โดย แสงยุทธนา
“ภารกิจสำคัญของชนชั้นกรรมาชีพหลังจากการยึดอำนาจรัฐคือการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ที่กระทำควบคู่กับการพัฒนาทางอุตสาหกรรม” คำพูดดังกล่าวมาจาก ลีออน ทรอตสกี้ เขาเสนอว่าการปฏิวัติทางวัฒนธรรมและการพัฒนาระดับอุตสาหกรรมเป็นสิ่งที่ต้องไปควบคู่กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วัฒนธรรมก่อนยุคการปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพเป็นวัฒนธรรมที่อยู่บนเงื่อนไขของความแตกต่างกันของคนในสังคม วัฒนธรรมในแต่ละชนชั้นจึงถูกพัฒนาการไว้โดยความแตกต่างนี้
ชนชั้นรากหญ้าอาจใช้ศาสนาสําหรับการปลอบประโลมจิตใจจากความทุกข์ยากจากการถูกกดทับ ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาใช้เหนี่ยวรั้งสภาพจิตใจและความหวังถึงวันรุ่งขึ้นได้ แต่ทางด้านชนชั้นปกครอง พวกเขากลับใช้ศาสนาในการครอบงําผู้ใต้ปกครองด้วยกลไกทางอุดมการณ์ทางสังคมกันไปต่างๆนาๆ ไม่ว่าจะเป็นผ่านสถาบันประกอบพิธีทางศาสนา สถานศึกษาที่บังคับสอนศาสนาประจําชาติเช่นศาสนาพุทธ โดยบังคับผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาในวันสําคัญที่ทางสถานศึกษาจัดและบังคับให้วิชาพระพุทธศาสนาเป็นวิชาบังคับในการศึกษาระดับมัธยม หรือแม้แต่กระทรวงทางศาสนาที่พยายามเชิดชูศาสนาประจําชาติให้โดดเด่น และพยายามทําลายศิลปะเกี่ยวกับศาสนาที่ชนชั้นผู้ถูกปกครองรังสรรค์ขึ้นด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยาม เช่นกรณีการแบน “พระพุทธรูปอุนตราแมน” ที่เป็นผลงานศิลปะของนักศึกษา แต่กลับถูกสํานักพุทธร้องเรียนว่าเป็นการเหยียดหยามความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพุทธที่เป็นศาสนาประจําชาติ
ยุคแรกของการฟื้นฟูศิลปะวิทยา หรือ เรเนซองส์ เป็นการพยายามฉีกกฎทางความคิดแบบเก่าซึ่งเป็นแนวคิดและอุดมการณ์ในยุคศักดินานิยม ซึ่งสืบเนื่องมาจากวิกฤตศรัทธาของพวกศาสนจักรก่อนหน้านี้ที่ใช้ผู้คนเข้าไปทำสงครามแย่งชิงดินแดนและทรัพยากรในสงครามครูเสด ที่ให้เหตุผลว่าก็เพื่อความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า จึงทําให้ชนชั้นกลางหลังสงครามครูเสดสร้างวัฒนธรรมและวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ของตนเองก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติชนชั้นนายทุนเสียอีก
ในทางกลับกัน การปฏิวัติวัฒนธรรมของชนชั้นแรงงานยังไม่เคยเกิดขึ้นก่อนการปฏิวัติของชนชั้นแรงงานที่นําโดยพรรคบอลเชวิค ทําให้จุดสิ้นสุดของการปฏิวัติของคนงาน ไม่ใช่แค่การยึดอํานาจรัฐ แต่ในทางกลับกัน มันคือจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติวัฒนธรรมของมวลชนต่างหาก
ในยุคเผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพ (สังคมนิยม) รัฐบาลปฏิวัติของคนงาน (พรรคคอมมิวนิสต์รัสเซียในยุคเลนิน) จะทําหน้าที่เป็นเพียงแค่ตัวปลดปล่อยความหลากหลายจากเดิมทีถูกปิดกั้นโดยพวกรัฐบาลของชนชั้นนำปฏิกิริยา และความสร้างสรรค์ในการออกแบบสังคม วัฒนธรรมใหม่ที่ถูกประกอบสร้างโดยตัวของคนงานเอง ในรัฐโซเวียตยุคแรกมีการออกกฎหมายเพื่อรองรับความหลากหลายทางเชื้อชาติ (การเหยียดเชื้อชาติถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย) มีการนำรูปของพระเจ้าซาร์และคนในราชวงศ์โรมานอฟออกมาเผาและทุบทำลาย และยิ่งไปกว่านั้น มีการเปิดเสรีภาพในการนับถือศาสนาและความเชื่อของปัจเจกบุคคลที่หลากหลายขึ้นอย่างมาก จากเดิมทีที่ทุกคนจะต้องนับถือศาสนาคริสต์แบบรัสเซียออร์โธดอกซ์เท่านั้น
ทรอตสกี้และเลนิน มองว่าในรัฐของคนงาน ต้องทําลายความแตกต่างระหว่างชนบท และ เมือง เพื่อให้ระดับความพัฒนา และการศึกษาทั่วถึงไปในทุกระดับทางสังคม การพัฒนาด้านความเชี่ยวชาญในการผลิตอาจเป็นสิ่งหนึ่งที่ตกทอดจากสังคมทุนนิยมที่ต้องการใช้ระบบอุตสาหกรรมในการเพิ่มกำลังการผลิต แต่ในทางกลับกันในสังคมนิยม มันได้ทําลายข้อจํากัดในการพัฒนาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพชีวิตของทุกคนที่จะได้รับการศึกษาที่ตนเองสนใจโดยไม่ต้องแข่งขัน หรือคํานึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจ และตําแหน่งทางชนชั้นที่มีชนชั้นผู้ถือครอง การควบคุมการผลิตและความสร้างสรรค์ของศิลปวัฒนธรรม เป็นการกระทำของตัวชนชั้นแรงงานเองทั้งสิ้น
การปฏิวัติวัฒนธรรมของชนชั้นกรรมาชีพจึงต้องทําลายระบบข้าราชการที่ผูกขาดความรู้และอํานาจในการควบคุมสังคมด้วย! ทรอตสกี้เสนอว่าการปฏิวัติวัฒนธรรมของคนงานในยุคสังคมนิยม จะต้องกระทําโดยขบวนการมวลชนของคนงาน ที่ซึ่งนําตนเองในการออกแบบวัฒนธรรมใหม่ในแต่ละท้องที่ รัฐไม่มีสิทธิ์ที่จะไปผูกขาดความรู้และการออกแบบวัฒนธรรมของสังคมใหม่ที่กําลังขับเคลื่อนไปยังสังคมที่ไร้ชนชั้นหรือสังคมคอมมิวนิสต์ได้ พรรคปฏิวัติอาจมีข้อเสนอให้กับมวลชนในการเคลื่อนไหวเชิงวัฒนธรรมก็จริง แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะผูกขาดไว้ให้กับปัญญาชนในพรรคหรือกระทรวงวัฒนธรรมเพียงเท่านั้น จะต้องเปิดโอกาสให้ปัญญาชนในขบวนการแรงงานนําตนเองในการรังสรรค์ศิลปะวัฒนธรรมให้กับสังคมใหม่
ลีออน ทรอตสกี้จึงสรุปว่า การปฏิวัติของกรรมาชีพมิได้มีจุดจบอยู่แค่การยึดอํานาจรัฐจากชนชั้นนายทุนเพียงอย่างเดียว แต่มันนําไปสู่จุดเริ่มต้นการปฏิวัติทางวัฒนธรรมต่างหาก
แหล่งอ้างอิง :
หนังสือ Trotsky on culture ใน www.marxists.org
บทความ Trotsky and culture revolution โดย Cosmonuat.bloc
บทความ พระพุทธรูปอุนตราแมน ในเดอะสแตนดาร์ด

