สัมภาษณ์โดย วัฒนะ วรรณ
คุยกับ ไผ่ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ผู้ประสานงานเครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (วีแฟร์)
พีมูฟคือใคร
เป็นการรวมตัวกันของเครือข่ายภาคประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาจากนโยบายรัฐที่เข้าไปรุกล้ำสิทธิชุมชน และในขณะเดียวกันเรามีความคาดหวังให้สังคมเป็นธรรม จึงใช้ชื่อว่า “ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม” แต่ที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่าการเจรจากับรัฐบาลประยุทธ์การตอบสนองไม่ค่อยคืบหน้านัก ชาวบ้านยังมีปัญหา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ดิน
การแก้ไขปัญหาต้องใช้กฎหมายและนโยบายหลายส่วน ทั้งนโยบายภาพรวมและปัญหาเฉพาะหน้า เราพยายามปรับยุทธศาสตร์ เดิมเจรจากรณีปัญหาก่อนแล้วค่อยแก้โครงสร้าง แต่ตอนนี้เอาเรื่องปัญหาเชิงโครงสร้างก่อนเลย เรามี ๑๐ นโยบาย เช่น นโยบายสิทธิเสรีภาพ มุ่งเน้นไปที่เรื่องการแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญ ทุกหมวด ทุกมาตรา ต้องมี สสร. เลือกตั้งทั้งหมด
การกระจายอำนาจ ผู้ว่ามาจากการเลือกตั้ง ยุบการปกครองส่วนภูมิภาคเน้นท้องถิ่นกับส่วนกลาง ท้องถิ่นให้บริการสาธารณะการจัดการทรัพยากรต่างๆ กระจายงบประมาณสู่ท้องถิ่น การกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม จัดเก็บภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า จัดทำธนาคารที่ดิน
เรามีการคุยกันว่านโยบายแปลงที่ สปก. เป็นโฉนด ในส่วนของพื้นที่เราส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตป่าสงวน เขตรักษาพันธ์ฯ กฎหมายห้ามมีโฉนดเราจึงเสนอเรื่องโฉนดชุมชน ดูแลโดยชุมชน มีแผนที่มีกฎระเบียบ มีธรรมนูญในการดูแล
รัฐสวัสดิการ เงินอุดหนุนเด็ก ระบบสุขภาพ เรียนฟรี งานที่มีค่าแรงที่จะสามารถดูแลครอบครัวได้ พัฒนาสิทธิประโยชน์ประกันสังคม ประกันสังคมถ้วนหน้าที่คนทั่วไปควรมีประกันสังคม เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ การปฏิรูปภาษี บำนาญประชาชน เปลี่ยนเบี้ยยังชีพ ๖๐๐-๑๐๐๐ บาท เป็น ๓๐๐๐ บาท และควรมีระบบภาษีอัตราก้าวหน้า
พีมูฟมีสมาชิกจำนวนเท่าไหร่
มีประมาณ ๒๗๐ ชุมชน ๗ เครือข่าย สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ประมาณ ๑๒-๑๓ จังหวัดภาคเหนือ เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปการเมืองและสังคม ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ภาคใต้และอุบลราชธานี สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ อยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ส่วนใหญ่อยู่ที่ชัยภูมิ ศรีสะเกษ เครือข่ายสลัมสี่ภาค ชุมชนไทยดำ อยู่ภาคใต้ และวีแฟร์เป็นเรื่องนโยบายที่เข้ามาผลักดันร่วมกัน
เป้าหมายระยะสั้นมีอะไรบ้าง
มีกรณีปัญหา ๕ ส่วน เช่น หนึ่ง การตัดสินใจในระดับรัฐมนตรี ประมาณ ๑๘ กรณี สอง เป็นเรื่องเร่งด่วนอย่างเช่นบางกลอย และเรื่องที่เกี่ยวกับการถูกดำเนินคดีถูกฟ้องในศาลชั้นต้น สาม เรื่องโฉนดชุมชนประมาณ ๑๗๐ ชุมชน สี่ ความต้องการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน ถนน ไฟฟ้า ประปา มันไม่สามารถเข้าไปในเขตอุทยานได้
ที่ผ่านมามีความคืบหน้าอะไรบ้างที่เห็นเป็นรูปธรรม
ความสัมฤทธิ์ผลในการแก้ปัญหาค่อนข้างต่ำโดยเฉพาะในยุครัฐบาล คสช.มีคดีมากขึ้นจากนโยบายทวงคืนผืนป่า มีการตั้งกลไกใหม่ขึ้นมาเพื่อจะคลีคลายปัญหา แต่ก็พบว่าในบางชุมชนไม่สามารถจัดการภายใต้นโยบายแบบเดียวกัน ทั้งปัญหาของกรมป่าไม้ ปัญหาของรัฐราชการที่มีมุมมองว่าเขาเป็นคนที่ดูแลป่า อย่างโฉนดชุมชนก็ไม่ถูกสนับสนุน
นโยบายที่เราพยายามผลักดันเป็นเรื่องเชิงโครงสร้างก็พบว่ามันยิ่งสวนทาง เรื่องรัฐธรรมนูญ รัฐสวัสดิการ โดยภาพรวมมีระบบถ้วนหน้า แต่พอจะเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ก็เริ่มไปใช้ในระบบสงเคราะห์
เพื่อไทยก็ไม่ใช่พรรคการเมืองที่มองมิติความเท่าเทียมเป็นธรรมอยู่แล้ว เป็นนโยบายเชิงทุนนิยม แต่ท่วงทำนองการตอบสนองต่อผู้ชุมนุมอาจจะดีกว่าเดิม แต่ในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง หรือการจัดสรรงบประมาณที่จะสร้างความเป็นธรรม สร้างรัฐสวัสดิการ โจทย์อาจจะไม่ต่างจากรัฐบาลเดิม
ขบวนการที่เน้นเคลื่อนไหวปัญหาประเด็นเดียว ปัญหาปากท้องเฉพาะหน้า กับข้อเสนอเชิงโครงสร้างอย่างรัฐสวัสดิการจะไปด้วยกันได้อย่างไร
ช่วงแรกที่รัฐสวัสดิการเริ่มเข้ามาในพีมูฟชาวบ้านมีความสนใจอยู่บ้างแล้วแต่ไม่ถูกพูดถึง เหมือนทุกคนจะค้นหาคำว่าที่ดินแล้วทิ้งเรื่องอื่นๆ ไปทั้งหมด แต่พอเอาเรื่องรัฐสวัสดิการเข้ามา เอาประเด็นบำนาญลงไป ประเด็นเด็ก ประเด็นแรงงาน ไปคุยถึงครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ปรากฏว่าในบางเครือข่ายสนใจเรื่องที่ดินน้อยกว่าเรื่องรักษาพยาบาลน้อยกว่าเรื่องบำนาญ มันทำให้เห็นว่าเรื่องรัฐสวัสดิการมันอยู่ในชีวิต คนส่วนใหญ่อาจจะมีอายุ 50-60 ปี แต่สิ่งที่เขากำลังเป็นคือ ลูกกู้ กยศ. หลานมีเงินอุดหนุนเด็ก เวลาเราเคลื่อนนโยบาย คำขวัญเราคือ “สร้างรัฐสวัสดิการ สร้างประชาธิปไตย สู่สังคมไทยเสมอหน้า” ตรงนี้อาจจะไปเชื่อมกับตัวเดิมที่มีอยู่ แล้วตอนนี้รัฐสวัสดิการถูกพูดใน ทุกๆ ในทุกเครือข่าย ตอนนี้เราต้องเพิ่มเรื่องเชิงแนวคิดรัฐที่อยากเห็น เรื่องความเท่าเทียมเป็นธรรม เรื่องของแนวคิดพรรคการเมือง แนวคิดของสังคมนิยมประชาธิปไตย เอามาใช้มากกว่าเดิม ค่อยๆ เพิ่มดีกรีมากขึ้น
ตอนเอาเรื่องรัฐสวัสดิการเข้าไปคุยกับประเด็นปัญหาต่างๆ มีคนให้ความสนใจมันสามารถที่จะขยายสู่คนที่อาจจะไม่มีประเด็นปัญหาโดยตรงอาจจะเป็นญาติพี่น้องเข้ามาในขบวนการไหม
ในเรื่องแนวคิดมีแต่ในที่สุดมันก็จะมาสู่เรื่องงานจัดตั้ง ผมนึกถึงตอนสมานฉันท์แรงงานไทยเขาบอกว่า เก็บเงินค่าสมาชิกแล้วนำ 10% ให้ที่สหภาพ 20% เข้าสหพันธ์ อีกส่วนหนึ่งเข้าสมานฉันท์หรืออะไรอย่างนี้ ตอนนี้เริ่มมีที่สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ เขาก็จัดเก็บ ส่วนหนึ่งเขาก็ทำงานในพื้นที่เงินบริหารในพื้นที่ว่าไป แล้วส่วนที่มาร่วมพีมูฟมีพื้นที่เท่าไหร่ ก็จะส่งเงินเข้าพีมูฟ
แต่ว่ามันต้องทำให้อยู่รอดได้ด้วย หมายถึงรูปการจัดตั้งมันจะต้องไม่ใช่ว่าที่ไหนเอ็นจีโอไม่สนับสนุน มีแนวโน้มอ่อนแอ มันยังต้องมีหลายโจทย์ที่จะต้องพัฒนา ผมกำลังเริ่มเข้ามาจริงจังในพีมูฟมาปรับฐานความคิด รัฐสวัสดิการเป็นตัวเชื่อมที่กำลังทำได้ดี แล้วก็การพัฒนาในด้านมิติทางการเมืองต่อไปต้องยกระดับในเรื่องการจัดองค์กร แต่มันมีหลายเครือข่ายความพร้อมไม่เท่ากัน บางเครือข่ายที่มีเอ็นจีโอความพร้อมก็จะมีระบบสมาชิก อะไรต่างๆ ก็จะพร้อมกว่าในการสร้างการเรียนรู้
การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ ที่แกนนำบางส่วนเคยมีความสัมพันธ์กับขบวนการภาคประชาชนมาก่อน มันสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรในขบวนการประชาชนบ้างไหม
ผมเข้าใจว่าตอนอนาคตใหม่ อาจจะวางไว้ที่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแบบแข็งๆ เขาอาจจะเน้นในเรื่องโครงสร้างทางการเมือง เรื่องของการปฏิรูปกองทัพ ซึ่งก็ดี แต่ผมคิดว่าถ้ามันมีนโยบายรูปธรรมแบบรัฐสวัสดิการที่มันจับต้องได้ แล้วมันไปแก้เรื่องความเหลื่อมล้ำ มันไปทำให้เห็นถึงความไม่เท่ากันของการเข้าถึงงบประมาณ เพราะเวลาเราพูดเรื่องความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ไม่เฉพาะเรื่องรายได้คิดว่าพอก้าวไกลมาเน้นนโยบายสวัสดิการ การตอบรับของคนมันมากขึ้นกว่าเดิม แล้วความชัดเจนเดิมก็ยังอยู่ โครงสร้างทางการเมือง การปฏิรูปกองทัพ มันก็ทำให้คนตอบรับมากขึ้น
แล้วคาดหวังกับพรรคก้าวไกลได้มากแค่ไหน
คาดหวังกับการเมืองในระบบเพียงอย่างเดียวก็ผิดแล้ว เราพอมีความคาดหวังได้แต่มันต้องคู่ขนานไปมันต้องมาทำขบวนประชาสังคม อย่างที่บอกไปมันจะต้องขยายไปสู่มวลชนที่กว้างกว่าเดิมต้องทำสองขา ในส่วนของก้าวไกลที่เป็นพรรคการเมืองทางการเราก็ต้องไปเปลี่ยนก้าวไกล ถ้าเรายังไม่มีพรรคของเราเอง ต้องไปกดดันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยน ตอนอนาคตใหม่มีการประนีประนอมกับเสรีนิยมสูงมาก เรื่องทางการเมืองคุณแข็ง แต่เรื่องการประนีประนอมกับเสรีนิยมของคุณก็สูงอย่างเบี้ยยังชีพ ๑,๘๐๐ บาท คราวนี้มี ๓,๐๐๐ บาท หรืออะไรต่างๆ มันเข้มกว่าเดิม ภาคประชาสังคมเป็นสิ่งที่จะต้องจัดตั้งกันเอง แล้วก็ขยายการจัดตั้งนี้ล้อมก้าวไกลไปด้วย กดดันก้าวไกลไปด้วย ล้อมรัฐบาลนี้ไปด้วย หมายถึงกดดันไปด้วย มันต้องทำคู่กัน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาขบวนการภาคประชาชนแตกแยกกันมากปัจจุบันมีความเข้มแข็งมากน้อยแค่ไหน
การเคลื่อนมวลชนในแบบที่ใช้จำนวนคน มันน่าจะยากกว่าเดิมแน่ๆ มันอยู่กับสภาพของเศรษฐกิจส่วนหนึ่ง สมัยก่อน สมัชชาคนจนชุมนุม ๒๐,๐๐๐ คน ล้อมทำเนียบ มวลชนหลักมาจากเรื่องค่าชดเชยการสร้างเขื่อน ในยุคปัจจุบันมันไม่มีการพัฒนาในแบบเดิมมากนัก ในยุคปัจจุบันจะไม่ใช่มวลชนในแบบเดิมที่มาชุมนุมในแบบเดิม แต่ว่าคนทั่วไปที่คุณสามารถสื่อสารกับเขาได้อย่างเรื่องสวัสดิการ ผมคิดว่ามันก็จะแปรมาสู่อย่างก้าวไกล ๑๔ ล้านคน ส่วนหนึ่งก็อาจจะมาจากเรื่องสวัสดิการ
หลังมีการจับมือกันระหว่างพรรคเพื่อไทยกับฝ่ายเผด็จการทหาร ในภาพของขบวนการประชาชนหลังจากนี้ไปจะมีทิศทางอย่างไร
ขบวนการประชาชนมันยังมีร่องรอยความขัดแย้ง อาจจะต้องอาศัยการมองยุทธศาสตร์ร่วมว่าในขณะนี้ชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษ์เขาดึงเพื่อไทยมาเป็นชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษ์นิยมไปแล้ว ยังคิดด้วยซ้ำว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าเขาอาจจะมีการรวมพรรค เพื่อที่จะทำให้ระบบอนุรักษ์นิยมยังเข้มแข็งอยู่ต่อไป
ในช่วงที่ผ่านมาเพื่อไทยเหมือนอยู่ฝั่งตรงข้ามแต่ตอนนี้เขามารวมกัน ก้าวไกลในการเลือกตั้งอาจจะแพ้ ภาคประชาสังคมที่อาจจะมีร่องรอยความขัดแย้งเดิม คงจะต้องถึงเวลาที่จะปรับยุทธศาสตร์ แต่การปรับยุทธศาสตร์นี้อาจจะต้องเริ่มสรุปบทเรียนกับตัวเอง ที่เราไปร่วมในขบวนการเดิมแล้วมันสร้างให้ระบอบอนุรักษ์นิยมเติบโตมันคือความผิดพลาด มันต้องมีการยอมรับผิดกัน ผมก็พูดหลายทีว่าอย่างตัวผมเองก็มีความรู้สึกว่าจุดหมายตอนแรกเราก็อยากจะเห็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ เราไม่อยากเห็นรัฐประหาร แต่ปลายทางของช่วงหนึ่งมันนำไปสู่รัฐประหาร คุณก็ต้องสรุปบทเรียนตัวคุณมันเป็นความผิดพลาดหรืออะไรก็ตาม อย่างน้อยต้องมีสิ่งนี้ ต่อไปนี้คุณมองเห็นแล้วว่าคุณค่าทางการเคลื่อนไหวมันต้องไม่ต่ำกว่าความเป็นประชาธิปไตย

