โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
ผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคม นักเคลื่อนไหว นักปฏิวัติ หรือนักปฏิรูป จะต้องพิจารณาเสมอว่า พลังที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาจากไหน และในโลกจริง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน คำถามหลักคือการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเกิดจากผู้ใหญ่ “ข้างบน” หรือจากมวลชนคนชั้นล่าง
ไม่เชื่อก็ลองดูว่าการกล่าวถึงประวัติศาสตร์มีลักษณะอย่างไร ประวัติศาสตร์คือการบรรยายกับวิเคราะห์เหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงสังคมในยุคต่างๆ ถ้าดูประวัติศาสตร์กระแสหลัก ส่วนใหญ่จะพูดถึงว่าคนใหญ่คนโต กษัตริย์ หรือนายพล หรือมหาอำนาจ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร โดยไม่กล่าวถึงบทบาทคนข้างล่างเลย ไม่พูดถึงการกบฏของชาวบ้านหรือคนจน ไม่พูดถึงการเคลื่อนไหวของมวลชน หรือการที่คนธรรมดาหรือทหารธรรมดาเลิกศรัทธาในผู้นำแล้วเกิดอะไรขึ้น ฯลฯ
การทำลายระบบศักดินาในสังคมไทยเกิดจากการนำของกษัตริย์รัชกาลที่ ๕ โดยมีการยกเลิกระบบทาส ไพร่ และอำนาจเจ้าขุนมูลนาย และยกเลิกอำนาจเจ้าหัวเมืองผ่านการสร้างรัฐทุนนิยมรวมศูนย์เป็นครั้งแรก แต่มันไม่ใช่ว่ากษัตริย์รัชกาลที่ ๕ อยู่ดีๆ ก็คิดจะยกเลิกระบบศักดินาโดยไม่มีบริบทอะไร เราต้องเข้าใจว่า ระบบศักดินาเข้าสู่วิกฤตเพราะทาสกับไพร่หนีพื้นที่เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับเกณฑ์แรงงาน เราต้องเข้าใจว่าแรงงานจีนที่ถูกดึงเข้ามามีอำนาจต่อรองในเรื่องค่าจ้างสูง เพราะไทยขาดแคลนแรงงานรับจ้าง ดังนั้นจึงมีการขยายแรงงานรับจ้างพื้นเมืองเพื่อลดค่าแรง
การขยายของพื้นที่ประชาธิปไตยในทุกสังคม ไม่เคยมาจากความคิด “ก้าวหน้า ใจดี” ของผู้นำ แต่มาจากการเคลื่อนไหว เรียกร้องของมวลชนที่ไม่พอใจในยุคต่างๆ
การปฏิรูปสังคมไม่ได้มาจากการเลือกนักการเมืองก้าวหน้าเข้าสู่สภาอย่างเดียว แต่มันต้องมีกระแสสังคมจากเบื้องล่างที่เรียกร้องการปฏิรูป ดังนั้น การที่ช่วงนี้ไม่มีการเคลื่อนไหวของมวลชนคนหนุ่มสาวหรือกรรมาชีพในไทย ไม่มีแรงกดดันให้เปลี่ยนสังคม แปลว่าพรรคเพื่อไทยเลือกที่จะไปจับมือกับเผด็จการและเป็นปากเสียงให้ทหาร และพรรคก้าวไกลไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนอะไรสำคัญๆ ในรัฐสภา
สำหรับเราชาวมาร์คซิสต์ เราเน้นเสมอว่าการเปลี่ยนแปลงสังคม รวมถึงการปฏิวัติสังคมนิยม ต้องเป็นการกระทำของมวลชนชั้นล่างเสมอ โดยเฉพาะกรรมาชีพ ไม่มีผู้ใหญ่เบื้องบนที่จะทำให้
แต่สำหรับกระแสความคิดหลักในสังคม คนส่วนใหญ่ที่ได้รับอิทธิพลจากสื่อมวลชนหรือสถาบันการศึกษา ย่อมมองไปที่การเปลี่ยนแปลงจากบนลงล่าง เชื่อในการปฏิรูปภายในกรอบสังคมเก่า ไม่ใช่การปฏิวัติ
ในเรื่อง “การเมือง” กระแสหลักมองไม่ออกว่ามีแนวทางอื่นนอกจากรัฐสภา “การเมือง” จึงเป็นเรื่องที่นักการเมือง ส.ส. และพรรคในรัฐสภาผูกขาด มันเป็นการหวังการเปลี่ยนแปลงจากเบื้องบน มันไม่ใช่การกระทำของคนธรรมดาชั้นล่าง มาร์คซิสต์ไม่ได้ปฏิเสธการลงสมัครรับเลือกตั้งในสภาในทุกกรณี แต่อย่างที่ เลนิน เคยอธิบาย เราลงสมัครเพื่อใช้รัฐสภาเป็นเวทีโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ใช่เพื่อหวังตั้งรัฐบาลในกรอบรัฐเก่า
ในเรื่องการสร้างพรรคการเมือง คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่ามีพรรคแล้วทำไมไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบรัฐสภาทุนนิยม บ่อยครั้งเพราะหลงคิดว่า “รัฐ” ถูกทำให้ “เป็นกลาง” ได้ ถ้ามี ส.ส.เพียงพอ มุมมองแบบนี้เป็นมุมมองที่ปิดหูปิดตากับระบบชนชั้นในสังคมทุนนิยม และมองไม่ออกว่าเราสามารถสร้างสังคมใหม่ที่ไม่ใช่ทุนนิยมได้ผ่านการเคลื่อนไหว การสร้างพรรคปฏิวัติสังคมนิยมเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อประสานการต่อสู้ของมวลชนในประเด็นต่างๆ เพื่อปลุกระดมกรรมาชีพ เพื่อสร้างระบบการศึกษาสำหรับนักเคลื่อนไหว และเพื่อเป็นแหล่งความทรงจำของชนชั้นกรรมาชีพ ประสบการณ์ในโลกสอนให้เรารู้ว่าการปฏิวัติที่พยายามล้มทุนนิยมและสร้างสังคมนิยมเช่นคอมมูนปารีส 1871 หรือการปฏิวัติรัสเซีย 1917 ย่อมต้องอาศัยการทำลายรัฐเก่าที่ควบคุมโดยนายทุน และสร้างรัฐใหม่ของกรรมาชีพ ถ้าไม่ทำอย่างนั้นในที่สุดความพยายามที่จะสร้างสังคมใหม่ก็จะถูกละลายไปท่ามกลางอำนาจนายทุน ตัวอย่างเช่นการปฏิวัติคิวบา หรือการตั้งรัฐบาลฝ่ายซ้ายในเวเนซุเอลา หรือกรีซ เพราะในทุกกรณีผู้นำประเทศเหล่านั้นต้องก้มหัวให้กระแสทุนนิยม
มีฝ่ายซ้ายในหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และในยุโรป ที่มองอย่างผิดๆ ว่า คิวบา กับ เวเนซุเอลา เป็นสังคมนิยม ทั้งๆ ที่ไม่มีการเปลี่ยนสังคมจากการปฏิวัติกรรมาชีพจากล่างสู่บน และมีฝ่ายซ้ายจำนวนหนึ่งที่เคยตั้งความหวังกับพรรคไซรีซาในประเทศกรีซเมื่อชนะการเลือกตั้ง ก่อนที่จะหักหลังประชาชนโดยการน้อมรับนโยบายรัดเข็มขัด นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับฝ่ายซ้ายว่าทำไมเราต้องเน้นความคิด “ล่างสู่บน” และเน้นมวลชนกรรมาชีพในการเปลี่ยนแปลงสังคม
ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงจากบนลงล่าง คนที่ยึดมั่นในความคิดแบบนี้มักมองว่าการนัดหยุดงาน หรือการประท้วงของมวลชน เป็นเหตุการณ์ “ไม่สงบ” หรือ “ไม่ปกติ” ดังนั้นจึงมีการลดความสำคัญของมวลชน และตั้งความหวังกับระบบที่เป็นทางการ ตัวอย่างใกล้ตัวเราคือ การที่มวลชนคนหนุ่มสาวที่ต้านเผด็จการทหาร ในที่สุดก็ไปตั้งความหวังว่าการเปลี่ยนแปลงที่เขาต้องการจะเกิดจากพรรคการเมืองในรัฐสภา เช่นพรรคก้าวไกล เป็นต้น แต่มันย่อมจบลงด้วยความผิดหวังและการที่ไม่มีการปกป้องนักเคลื่อนไหวที่ติดคดีติดคุกจากการเรียกร้องประชาธิปไตย สาเหตุที่เป็นอย่างนี้ไม่ใช่เพราะคนหนุ่มสาวไม่อยากชนะ หรือถูกซื้อตัว แต่เป็นเพราะเขาเคลื่อนไหวภายใต้แนวคิดปฏิรูปสังคมจากบนลงล่าง ซึ่งเป็นแนวคิดกระแสหลักในสังคม
การใช้การเคลื่อนไหวของมวลชนในการหวังปฏิรูปผ่านรัฐสภาก็เกิดขึ้นในกรณีพรรคไซรีซาในประเทศกรีซด้วย เพราะหลังจากที่ตั้งรัฐบาลได้ก็มีการพยายามยุติการเคลื่อนไหว
แนวคิดสตาลิน-เหมา
คนที่เคยเรียกตัวเองว่า “คอมมิวนิสต์” ทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นคนที่อาศัยแนวคิดสตาลิน-เหมา ตัวอย่างที่ดีในไทยคือคนที่ได้รับอิทธิพลจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แต่นอกจาก พคท.เป็นพรรคที่พวกแกนนำมักจะสั่งการจากบนลงล่างแล้ว แนวคิดของพรรค และของพรรคสายสตาลิน หรือสายเหมา อื่นๆ เป็นแนวคิดที่หวังสร้างสังคมนิยม “จากบนลงล่าง”
แนวคิดสตาลิน-เหมาจริงๆ แล้วไม่ใช่แนว “มาร์คซิสต์” และมีการบิดเบือนมรดกของเลนินหรือทรอตสกี้เสมอ ในกรณีประเทศในเอเชีย อาฟริกา หรือลาตินอเมริกา พวก “คอมมิวนิสต์” เหล่านี้เน้นนโยบายชาตินิยมเหนือการต่อสู้ทางชนชั้นตลอด จะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติจีน การปฏิบัติเวียดนาม การปฏิวัติคิวบา หรือการต่อสู้ของ พคท. ทุกพรรคเน้นการสร้างชาติและสู้กับจักรวรรดินิยมเสมอ ในทุกกรณีมีการลดความสำคัญของชนชั้นกรรมาชีพและการต่อสู้ทางชนชั้น เช่น ในจีนมีการสั่งให้กรรมาชีพทำงานต่อไปในสถานที่ทำงาน และในไทยมีการหันหลังให้กับเมืองเพื่อจับอาวุธในป่า
มันเป็นการพยายามยึดรัฐทุนนิยมเก่ามาใช้ ไม่ใช่ล้มรัฐและสร้างรัฐกรรมาชีพใหม่ผ่านสภาคนงานหรือสภาโซเวียด มันจบลงด้วยการสร้างเผด็จการ “ทุนนิยมโดยรัฐ” ในรูปแบบเผด็จการพรรคคอมมิวนิสต์เหนือชนชั้นกรรมาชีพและเกษตรกร และเมื่อเวลาผ่านไปก็มีการแปรตัวไปเป็นเผด็จการพรรคคอมมิวนิสต์ที่บริหารเศรษฐกิจทุนนิยมที่มีกลไกตลาดและมีนายทุนเอกชนกับนายทุนรัฐร่วมกัน สิ่งเหล่านี้เราเห็นทุกวันนี้ใน จีน คิวบา ลาว หรือเวียดนาม
แนวคิดสตาลิน-เหมา เป็นแนวคิดที่แก้ตัวว่า “ระบบสังคมนิยมสร้างไม่ได้ในประเทศยากจน” พวกนี้เสนอว่าต้องสร้างทุนนิยมก่อน มันเป็นสิ่งที่เราชาวมาร์คซิสต์เรียกว่า “แนวขั้นตอน” ซึ่งขัดกับแนวคิด “ปฏิวัติถาวร” ของมาร์คซ์ กับ ทรอตสกี้
การปฏิวัติถาวรเสนอว่า ในโลกสมัยใหม่ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 ระบบทุนนิยมพัฒนาไปทั่วโลกในลักษณะที่ทำให้ทุกแห่งเป็นทุนนิยม แต่มีรูปแบบต่างระดับ เราเห็นตรงนี้ในไทยตั้งแต่สมัยสร้างรัฐรวมศูนย์ในยุครัชกาลที่ ๕ ดังนั้นภารกิจสำคัญของนักปฏิวัติสังคมนิยมในประเทศอย่างไทย คือการเดินหน้าในการพยายามปฏิวัติสังคมนิยม ไม่ใช่การพยายามสร้างทุนนิยมตลาดเสรีผ่านแนวร่วมกับนายทุน นักเคลื่อนไหวหนุ่มสาวในรอบสิบปีที่ผ่านมาหลงคิดว่าไทยยังเป็นสังคม “กึ่งศักดินา” ตามแนวคิด พคท. ทั้งๆ ที่ ระบบศักดินาหมดไปนานแล้ว ยิ่งกว่านั้นมีการมองว่าอำนาจหลักอยู่ที่กษัตริย์ แทนที่จะเข้าใจว่าอำนาจเผด็จการหลักอยู่ในมือทหารและนายทุน ไม่มีการวิเคราะห์ว่าภาพอำนาจของกษัตริย์ถูกสร้างขึ้นโดยทหารกับนายทุน
การมองว่าเรายังต้องสู้กับศักดินา ตามสูตรเก่าของ พคท. แปลว่าผู้ที่เห็นด้วยกับแนวนี้มักทำแนวร่วมกับนายทุนที่เขาหลอกตัวเองว่า “ก้าวหน้า” อย่างที่ พคท. เคยทำ เราเห็นชัดในกรณีที่นักเคลื่อนไหวไปตั้งความหวังกับพรรคการเมืองของนายทุนอย่างพรรคก้าวไกล
สิ่งที่ไปควบคู่กับการเน้นการเปลี่ยนแปลงจากบนลงล่างแบบนี้คือแนวชาตินิยม ซึ่งผูกขาดความคิดของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยจนคนไม่ตั้งคำถามกับการยืนเคารพธงชาติ ไม่ตั้งคำถามว่าธงนี้ ที่เป็นสัญลักษณ์ของชาติ หมายถึงชาติของชนชั้นไหน มีการหลอกตัวเองว่าแค่เอา “ย” ออกจาก “ไทย” เพื่อเป็น “ไท” สามารถแปลความหมายไปเป็น “เสรีภาพ” ได้
นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์การจับอาวุธ เพื่อ ”ปลดแอก” ประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของการเน้นการเปลี่ยนแปลงจาก “บนลงล่าง” และปฏิเสธแนวมวลชนจาก “ล่างสู่บน” เพราะเป้าหมายคือการยึดรัฐเก่า และวิธีการที่เน้นกองกำลังจับอาวุธจำเป็นต้องมีการปิดลับและกีดกันการมีส่วนร่วมของคนจำนวนมาก และคนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าเป็นทหารในกองกำลังได้เพราะต้องทำงานเลี้ยงชีพ มันเป็นยุทธวิธีที่เน้นการกระทำของคนส่วนน้อยที่มีอาวุธ
ความสำคัญของการสร้างพรรคปฏิวัติสังคมนิยม
ทรอตสกี้ เคยอธิบายว่า “พลังในการเปลี่ยนสังคมของมวลชนเปรียบเสมือนไอน้ำจากหม้อที่กำลังเดือด แต่ถ้าไม่มีพรรคเป็นลูกสูบที่ให้ทิศทางกับพลังดังกล่าว ไอน้ำก็จะระเหยหมดไป” พูดง่ายๆ การเปลี่ยนแปลงจากล่างสู่บนโดยกรรมาชีพ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการปฏิวัติไปสู่สังคมนิยม ต้องอาศัยพรรคด้วย ทั้งๆ ที่มวลชนมีความสำคัญยิ่ง
ถ้าไม่มีพรรค ถ้าไม่มีการจัดตั้งสมาชิก ไม่มีการประชุมเพื่อศึกษาทฤษฎีและประเด็นในการต่อสู้ ไม่มี นสพ. เพื่อเป็นสื่อของพรรค เวลามวลชนเผชิญหน้ากับรัฐที่มีอำนาจรวมศูนย์และการจัดตั้งสื่อและระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบ มันก็จะเหมือนเอากล้วยเน่า นิ้มๆ ไปพยายามพังกำแพงอิฐ
ในวันที่ 25 ธันวาคม 1917 หลังจากข่าวการปฏิวัติรัสเซียไปถึงเกาะต่างๆ ของอินโดนีเซีย นักปฏิวัติเชื้อสายดัตช์ชื่อ Sneevliet ซึ่งมีส่วนในการริเริ่มก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย ได้ประกาศว่า “ที่ไหนมีทุนนิยม ที่นั้นย่อมปฏิวัติสังคมนิยมได้”
หลายคนที่คล้อยตามกระแสหลักในสังคม มักจะอวดว่า “สังคมนิยมหมดยุค” โดยปิดหูปิดตาถึงวิกฤตต่างๆ ของระบบทุนนิยมปัจจุบันที่กำลังท้าทายความสามารถของมนุษย์ที่จะมีชีวิตต่อไปบนโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิกฤตโลกร้อนที่ทำลายการเกษตรและสร้างพายุกับภัยแล้ง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโรคระบาดที่มาจากการขยายระบบเกษตรอุตสาหกรรมสู่เขตป่าเขา และไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจกับการแข่งขันที่ก่อให้เกิดสงครามและกดฐานะประชาชนลงสู่ระดับยากจน ถ้าเราไม่ล้มระบบทุนนิยม มันจะทำลายสังคมมนุษย์ท่ามกลางความป่าเถื่อน
ทั่วโลกในขณะนี้ ระบบทุนนิยมเข้าไปครอบงำทุกสังคม เราไม่ต้องหลงคิดว่าเรายังอยู่ในสังคมศักดินา เราสามารถทำงานวางแผนที่จะสร้างสังคมนิยมได้ แต่เราต้องให้ความสำคัญกับมวลชน การสร้างพรรค และการเปลี่ยนแปลงสังคมจากล่างสู่บนเสมอ

