การวัดความเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่คำนึงถึงแรงงานนอกระบบ

โดย พัชณีย์ คำหนัก

​เศรษฐกิจของประเทศทุนนิยมเสรีมักวัดขนาดกันด้วยการคำนวณผลิตภัณฑ์มวลรวมที่ผลิตในประเทศหรือจีดีพีว่า สินค้าและบริการที่ผลิตในแต่ละปีมีมูลค่าเท่าไหร่ ซึ่งจะต้องมีการรายงานการผลิตต่อรัฐ เพื่อดูอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับมหภาค ซึ่งคำนวณจาก 1) การบริโภคของเอกชนและประชาชน (Consumption) 2) การลงทุนของภาคเอกชน เช่น ด้านก่อสร้าง (Investment)  3) การใช้จ่ายของภาครัฐตามนโยบายต่างๆ (Government spending) 4) การส่งออกและนำเข้าสินค้า (Export and import ตัวย่อ X,M)  สมการคือ GDP = C+I+G+(X-M)

​ล่าสุด จีดีพีไทยปี 65 ทั้งปีคือ 17.4 ล้านล้านบาท ซึ่งศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของอังกฤษ ผู้จัดอันดับขนาดเศรษฐกิจประเทศต่างๆ ได้รายงานว่า ไทยอยู่อันดับที่ 31 ของโลก อีกทั้ง อัตราการเติบโตของไทยหดตัวกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คืออยู่ในอันดับ 6 (รองจากมาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ตามลำดับ) และคาดการณ์ว่า ช่วง 5 ปีนี้จะโตเฉลี่ยที่ 3% แต่ปี 2027 น่าจะติดอันดับที่ 24 ของโลก นอกจากนี้ เศรษฐกิจนอกระบบ ตั้งแต่ปี 1986-2019 อยู่ที่ 46.2% ของจีดีพี

​สภาพัฒน์ฯ และธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมของปี 2565 ต่ำกว่าที่คาดไว้ค่อนข้างมาก คือจาก 3.2% เป็น 2.6% ทั้งนี้มาจากภาคการผลิตที่ต่ำในไตรมาสสุดท้ายของปี 65 เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ เคมีภัณฑ์ ธุรกิจโรงแรม การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวกลับมาแต่ไม่เต็มที่  ซึ่งมองว่า เกิดจากความผันผวนการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก (ดูจากสหรัฐ อียู) ยังเผชิญปัญหาเงินเฟ้อต่อเนื่องจากการขึ้นราคาน้ำมัน เชื้อเพลิง ซึ่งทั้งธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางของอังกฤษใช้มาตรการแก้ไขด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเพื่อเบรกเงินเฟ้อทำให้คนใช้จ่ายน้อยลง อุปสงค์การผลิตลดลง การสร้างบ้านลดลง ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบน้อยลง  อีกทั้ง ผลกระทบจากสงครามในยูเครน การส่งออกของไทยจึงชะลอตัว สอดคล้องกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน แต่ตัวเลขของกิจกรรมภายในประเทศอย่างการบริโภคของประชาชนและเอกชน การใช้จ่ายค่อนข้างสูง รายได้เกษตรค่อนข้างสูง มีการจ้างงานต่อเนื่องเพราะการผลิตที่ชะลอตัวแต่ก็ไม่มีการเลิกจ้างจำนวนมาก ส่วนภาคบริการมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2 ล้านกว่าคนน่าจะเห็นผลบวกชัดเจนในปี 66

o   หากถามว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ ธปท.ไม่กล้าฟันธง แต่ก็มีโอกาสที่อัตราการเติบโตติดลบหรือ 0% ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น การบริโภคของภาคเอกชน กำลังซื้อของประชาชน การจ้างงาน และดูอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่น่าจะโต 2.7%

อย่างไรก็ตาม ในการคำนวณ GDP ไม่ได้นับรวมเศรษฐกิจนอกระบบ ธนาคารโลก โดย Informal Economy Database ณ เดือนกันยายน 66 รายงานว่า เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีมูลค่าสูง ซึ่งหากคำนวณเป็นจีดีพีของประเทศ คือ ปี 61 สูงถึง 44.7% ของจีดีพี (อันดับ 8 ของโลก) ปี 64 มีมูลค่า 8 ล้านล้านบาทของจีดีพี 18 ล้านล้านบาท ถ้ารวมกับเศรษฐกิจในระบบก็จะเท่ากับ 26 ล้านล้านบาท โดยเศรษฐกิจนอกระบบขับเคลื่อนด้วยแรงงาน 20 ล้านคน (เช่น รับจ้างอิสระ รับงานไปทำที่บ้าน แรงงานภาคเกษตร เกษตรกร เป็นต้น)

จากการรายงานจีดีพีและความเติบโตทางเศรษฐกิจของหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการเงินเอกชนข้างต้น เราสามารถอธิบายเพิ่มเติมในมุมมองชนชั้นได้ดังนี้

1. เศรษฐกิจไทยมีทั้งที่คิดคำนวณจีดีพี และไม่ได้ถูกคิดมูลค่า ซึ่งก็คือเศรษฐกิจนอกระบบ ที่สร้างมูลค่าเกือบ 50% ของจีดีพี รวมถึงงานที่ไม่ได้ค่าจ้างคืองานบ้านที่ยังไม่มีตัวเลข แต่ในประเทศอื่น เช่น เกาหลีใต้ ไม่นานนี้ได้จัดเก็บสถิติงานบ้านที่ไม่จ่ายค่าจ้าง มีมูลค่า 352 ล้านล้านวอน คิดเป็น 24.3% ของจีดีพี  แม้จะมีการพัฒนาเศรษฐกิจมากว่า 60 ปีนับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ขนาดเศรษฐกิจนอกระบบก็ไม่ได้เลือนหายและลดลงเท่าไหร่นัก

2. แรงงานนอกระบบจำนวน 20 ล้านคน ที่ไม่ได้รับค่าจ้างที่เพียงพอและสวัสดิการที่เทียบเท่าข้าราชการและแรงงานในระบบที่มีนายจ้าง มีเพียงสิทธิรักษาพยาบาลด้วยบัตรทอง 30 บาทเท่านั้น ซึ่งโดยมากเป็นคนหาเช้ากินค่ำ จ้างงานที่ไม่มั่นคง ทำงานหลายชั่วโมง ใช้แรงงานเข้มข้น รวมไปถึงกลุ่มคนที่ถูกพรากโอกาส เช่น คนพิการขายล็อตเตอรี คนงานสูงวัย คนงานที่ถูกเลิกจ้างในระบบในภาวะวิกฤตและต้องมาหางานทำที่มีรายได้น้อย ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นกองทัพคนว่างงาน ถูกเพิกเฉยโดยรัฐและนายจ้าง ไม่ได้รับพัฒนาฝีมือ เทคโนโลยีและปัจจัยทุนสนับสนุน ฉะนั้น จึงควรได้รับการคุ้มครองจากระบบประกันสังคมเทียบเท่าแรงงานในระบบ

3. ​กิจกรรมเศรษฐกิจนอกระบบเป็นลักษณะของระบบทุนนิยมที่ขาดไม่ได้ ต้องอยู่อย่างถาวร เนื่องจากเป็นผลมาจากการปรับลดต้นทุนการผลิตของนายจ้างเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและอัตรากำไรอย่างต่อเนื่อง โดยใช้วิธีเอ๊าซอร์ซ ส่งมอบงานในกระบวนการผลิตไปให้คนงานนอกระบบไปดำเนินการแทนหรือรับงานไปทำที่บ้าน หรือจ้างงานชั่วคราว เพื่อลดต้นทุนจากการที่ค่าจ้างและสวัสดิการในระบบปรับสูงขึ้น ดังนั้น เศรษฐกิจนอกระบบจึงเป็นกลไกสนับสนุนให้เศรษฐกิจในระบบอยู่รอดได้ สะท้อนให้เราเห็นว่า การขูดรีดจะคงอยู่อย่างถาวรเพื่อให้ชนชั้นนายทุนดำรงอยู่ สะสมทุนและสืบทอดอำนาจครอบงำเศรษฐกิจได้ต่อไป

4. จากรายงานเศรษฐกิจของหน่วยงานรัฐข้างต้นว่า การสร้างความเติบโตขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งได้แก่ กำลังซื้อของประชาชน การจ้างงาน แต่สภาพัฒน์ฯ หรือ ธปท.กลับไม่ฟันธงว่า รัฐบาลต้องเพิ่มค่าจ้างเงินเดือนและสวัสดิการแก่คนส่วนใหญ่ที่เป็นคนทำงานทุกภาคส่วน แต่มุ่งเน้นการส่งเสริมการลงทุน เพื่อหวังว่าจะผลกำไรของภาคเอกชนจะไหลรินไปยังคนงานเอง ในลักษณะเศรษฐกิจไหลริน นั่นคือ ให้ชนชั้นนายทุนรอดก่อนแล้วคนระดับล่างถึงจะรอดได้ ที่แม้จะเพิ่มการจ้างงานแต่เป็นงานที่ค่าจ้างต่ำ ไม่ช่วยปรับปรุงความเป็นอยู่แต่อย่างใด ท้ายสุดระบบก็จะวนกลับไปข้อ 1-3 ข้างต้น

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ