โทษจำคุกแก้ไขปัญหาอาชญากรรมได้หรือไม่

โดย ไผ่แดง

                ​เราอาจจะเคยพบเห็นในสื่อทั่วไป เช่น คนขโมยอาหารเพื่อประทังชีวิตเพราะตกงาน หรือ แม่ที่ขโมยนมผงของเพราะไม่มีเงินเพียงพอที่จะซื้อให้ลูกกิน และเรามักจะได้ยินคำกล่าวโทษเช่น “ความลำบากยากจนไม่ใช่ข้ออ้างในการก่ออาชญากรรม” หรือการกล่าวโทษไปถึงว่า “คนจนไม่ควรมีลูกเพราะจะก่ออาชญากรรม”  

                ​ซึ่งสื่อกระแสหลักก็มักจะมีส่วนในการสร้างความเข้าใจเหล่านี้ว่า ปัญหาอาชญากรรมเป็นปัญหาเชิงศีลธรรมของปัจเจก หรือ ถูกทำให้เป็นปัญหาความบกพร่องของปัจเจกมากกว่าการพูดถึงต้นสายปลายเหตุ  

​                เรามักถูกทำให้มองเห็นว่า คนที่ก่ออาชญากรรม คือ ตัวปัญหาของสังคม มากกว่าที่จะมองเห็นว่า สังคมที่เราใช้ชีวิตอยู่กำลังมีปัญหา เพราะแท้จริงแล้วจิตสำนึกคนเรานั้นไม่ได้ลอยเหนือสังคมอย่างโดดเดี่ยว แต่มันสัมพันธ์กับเงื่อนไขและสภาพความเป็นอยู่ หรือ สัมพันธ์กับสภาพสังคมที่หล่อหลอม

​                ในบทความ “อาชญากรรมคนจน vs อาชญากรรมคนรวย” ของ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ได้อธิบายถึงปัจจัยจูงใจของการก่ออาชญากรรมไว้ 4 ปัจจัย ได้แก่ “1.ปัจจัยด้านการเงินและเศรษฐกิจ (คนจนขาดแคลนเงินจึงก่ออาชญากรรม) 2. การเข้าถึงโอกาส (คนจนที่ไม่มีโอกาสในการศึกษาหรือพัฒนาทักษะเพื่อใช้ยกระดับรายได้จึงสามารถก่ออาชญากรรมได้) 3. สภาพแวดล้อม (คนจนที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีความมั่นคง อาจเป็นตัวกระตุ้นการก่ออาชญากรรม) และ 4. ความเครียดและกดดัน (ความเครียดและความกดดันทางเศรษฐกิจทำให้คนก่ออาชญากรรมได้)”

​                ในมุมมองมาร์กซิสต์แล้ว อาชญากรรมนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางชนชั้นภายใต้ระบบทุนนิยม ซึ่งมันได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การก่ออาชญากรรมไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทางเศรษฐกิจจนนำไปสู่วิกฤตท่ามกลางการผลิตที่ล้นเกิน, ค่านิยมการแข่งขันและการมีลำดับชั้น ซึ่งมันสร้างความสัมพันธ์เป็นไปในลักษณะปลาใหญ่กินปลาเล็ก ในสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ที่ชนชั้นนายทุนสะสมทุนและผูกขาดความมั่งคั่งมากขึ้นทุกวัน ขณะที่ชนชั้นแรงงานถูกกดค่าจ้างและถูกทำให้เปราะบางลงทุกวันหรืออาจจะนำไปสู่การเลิกจ้างและขาดโอกาสในการเลี้ยงชีพ สิ่งเหล่านี้มันสร้างแรงบีบคั้นทางสังคมและเศรษฐกิจจนสามารถนำไปสู่การก่ออาชญากรรม 

​                อย่างไรก็ตาม อาชญากรรมนั้นเป็นเพียงความผิดเพี้ยนหนึ่งจากอาการป่วยไข้ของสังคม การโทษปัญหาอาชญากรรมให้เป็นความรับผิดชอบของปัจเจก หรือ การแก้ปัญหาอาชญากรด้วยการเพิ่มโทษให้รุนแรงนั้นอาจจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ แต่ควรเป็นเปลี่ยนเป็นการฟื้นฟูและบำบัดเพื่อคืนผู้คนกลับคืนสู่สังคม และหากจะแก้ปัญหาอาชญากรรมจำเป็นต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและต้องสร้างระบบรัฐสวัสดิการที่เสมือนตาข่ายรองรับความเสี่ยง เราจำเป็นต้องสร้างสังคมที่ร่วมมือมากกว่าสังคมที่แข่งขันกัน เพราะสังคมที่เหลื่อมล้ำแข่งขันสูงกันนั้นสร้างความแปลกแยกไม่ไว้ใจกัน จนอาจนำไปสู่การประหัตประหารกันมากกว่า และในขณะเดียวกันสังคมที่เหลื่อมล้ำต่ำสูงก็มีมักจะมีความเปราะบางทางสังคม

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ