โดย คริส ฮาร์มาน
อาณาจักรใหม่ของจีนหลังการล่มสลายของอารยธรรมเก่า เริ่มเจริญภายใต้ราชวงศ์สุย และเจริญต่อไปภายใต้ราชวงศ์ถังเมื่อประมาณ ค.ศ. 600 มีการพัฒนาระบบชลประทาน และการปลูกข้าว การใช้สงครามเพื่อขยายอาณาจักร และมีการสร้างระบบการค้าขายไปในทุกทิศ ในเมืองกวางตุ้งมีพ่อค้าอิหร่าน มาเลย์ อินเดีย เวียดนาม และเขมร มีการเผยแพร่ภาษาจีนไปสู่เกาหลีและญี่ปุ่น และเทคนิคการทำกระดาษที่ริเริ่มในจีน ค่อยๆ เผยแพร่ตามเส้นทางการค้าขายไปสู่ตะวันตก
ยิ่งกว่านั้นมีการนำระบบข้าราชการมาใช้เพื่อบริหารอาณาจักร โดยที่ผู้ชายที่อยากเป็นข้าราชการจะต้องใช้เวลาเป็นนักศึกษาและสอบผ่านข้อสอบราชการ ระบบข้าราชการของรัฐแบบนี้พยายามผูกขาดการค้าในเกลือ สุรา และชา และพยายามปฏิรูปที่ดินเพื่อให้มีเกษตรกรรายย่อยมากขึ้น เกษตรกรเหล่านี้จะได้จ่ายภาษีให้รัฐ แทนที่ความร่ำรวยจะกระจุกในมือของพวกขุนนางเจ้าของที่ดินเก่า
ในยุคนี้จีนนำหน้าโลก มีการสร้างเมืองยักษ์ใหญ่ที่มีประชากรเป็นล้าน มีการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมเหล็กที่จ้างแรงงานจำนวนมาก เพื่อสร้างอาวุธและเครื่องมือ มีการผลิตดินปืน และสารเคมี โดยใช้ถ่านหินจากเหมืองเป็นเชื้อเพลิงแทนถ่านจากการเผาไม้ ในค.ศ. 1078 จีนผลิตเหล็กมากกว่า 114,000 ตันในขณะที่อังกฤษในปี ค.ศ. 1788 สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมผลิตแค่ 68,000 ตัน ท่ามกลางการพัฒนาดังกล่าว พ่อค้ารายใหญ่ขึ้นมาเป็นหน่ออ่อนของนายทุน และมีบทบาททางสังคมมากขึ้น คนเหล่านี้มักจะสนใจศาสนาพุทธและศาสนาอื่นๆ แต่ความคิดความเชื่อหลักในหมู่ข้าราชการจะเป็นลัทธิขงจื๊อ ที่เน้นระเบียบวินัยและความอนุรักษ์นิยม และดูถูกการค้าขายและชนชั้นล่างทั้งหมด ที่สำคัญคือระบบชลประทาน และการผลิตแบบอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ ที่เป็นพื้นฐานการผลิต ยังอยู่ในมือของรัฐข้าราชการ พ่อค้าจึงจำเป็นต้องพึ่งพาอำนาจของรัฐข้าราชการนี้และไม่สามารถยึดอำนาจรัฐได้
พ่อค้าหรือหน่ออ่อนนายทุนจีนไม่มีโอกาสที่จะฉวยโอกาสล้มระบบเก่าได้ในยุคท้ายของราชวงศ์ถัง ทั้งๆ ที่รัฐอ่อนแอลง เพราะกองทัพมองโกลบุกเข้ามายึดครองจีนและผู้นำใหม่ตั้งตัวเป็นราชวงศ์หยวน หลังจากนี้ไม่มีการพัฒนาเทคโนโลจีเหมือนเมื่อก่อน และหน่ออ่อนของนายทุนจีนก็พลาดโอกาสที่จะสร้างระบบทุนนิยมในยุคนั้น

