนว่า เป้าหมายของระบบที่เราอยู่มุ่งแสวงหากำไรสูงสุด และความมั่งคั่งก็ตกอยู่ในมือของนายทุนคนรวยเพียงไม่กี่คน แต่ปล่อยให้แรงงานจำนวนมากอยู่อย่างยากจน การแข่งขันของทุนในระบบทุนนิยมก็มักนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ ความถดถอยของการเมือง ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนแรงงานอยู่เสมอ รวมไปถึงแนวทางในการที่กรรมาชีพจะปลดแอกตัวเองด้วยการต่อสู้ทางชนชั้น

​จากการศึกษาประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทำให้เราได้ข้อสรุปที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ หากชนชั้นกรรมาชีพรวมตัวกันเมื่อไร ก็จะแสดงพลังต่อต้านความไม่ยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะเมื่อมีการนัดหยุดงาน ทำให้รัฐและชนชั้นนายทุนสั่นคลอน และเป็นพลังในการปฏิวัติสังคมและต่อต้านสงครามในอดีตด้วย เช่น การปฏิวัติรัสเซีย การต่อต้านสงครามโลกครั้งที่ 1 นั่นคือ สหภาพแรงงานนอกจากจะเป็นเครื่องมือต่อรองกับนายทุนภายในกรอบของระบบทุนนิยมแล้ว ยังสามารถยกระดับไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างถอนรากถอนโคน และสิ่งที่ยกระดับจิตสำนึกในการต่อสู้ทางชนชั้น คือ ความคิดทางการเมืองที่ก้าวหน้านั่นเอง

​ดังนั้น หากกรรมาชีพเห็นความสำคัญของการยกระดับจิตสำนึกทางการเมือง มองตัวเองเป็นพลเมืองผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีและประชาธิปไตยของชนชั้นแรงงาน ก็จะไม่หยุดการเรียนรู้และต่อสู้ในแต่ละวัน วิธีการที่จะเอื้อให้เกิดศักยภาพในการคิดวิเคราะห์และกระทำรวมหมู่ก็จะตามมา ไม่ว่าจะเป็น การจัดการศึกษาให้แก่สมาชิก วิเคราะห์ถอดบทเรียน การมีกิจกรรมสร้างความสามัคคี ส่งเสริมแสดงออกอย่างเสรีในองค์กร ฝึกฝนการนำตนเอง ไม่พึ่งพิงผู้นำ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ หรือนักการเมือง เพราะการคิด ตัดสินใจและกระทำรวมหมู่จากรากฐานของสังคมมักมีพลังและสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพกว่า เมื่อเราไม่ได้เริ่มจากศูนย์ การต่อยอดด้วยการเพิ่มเติมความคิดสังคมนิยมมาร์กซิสต์เข้ามาสู่ขบวนการจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ