แถลงการณ์สังคมนิยมสากล ว่าด้วยสงครามครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง

1. การโจมตีของฮามาสและกลุ่มต่อต้านอื่น ๆ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 เป็นการส่งสัญญาณว่า จะไม่มีสันติภาพในตะวันออกกลางจนกว่าปัญหาของชาวปาเลสไตน์จะได้รับการแก้ไข แต่รัฐอิสราเอลและพันธมิตรตะวันตกซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกา ตอบโต้ด้วยการเปิดสงครามจักรวรรดินิยมครั้งใหม่ การโจมตีของกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอลในฉนวนกาซาได้ทำลายชีวิตพลเรือนนับพันคน และสร้างหายนะและความยุ่งเหยิงในการดำเนินชีวิตของประชาชนคนธรรมดา

2. พวกเสรีนิยมและฝ่ายซ้ายปฏิรูปต่างดาหน้ากันประณามฮามาสและรับรอง “สิทธิในการป้องกันตนเอง” ของอิสราเอล ตามก้นรัฐบาลในประเทศของพวกเขา สื่อมวลชนที่มัวแต่เผยแพร่เรื่องราวความป่าเถื่อนทำให้เหตุการณ์จริงในวันที่ 7 ตุลาคมคลุมเครือ แต่เมื่อใดที่ผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่เข้าปะทะกัน เราไม่อาจแสดงความเป็นกลางหรือมองสองฝ่ายอย่างเสมอกัน เราขอสนับสนุนสิทธิในการกำหนดตนเองของชาวปาเลสไตน์และสิทธิในการต่อสู้ด้วยอาวุธเพื่อต่อต้านรัฐเจ้าอาณานิคมอิสราเอล

3. รัฐบาลขวาจัดของนายเบนจามิน เนทันยาฮู ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลโจ ไบเดน กำลังพยายามสานความสัมพันธ์กับซาอุอาระเบีย สู่ระดับ “ปกติ” ตาม “ข้อตกลงอับราฮัม” ที่ทำกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนเมื่อปี 2557 รัฐบาลของนายเนทันยาฮูพยายามมองข้ามชาวปาเลสไตน์ ด้วยการทำให้องค์การบริหารปาเลสไตน์หันมาต่อต้านกลุ่มฮามาส ในขณะที่พวกตั้งถิ่นฐานไซออนิสต์และกองกำลังของอิสราเอล ยังคงแย่งยึดที่ดินและขับไล่ชาวปาเลสไตน์ทางฝั่งตะวันตกและกรุงเยรูซาเลมตะวันออก

4. การโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมได้แสดงให้เห็นว่า ปัญหาของชาวปาเลสไตน์ไม่ควรถูกมองข้ามอีกต่อไป พวกเขาทำให้กองทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคงของอิสราเอลรู้สึกอับอายขายขี้หน้า และแก้แค้นผู้ปกครองอิสราเอลที่เหยียดเชื้อชาติอย่างสาสม

5. พวกขวาจัดในอิสราเอลซึ่งมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นอย่างมากมายภายใต้การบริหารของนายเนทันยาฮู มองว่า ศึกใหม่ครั้งนี้ เป็นโอกาสในการสานต่อความฝันถึง “การโยกย้าย” ซึ่งก็คือการขับไล่ชาวปาเลสไตน์จำนวนมหาศาลออกจากดินแดนที่ถูกยึดครองนั่นเอง โดยกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอลกำลังผลักไสชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาอพยพลงใต้ไปยังชายแดนติดกับอียิปต์ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกสู่การบรรลุความฝันดังกล่าว และขับไล่พวกเขาเข้าไปในพื้นที่ทะเลทรายซีนาย สหรัฐฯ ก็ได้กดดันรัฐบาลอียิปต์ให้เปิดพรมแดน และเนทันยาฮูก็ชักชวนให้สหภาพยุโรปทำเช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกัน อิสราเอลยังได้เร่งขับไล่คนเลี้ยงปศุสัตว์ชาวเบดูอินออกจากเขตเวสต์แบงก์ รัฐบาลในตะวันออกกลางจึงต้องตักเตือนอิสราเอลและมหาอำนาจตะวันตกว่า เหตุการณ์ “นัคบา” ครั้งที่สองนี้จะส่อนัยถึงการเกิดสงครามทั่วภูมิภาค

6. สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และรัฐแกนนำในยุโรปตะวันตกต่างสนับสนุนอิสราเอล ไม่ใช่แค่คำพูดเท่านั้น ยังให้การสนับสนุนทางทหาร โดยสหรัฐฯ สนับสนุนเรือบรรทุกเครื่องบินสองกลุ่ม นาวิกโยธิน 2,000 นาย และการป้องกันภัยทางอากาศสหรัฐฯ ฝ่ายบริหารของไบเดนเองพยายามอย่างหนักในการเชื่อมโยงกลุ่มฮามาสและปูตินในฐานะศัตรูของ ‘ประชาธิปไตย’ สิ่งนี้เน้นย้ำถึงความหน้าซื่อใจคดต่อหน้าคนทั่วโลก จากการที่สหรัฐฯ และนาโตก่อสงครามตัวแทนกับรัสเซีย และสนับสนุนสิทธิของชาวยูเครนในการป้องกันตัวเอง คอยประณามการรุกราน การโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของยูเครน แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธสิทธิของชาวปาเลสไตน์ในการป้องกันตัวเอง และทำเป็นมองไม่เห็นความโหดร้ายของอิสราเอล

7. ในความเป็นจริง อิสราเอลและผู้สนับสนุนจักรวรรดินิยมตะวันตกอยู่ในภาวะอ่อนไหว หากอิหร่านและฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนเข้าร่วมศึกครั้งนี้ กองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอลจะถูกกดดันอย่างหนัก สหรัฐฯ กำลังเร่งปกป้องกองทหารและฐานทัพของตนในภูมิภาคนี้ แม้ว่าสหรัฐฯ เคยโจมตีภูมภาคนี้ เช่น การชี้เป้าในซีเรียและเยเมน ก็อาจกระตุ้นให้เกิดสงครามในวงกว้างที่สหรัฐฯ พยายามหลีกเลี่ยง รัฐบาลไบเดนในวอชิงตันยังพยายามจัดการความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจการเมืองในตะวันออกกลางมากขึ้น การยกระดับการต่อสู้ทางทหารในภูมิภาคนี้อาจทำให้การแข่งขันระหว่างจักรวรรดินิยมในระดับโลกรุนแรงขึ้น ส่งผลให้สหรัฐฯ และรัฐบาลอื่นๆ เพิ่มแรงกดดันให้อิสราเอล ใช้มาตรการ “ด้านมนุษยธรรม” เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของพลเรือนในฉนวนกาซา

8. การปิดล้อมฉนวนกาซาได้กระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวทั่วโลกเพื่อแสดงความสมานฉันท์กับปาเลสไตน์ แม้แต่ในประเทศที่มีการปราบปรามประชาชนอย่างเข้มข้น การเคลื่อนไหวนี้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง คือมีการรณรงค์อย่างเป็นทางการและเข้มข้นขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อคัดค้านการถูกตราหน้าว่า การต่อต้านไซออนิสต์เป็นการต่อต้านชาวยิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐในยุโรปที่ทำให้การแสดงออกซึ่งความสมานฉันท์กับปาเลสไตน์เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ในบางประเทศ มีการยกระดับและการเคลื่อนไหวสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับชาวปาเลสไตน์มากขึ้น ตามมาด้วยคลื่นการปราบปรามและการเหยียดชาวมุสลิมลูกใหม่ เราขอต่อต้านการห้ามการชุมนุมและการเหยียดเชื้อชาติต่อชาวปาเลสไตน์และชาวมุสลิมในหลายประเทศ ที่ถูกปฏิเสธสิทธิในการชุมนุมและถูกกล่าวหาว่าต่อต้านชาวยิว บรรดาผู้ประท้วงรวมถึงชาวยิวจำนวนมากขึ้นทั่วโลกก็ออกมาปฏิเสธที่จะยอมให้อิสราเอลพูดแทนพวกเขา พวกเราที่อยู่ในขบวนการสังคมนิยมสากลมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการจัดเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ และเราให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำต่อไป นักสังคมนิยมควรจะต้องเป็นศูนย์กลางของขบวนการเคลื่อนไหวนี้ เนื่องจากการประท้วงของเราจะสร้างพลังอย่างแท้จริงในประเทศต่างๆ และช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับฝ่ายซ้ายปฏิวัติ

9. ขบวนการสมานฉันท์ชาวปาเลสไตน์ในปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงกระแสสากลนิยมที่กำลังพุ่งสูงอย่างน่าประทับใจ เพราะได้แสดงความโกรธแค้นต่อชนชั้นปกครองที่เข้าข้างลัทธิไซออนิสต์อย่างโจ่งแจ้ง การกดดันรัฐบาลของเราเป็นสิ่งสำคัญ และเป้าหมายจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่ข้อเรียกร้องต่างๆ เช่น การขับไล่เอกอัครราชทูตอิสราเอล อาจเป็นหนทางที่เป็นรูปธรรมในการบังคับให้รัฐบาลของเราเปลี่ยนจุดยืนได้

10. การแสดงความสมานฉันท์จะต้องไม่อยู่แค่บนท้องถนนเท่านั้น การประท้วงของมวลชนต้องถูกเสริมพลังมากขึ้นด้วยขบวนการชุมชน และการแสดงพลังของขบวนการแรงงาน การคว่ำบาตร หยุดกิจการ และลงโทษทางสังคมเติบโตขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแม้จะถูกปราบ กระนั้นการสร้างพลังของฝ่ายประชาชนจะต้องเข้มข้นขึ้น เช่นการแสดงความสมานฉันท์กับชาวปาเลสไตน์ในสหภาพแรงงานสำคัญอย่างยิ่ง ในช่วงของการเกิดขบวนการมวลชนลุกฮือต่อต้านการยึดครองดินแดน (Unity Intifada) เมื่อปี 2564 คนงานท่าเรือตั้งแต่ในอิตาลีไปจนถึงแอฟริกาใต้และสหรัฐอเมริกาได้ปิดกั้นการขนส่งอาวุธไปยังอิสราเอล ซึ่งเราจำเป็นต้องเรียนรู้ การสนับสนุนเสรีภาพของชาวปาเลสไตน์ยังได้เกิดขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัยต่างๆ และการเคลื่อนไหวที่เข้มแข็งเพื่อสนับสนุน ขบวนการคว่ำบาตร หยุดกิจการ และลงโทษ สามารถช่วยสร้างขบวนการนักศึกษาหัวก้าวหน้าให้เข้มแข็งขึ้นมาใหม่ได้ นักเคลื่อนไหวยังสามารถระดม คว่ำบาตร หยุดกิจการ และลงโทษอิสราเองในพื้นที่ของตนได้ เช่น  เรียกร้องให้นำสินค้าของอิสราเอลออกจากห้างสรรพสินค้า

11. ตราบใดที่อิสราเอลยังเป็นรัฐอาณานิคมของผู้ตั้งถิ่นฐานพวกไซออนิสต์ ก็ไม่มีทางแก้ไขปัญหาชาวปาเลสไตน์ได้ เพราะมันมาจากการยึดครองและการกดขี่ชาวปาเลสไตน์ รัฐดังกล่าวไม่สามารถอยู่ร่วมกับพวกเขาได้อย่างสันติ นอกจากต้องทำสงครามกับชาวปาเลสไตน์ตลอดไป หรือกำจัดหรือขับไล่พวกเขาตามที่ฝ่ายขวาจัดต้องการ การโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมได้สะท้อนว่า รัฐอิสราเอลไม่สามารถประกันความปลอดภัยของพลเมืองชาวยิวของตนเองได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายทางประวัติศาสตร์ของลัทธิไซออนิสต์ตลอดมา เราสนับสนุนวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของขบวนการแห่งชาติปาเลสไตน์ว่าด้วย รัฐประชาธิปไตยฆราวาสในดินแดนอิสราเอลและดินแดนที่ถูกยึดครอง ซึ่งชาวอาหรับและชาวยิว มุสลิม คริสเตียน และผู้ที่ไม่มีศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติด้วยสิทธิที่เท่าเทียมกัน เราเห็นว่าการจัดตั้งของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ก้าวหน้าในปาเลสไตน์เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเต็มไปด้วยผู้ที่ปฏิเสธความล้มเหลวของแนวทางรัฐนิยมและการทุจริตของผู้ปกครองปาเลสไตน์ และเป็นผู้ที่จะรื้อฟื้นขบวนการต่อสู้อินติฟาดาห์เดิมขึ้นมา

12. การต่อต้านของชาวปาเลสไตน์เป็นเงื่อนไขสำคัญในการบรรลุผลสำเร็จของสถานการณ์นี้ แต่อำนาจของโลกอาหรับทั้งหมดจำเป็นต้องถูกระดมเพื่อเอาชนะ “หมาบ้า” ของจักรวรรดินิยมตะวันตกซึ่งก็คืออิสราเอล ระบอบการปกครองอาหรับที่มีอยู่ ซึ่งมีลักษณะคอรัปชั่นและกดขี่ประชาชน และผูกพันอย่างใกล้ชิดกับลัทธิจักรวรรดินิยม ได้พิสูจน์มานานแล้วว่าพวกผู้ปกครองรัฐเหล่านี้ไม่สามารถช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ได้ แต่การปฏิวัติสังคมนิยมในอาหรับตะวันออกที่แรงงาน คนจนในเมือง และชาวนาโค่นล้มการปกครองของประเทศเหล่านั้นจะสามารถสร้างเงื่อนไขไปสู่การเอาชัยชนะอิสราเอลได้ เช่น การลุกฮือเมื่อปี 2554 และล่าสุดในแอลจีเรียและซูดาน ทำให้เราเล็งเห็นศักยภาพของการปฏิวัติในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ สถานการณ์อันตรายต่อประเทศจักรวรรดินิยมที่เป็นผลพวงมาจากการล้างแค้นชาวปาเลสไตน์อย่างโหดร้ายของอิสราเอลคือ การที่อิสราเอลกำลังทำให้มวลชนในอาหรับลงท้องถนน ดังที่โทนี่ คลิฟฟ์ ผู้ก่อตั้ง สังคมนิยมสากล เคยกล่าวไว้ว่า ถนนสู่กรุงเยรูซาเล็มต้องผ่านกรุงไคโร

คณะผู้ประสานงานสังคมนิยมสากล 31 ตุลาคม 2566

International Socialist Tendency(IST) เป็นองค์กรสากลของพรรคสังคมนิยมลัทธิมาร์กซ์ สายเลนิน ทร๊อทกี้ ซึ่งองค์กรสังคมนิยมแรงงานเป็นสมาชิก

ต้นฉบับ https://socialistworker.co.uk/palestine-2023/ist-statement-on-the-new-war-in-the-middle-east/

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ