การสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงท่ามกลางกระแสการต่อสู้ถดถอย    

โดย สมทรง ตรีแก้ว

              ในการเลือกตั้งล่าสุด พรรคก้าวไกลซึ่งมีแนวทางเสรีนิยมแบบก้าวหน้าชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้อันเนื่องมาจากสูตรรัฐธรรมนูญที่ชนชั้นนำไทยเขียนขึ้นเพื่อสืบทอดอำนาจตนเองไม่ว่าจะเป็น ให้ ส.ว.เป็นผู้มีสิทธิโหวตนายกฯ ส่วนองค์กรอิสระต่างๆ ก็ล้วนมาจากการเเต่งตั้งจากเผด็จการ สนับสนุนชนชั้นปกครองอย่างเเข็งขัน โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือต่อต้านฝ่ายประชาธิปไตย ส่วนมวลชนที่เลือกพรรคก้าวไกลไม่สามารถแปรขบวนจากคูหาเลือกตั้งไปสู่ขบวนการบนท้องถนนได้ และฝ่ายประชาธิปไตยอยู่ในสภาพกระแสการต่อสู้ตกต่ำ ทิศทางการต่อสู้มีลักษณะพายเรือวนในอ่าง และรอคอยการเลือกตั้งครั้งต่อไปว่าน่าจะสามารถตั้งรัฐบาลได้    

              ชนชั้นปกครองไม่ยอมปล่อยให้ประชาชนมีอำนาจทางการเมืองผ่านระบบตัวแทน และแม้พรรคการเมืองจะชนะการเลือกตั้ง แต่ท้ายสุดไม่สามารถเอาชนะชนชั้นปกครองได้ ทั้งมีนักการเมืองที่พร้อมจะหักหลังและจับมือกับกองทัพอยู่ตลอดเวลาเมื่อสบโอกาส ดังปรากฎการณ์พรรคเพื่อไทยจับมือกับกองทัพในการตั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ชนชั้นปกครองต้องการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง และแม้ว่ามวลชนจะตื่นตัวทางการเมืองในแง่ปริมาณอย่างมาก และต่อต้านเผด็จการตลอดมา เป็นระยะๆ แต่ยังอยู่ในลักษณะสะเปะสะปะ (โดยเฉพาะภายหลังที่ นปช.ถูกแช่แข็งโดยทักษิณ) เคลื่อนไหวแบบไร้ทิศทาง ภายใต้ใครทำอะไรได้ก็ทำไป ซึ่งสภาพนี้เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ และไม่ได้รับการแก้ไขจากฝ่ายประชาธิปไตยเนื่องจากไม่มีองค์กรจัดตั้งทางการเมือง และหันเหทิศทางไปสู่ระบบรัฐสภามากกว่า

                การต่อต้านเผด็จการของคนหนุ่มสาวในช่วงปี ๒๕๖๓ ถึง ๒๕๖๔ ประสบความพ่ายแพ้ และแกนนำหลายคนถูกจับ ซึ่งการต่อสู้ของคนหนุ่มสาวในปี ๖๓ และ ๖๔ มีข้อเสนอเสรีนิยมแบบก้าวหน้า โดยเสนอแต่ปัญหาทางการเมืองแต่ไม่ได้เสนอปัญหาเศรษฐกิจไปพร้อมกัน (ไม่มีการทำแนวร่วมกับขบวนการแรงงาน ) มีลักษณะการเคลื่อนไหวแบบหลวมๆ และเมื่อแกนนำถูกจับ ไม่มีองค์กรจัดตั้งนำการต่อสู้ แม้ว่าจะมีความพยายามรักษาระดับการต่อสู้แต่วิธีการต่อต้านรัฐยังใช้วิธีเชิงสัญลักษณ์ เน้นปฏิบัติการออกสื่อมากกว่าการจัดตั้งมวลชน และเมื่อไม่สามารถเอาชนะชนชั้นนำได้ ทำให้นักเคลื่อนไหวต่างอ่อนแรง กระแสการต่อสู้จึงตกต่ำ มวลชนหดหู่มองไม่เห็นทางชนะเผด็จการซ่อนรูป

               องค์กรสังคมนิยมแรงงานเป็นองค์กรที่มีจุดยืนทางชนชั้นและการต่อสู้กับระบบทุนนิยม และเราวิเคราะห์ว่า แม้ว่าระบบทุนนิยมมันจะมีความขัดแย้งในตัวเองเพราะก่อให้เกิดวิกฤติเสมอ แต่ระบบทุนนิยมไม่มีวันล่มสลายไปเองและจิตสำนึกของมวลชนไม่สามารถเกิดขึ้นได้แบบเป็นไปเอง เราถือว่าคอมมิวนิวนิสต์เป็นทั้งลัทธิทางการเมืองและเศรษฐศาสตร์ ภาระหน้าที่ของสมาชิกองค์กรสังคมนิยมและผู้รักความเป็นธรรม และชื่นชอบเสรีภาพ ควรมองอนาคตการต่อสู้เพื่อสังคมนิยมด้วยความหวัง เพราะอะไร?

              ๑. ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่ดำรงอยู่ในทุกวันนี้มีปัญหามหาศาล  เกิดความเหลื่อมล้ำคนตกงาน คุณภาพชีวิตตกต่ำ และเกิดวิกฤติภาวะโลกร้อน ซึ่งส่งผลต่อสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนจน คำอวดอ้างของบรรดานักเสรีนิยมที่เชื่อว่าระบบทุนนิยมคือระบบที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของมนุษย์และจะนำความเจริญมาสู่มนุษยชาตินั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด 

              ๒. แนวคิดมาร์กซิสต์ ถ้านำมาใช้แบบวิทยาศาสตร์แล้วสามารถอธิบายปัญหาของโลกได้ดี เช่น ปัญหาโลกร้อน หรือทำไมถึงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ทำไมคนไม่มีงานทำ

              ๓.ชนชั้นกรรมาชีพเป็นผู้มีพลังในการเปลี่ยนแปลง และจำนวนชนชั้นกรรมาชีพก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จำนวนกรรมาชีพ ตามมาตรา ๓๓ ของพรบ.ประกันสังคมฯ เดือน ก.ย.๖๖ มีจำนวน ๑๑,๘๔๒,๓๓๕ คน  ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้น ๓.๓๒ เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันในปีที่ที่ผ่าน

เงื่อนไขในการประสบความสำเร็จ

๑. ความชัดเจนในแนวคิด  โดยเฉพาะความสามารถในการวิเคราะห์แนวคิดเสรีนิยม และความผิดพลาดของแนวสตาลิน ความชัดเจนในแนวคิดมาร์กซิสต์ต้องนำไปสู่ความกล้าที่จะถกเถียงกับผู้อื่นบนพื้นฐานของความจริงและความกล้าที่จะประกาศจุดยืนและสวมหมวกให้กับผู้ที่ไม่ยอมประกาศจุดยืน

๒. ความชัดเจนในแนวคิดไม่มีประโยชน์อะไรทั้งสิ้นถ้าเราไม่ออกไปทำงานร่วมกับมวลชนเพื่อขยายแนวคิดและช่วงชิงการนำในการต่อสู้ องค์กรเราไม่ใช่องค์กรเสวนาหรือสภากาแฟ เราคือหน่ออ่อนของการสร้างพรรค

๓. รู้จักประเมินสภาพความจริงที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ต้องกล้าประเมินความอ่อนแอของฝ่ายเรา ต้องกล้าประกาศว่าเราแพ้ เพื่อจะได้วางแผนให้เกิดชัยชนะในโอกาสหน้า กล้ายอมรับความจริงจะช่วยให้เราเห็นจุดดีของการต่อสู้

              รัฐบาลใหม่ยังไม่มีสัญญาณเกี่ยวกับการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่คนส่วนใหญ่สังคมไทยกำลังฝันถึงรัฐสวัสดิการ และในสภาวะที่รัฐบาลเพื่อไทยยุคนายหน้าค้าต่างให้เผด็จการ ยังเพิกเฉยที่จะไม่เก็บภาษีคนรวยเพื่อมาทำรัฐสวัสดิการ และพวกเขายังเอาใจทหารอย่างมาก โดยหวังว่าถ้าเอาใจแล้วจะอยู่ครบเทอม ไม่มีการพูดถึงเหตุการณ์ฆ่าเสื้อแดงปี ๒๕๕๓ แต่อย่างใด ทุกอย่างเงียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๕๓ 

              ภารกิจของนักสังคมนิยมคือ อย่าให้พวกชนชั้นนายทุนคิดแทนเรา และพวกเราต้องรื้อฟื้นการต่อสู้ขบวนการแรงงาน เพราะชนชั้นกรรมาชีพมีพลังแฝงที่มีอานุภาพมากในการต่อสู้กับชนชั้นนายทุน แต่การรื้อฟื้นการต่อสู้ทางชนชั้นไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ หากเราฝันถึง ”โลกใบใหม่ที่อยากให้เป็น ” เราต้องลงมือรื้อฟื้นการต่อสู้ด้วยมือและสมองของพวกเรา

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ