โดย เท็น เตรียมกรรมาชีพ
“การนัดหยุดงานทุกครั้งเป็นเครื่องเตือนใจนายทุนว่ากรรมาชีพต่างหากที่มีความสำคัญ ไม่ใช่นายทุน”
ในประวัติศาสตร์ขบวนการแรงงานไทย การต่อสู้ที่มีชื่อเสียง และสร้างแรงบันดาลใจมากที่สุดครั้งหนึ่งคงหนีไม่พ้นการต่อสู้ของกรรมกรหญิงโรงงานฮาร่าที่ทั้งดุเดือดและยืดเยื้อ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเมื่อแรงงานรวมตัวกันจะสามารถปกป้องและเรียกร้องผลประโยชน์ของตนเองได้อย่างมีพลัง นี่จึงเป็นกรณีที่เราควรศึกษา
โรงงานฮาร่าเป็นโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่มีเจ้าของเป็นชาวไต้หวัน ตั้งอยู่ที่ตรอกจันทร์ กรุงเทพฯ และจ้างแรงงานหญิงจำนวน 200 คน คนเหล่านี้ทำงานหนัก ได้ค่าแรงต่ำ สภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ และไม่มีสวัสดิการในขณะที่นายทุนกอบโกยกำไรได้มากมายจนสามารถเปิดโรงงานได้อีกหลายแห่ง แรงงานหญิงได้บอกเล่าสภาพการทำงานของตนดังนี้
“มีคนงานตั้ง 200 คน แต่มีห้องน้ำอยู่ห้องเดียว น้ำดื่มก็ไม่มี สวัสดิการอะไรไม่เคยมี ตู้ยาก็ไม่มี”
“อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นก็มี ฝนตกหลังคารั่ว ไฟฟ้าช็อต นายจ้างไม่เคยสนใจเลย”
การต่อสู้เพื่อสิทธิของแรงงาน
เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2518 บริษัทฮาร่าได้ตั้งโรงงานที่อ้อมใหญ่ จังหวัดนครปฐม โดยจ้างคนงาน 300 กว่าคน เมื่อถึงปลายเดือนกันยายนในปีเดียวกัน การต่อสู้ก็เริ่มต้นขึ้นเพราะคนงานถูกโกงค่าแรง 7 คน แถมยังถูกไล่ออก ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2518 คนงานตรอกจันทร์ได้ส่งตัวแทนไปพบปะกับคนงานที่อ้อมใหญ่เป็นครั้งแรก และทั้ง 2 กลุ่มได้ร่วมกันยื่นข้อเรียกร้องต่อบริษัท 10 ข้อ แต่ 5 วันต่อมา (9 ตุลาคม 2518) คนงานที่ตรอกจันทร์ถูกอันธพาลรุมทำร้ายโดยไร้ความช่วยเหลือจากตำรวจ วันรุ่งขึ้น (10 ตุลาคม 2518) ได้มีการเซ็นสัญญาระหว่างคนงานกับนายจ้างที่กรมแรงงาน ในสัญญานั้นระบุว่าจะให้คนงานทุกคนกลับเข้าทำงาน แต่เมื่อถึงเวลา นายจ้างกลับไม่ให้ ชอเกียง แซ่ฉั่ว (แกนนำคนงาน) เข้าทำงาน กลุ่มคนงานจึงได้วางแผนกันยึดโรงงานสร้างอำนาจต่อรองจนสำเร็จ
การนัดหยุดงาน
คนงานคนหนึ่งเล่าว่า “ในช่วงแรกที่ยึดโรงงานรู้สึกว่าไม่ค่อยมีความหวังเท่าไหร่เพราะไม่มีรายได้ พวกเราต้องอยู่อย่างอดอยาก แต่พอมาสนิทกันได้ก็มีความหวังขึ้นมาก” ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการนัดหยุดงานเป็นสิ่งที่ให้กำลังใจกรรมาชีพว่าเขาไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว ในยามปกติทุกคนทำงานหนักมาก สมองคิดแต่เรื่องงาน ไม่มีโอกาสได้พูดคุยกันเลย บางครั้งถึงขั้นทะเลาะกันเพราะต้องแย่งกันทำงานด้วยซ้ำ แต่ในยามที่มีการนัดหยุดงานกรรมาชีพจะนึกถึงเพื่อนร่วมงานทั้งหลายที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อผลประโยชน์กรรมาชีพโดยไม่เกรงกลัว การนัดหยุดงานนำความยากลำบากมาสู่พวกเขา มีการเรี่ยไรเงินคนละ 5 บาทเพื่อใช้เป็นค่าอาหาร คนงานพยายามหารายได้จากการพับถุง ขายขนม และเรี่ยไรตามโรงงาน ครอบครัวทั้งหิวทั้งจน นอกจากนี้ ยังมีทนายจากฝั่งนายจ้างมาข่มขู่ และมีการปล่อยข่าวลือที่สร้างความเสียหายอีกด้วย แต่ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใดพวกเขาจะได้กำลังใจจากการต่อสู้ของมิตรสหาย ดังคำกล่าวของฟรีดริช เองเกิลส์ นักสังคมนิยมว่า
“คนที่สามารถอดทนถึงขนาดนี้เพื่อบังคับนายทุนเพียงคนเดียวให้ก้มหัวคงจะมีพลังพอที่จะทำลายนายทุนทั้งชนชั้นได้”
โรงงานที่ปราศจากนายทุน
หลังจากนัดหยุดงานได้ 2 เดือน คนงานได้ตั้งชื่อโรงงานใหม่ว่า “สามัคคีกรรมกร” เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2518 มีการขายหุ้นให้ประชาชนได้กว่า 300 หุ้น หุ้นละ 20 บาท เป็นเงินประมาณ 7,000 – 8,000 บาท นำมาเป็นทุนในการซื้อผ้า และอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับผลิตเสื้อผ้าขาย และนำไปขายที่หน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยสามารถขายได้ในราคาถูกกว่านายทุนอย่างมาก เช่น กางเกง เมื่อก่อนเจ้าของเดิมขายราคา 285 บาท แต่โรงงานสามัคคีกรรมกรขายในราคาเพียง 85 บาทเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะขายของในราคาที่ถูกกว่าเดิมแต่คนงานก็มีชีวิตที่ดี และได้ค่าแรงที่สูงกว่าเดิม 2 เท่า เพราะไม่มีนายทุนมากดขี่ขูดรีด นี่จึงเป็นตัวอย่างของการมีประชาธิปไตยในที่ทำงาน
การทำลายโรงงานสามัคคีกรรมกร
สถานการณ์ทุกอย่างกำลังดีขึ้น คนงานได้ค่าแรงมากกว่าเดิม มีอาหารการกินครบ 3 มื้อต่อวัน มีนักศึกษาและประชาชนผู้รักความเป็นธรรมเข้ามาให้กำลังใจ มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงาน ภายในโรงงานมีโซนห้องสมุด และมีการจัดกลุ่มศึกษาอยู่เป็นประจำเพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมือง แต่ทุกอย่างก็จบลงเมื่อฝ่ายตำรวจได้บุกเข้ายึดโรงงานคืนในวันที่ 13 มีนาคม 2519 และได้จับนักศึกษาและคนงานหลายคนไปคุมขัง
เราได้เรียนรู้อะไรจากการต่อสู้ครั้งนี้?
ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วคนงานจะยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนายทุน แต่การต่อสู้ครั้งนี้ก็แสดงให้เราเห็นว่า เมื่อใดก็ตามที่ชนชั้นกรรมาชีพตระหนักได้ว่า พวกเรามีศัตรูร่วมกันคือชนชั้นนายทุนที่เสวยสุขอยู่บนความทุกข์ยากของผู้อื่น แล้วรวมตัวกันก็สามารถสร้างอำนาจต่อรองได้อย่างมหาศาล เหมือนอย่างที่ นิยม ขันโท (แกนนำคนงาน) ได้กล่าวไว้ว่า
“การเรียกร้องต่อสู้ไม่ต้องหวาดกลัวอะไรทั้งสิ้น นายทุนมันจะมีเล่ห์เหลี่ยมต่าง ๆ ที่จะมาเล่นงานพวกเรา แต่เราไม่ต้องกลัว ถ้าพวกเราสามัคคีกัน พร้อมใจกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวแล้ว ชัยชนะก็จะเป็นของเรา”
อีกทั้ง ชาวสังคมนิยมมองว่า การสร้างความสมานฉันท์ของแรงงานแห่งอื่นเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะร่วมชุมนุม นัดหยุดงาน ขยายการเมืองการต่อสู้ของขบวนการแรงงานไปสู่การนัดหยุดงานทั่วไป ไม่ควรหยุดอยู่เพียงแค่โรงงานแห่งเดียวหรือขาดช่วงการเรียนรู้ประสบการณ์และบทเรียนในอดีตเพื่อความสามัคคีของชนชั้นแรงงาน

