โดย คมกริต และ ญาณิศา
บริษัทต่างโฆษณาว่าเทคโนโลยี AI หรือปัญญาประดิษฐ์ จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยในการทำงาน ไม่ได้จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ บริษัทได้นำ AI มาทำการตลาดหรือสร้างศิลปะปัญญาประดิษฐ์ ทำให้คนเริ่มตั้งคำถามกับบริษัทที่มีทุนในการจ้างคนงานสร้างสรรค์เพื่อทำงานตรงนี้
ในการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในมุมของแรงงานสร้างสรรค์เองก็มีข้อเสนอในหลายแง่มุมคือ อาจจะต้องปรับตัวในการนำ AI มาใช้หรือรับมือ ทั้งใช้ประโยชน์ในการช่วยงานด้วย อีกด้านก็มองว่า AI ที่อ้างว่าจะนำมาช่วยศิลปิน แต่ทำไมในช่วงแรก คนที่ต่อต้านกลับเป็นศิลปินเอง ในขณะคนที่เห็นดีเห็นงามกลับเป็นบรรดานายทุน (Saengsuriyong 2023)
การที่จะให้คำนวณข้อมูลให้เราได้นั้น AI ต้องถูกฝึกด้วยข้อมูลมหาศาลจากเครือข่ายในโลกอินเตอร์เน็ต ซึ่งล้วนมาจากความรู้และการผลิตของคนทำงานนับล้าน แต่มีข้อที่น่ากังวลอยู่ 2 ข้อคือการได้มาซึ่งข้อมูลและการมาแทนที่คนงานสร้างสรรค์ การได้มาซึ่งข้อมูลนำมาฝึก AI เคยมีข้อพิพาทเรื่องการนำผลงานของนักวาดมาใช้ประกอบ AI โดยไม่ถามความยินยอม
ตัวศิลปินเองก็มีความพยายามในการต่อสู้ทางกฎหมายโดยการฟ้องบริษัท AI ถึงการนำมาซึ่งฐานข้อมูลของ AI แต่ก็ถูกยกฟ้องโดยศาลให้เหตุผลว่าตัวภาพต้องระบุได้อย่างชัดเจนว่าส่วนไหนใช้จากรูปของใครถึงจะชนะคดี และมีอีกคดีที่ศิลปินนักเขียนได้รับชัยชนะในการฟ้องร้องโดยที่เขาให้ AI สรุปนิยายของเขาแล้ว AI สรุปมันออกมาได้
อีกตัวอย่างก็คือ เรื่องที่สหภาพแรงงานของนักเขียนและนักแสดงของอเมริกา (SAG-AFTRA) ได้ประท้วงบริษัทค่ายใหญ่ที่พยายามจะจ้างนักแสดงมาสแกนใบหน้าของนักแสดงประกอบมาเก็บไว้ใช้ซ้ำ แต่จ่ายเงินแค่ครั้งเดียว และข้อประท้วงอีกข้อคือการจะนำ AI มาแทนที่นักเขียนบท (Oliver Slow & Ian Youngs. 2023)
ในข้างต้นจะเห็นว่า จากประสบการณ์ของคนงานสร้างสรรค์ ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นปัญหาโดยตัวของมันเอง และยังมองว่า สามารถเป็นเครื่องมือแบ่งเบาภาระงานได้อีกด้วย แต่ปัญหาคือ ใครเป็นผู้ครอบครองเทคโนโลยีดังกล่าว หากสรุปอย่างง่าย ๆ คือระบบทุนนิยมที่ชนชั้นนายทุนครอบครองปัจจัยการผลิต และยังเป็นเจ้าของผลผลิตจากการทำงานของผู้อื่นด้วย ถึงแม้ว่า AI สามารถแต่งเพลง เขียนงานต่าง ๆ นานาได้ แต่มันมาจากความรู้และความคิดของมนุษย์ โดยเฉพาะการผลิตรูปภาพจาก AI ที่ยังต้องใช้นักวาดเก็บรายละเอียดและดูแลความละเอียดอ่อนของงาน
ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นสิ่งที่มาคู่กับระบบทุนนิยมตั้งแต่แรก การพัฒนาพลังการผลิตนำมาซึ่งศักยภาพในการปลดปล่อยมนุษย์จากงานซ้ำซากจำเจ น่าเบื่อหน่าย และลดเวลาการทำงาน แต่มันถูกจำกัดและฉุดรั้งด้วยตัวระบบทุนนิยมเอง นั่นคือการแข่งขันกันสะสมทุนในตลาดเสรี ดังนั้น เทคโนโลยีการผลิตจะถูกนำมาใช้หากำไรในระยะสั้นมากกว่าช่วยปลดเปลื้องสังคมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น การขู่คนงานว่าปัญญาประดิษฐ์จะทำให้ตกงานเพื่อยอมให้นายจ้างลดค่าจ้าง หรือเมื่อไม่นานมานี้ ส.ส.พรรคแรงงานอังกฤษ เสนอว่า เอไอจะเสริมสร้างประสิทธิภาพแก่ตัวแรงงานอย่างไร (Basketter. 2023)
หรือเมื่อเดือนมกราคม 2566 ศาลในแคนาดามีคำสั่งให้คนงานจ่ายเงินชดเชยแก่นายจ้างในข้อหา “โกงเวลา” เพราะเอไอโปรแกรมสอดส่องตัดสินว่าคนงานใช้เวลาไปกับ “กิจกรรมที่เกี่ยวกับงาน” ไม่เพียงพอ หมายความว่า ระบบทุนนิยมทำให้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นตัวรีดเค้นการทำงานของเรา โดยไม่ต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มมากนัก (พรรคแรงงานสังคมนิยมอังกฤษ. 2023)
เราล้วนโอบรับเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน แต่ระบบทุนนิยม มุ่งปกปักษ์รักษาทรัพย์สินส่วนบุคคล ทั้งในด้านการครอบครองปัจจัยการผลิตและกรรมสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของความรู้ ทั้ง ๆ ที่ตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ความรู้คือสิ่งที่สังคมร่วมกันพัฒนาต่อยอดกันมา สังคมควรได้บริหารปัจจัยการผลิต นำเทคโนโลยีมาใช้และต่อยอดร่วมกัน เพื่อปลดปล่อยมนุษยชาติจากข้อจำกัดทั้งหลาย ดังนั้นแล้ว:
“การยกเลิกทุนนิยมจะทำให้ลดชั่วโมงการทำงานให้ใกล้เคียงที่สุดกับปริมาณแรงงานจำเป็นในการเลี้ยงชีพฯ และส่วนเกินที่เราผลิตควรนำมาใช้โดยสังคมร่วมกันเพื่อลงทุนต่อและพัฒนาสังคม”

