นักมาร์คซิสต์ไม่ได้ต่อต้านคนที่นับถือศาสนา แต่พร้อมจะยืนเคียงข้างต่อสู้ไปด้วยกัน

โดย วัฒนะ วรรณ

             ในยุคนี้อาจจะมีบางคนตั้งคำถามกับนักมาร์คซิสต์ที่สนับสนุนคนธรรมดาที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในสังคมโดยใช้ศาสนานำการต่อสู้ โดยมองว่าคนธรรมดาเหล่านั้นที่ใช้ศาสนานำการต่อสู้เป็นพวกล้าหลังเป็นแนวคิดจากยุคเก่า ทำไมนักมาร์คซิสต์ถึงมีจุดยืนแบบนั้น เป็นเพราะนักมาร์คซิสต์ไม่มีความเข้าใจศาสนารึเปล่า

             ในงาน The Introduction to a Contribution to the Critique of Hegel’s Philosophy of Right ของ คาร์ล มาร์คซ์ ที่วิจารณ์นักปรัชญาชื่อ เฮเกล…. มาร์คซ์ อธิบายว่า…

             “ศาสนาคือจิตสำนึกและการสร้างศักดิ์ศรีในตัวเองของมนุษย์ แต่เป็นจิตสำนึกของมนุษย์ที่ยังไม่เข้าใจตัวเอง หรือหลงทางไปอีกครั้ง มนุษย์ไม่ใช่นามธรรมที่นั่งอยู่นอกโลก มนุษย์คือโลกของมนุษย์ –รัฐและสังคม รัฐนี้ สังคมนี้ เป็นสิ่งที่ผลิตศาสนา ซึ่งถือว่าเป็นจิตสำนึกเกี่ยวกับโลกที่กลับหัวกลับหาง ศาสนาคือทฤษฎีทั่วไปเกี่ยวกับโลก มันเป็นสารานุกรม มันคือตรรกวิทยาสามัญ มันคือวิญญาณแห่งศักดิ์ศรี มันคือความกระตือรือร้นในการแสวงหาความชอบธรรมตามหลักศีลธรรมที่อธิบายโลก มันเป็นนิยายที่เล่าถึงความเป็นมนุษย์ เพราะความเป็นมนุษย์แท้ยังไม่ถูกค้นพบ การต่อสู้กับศาสนาจึงเป็นสิ่งเดียวกับการต่อสู้กับโลกที่มีกลิ่นอายของวิญญาณศาสนา” —ใจ อึ๊งภากรณ์ แปล

             มาร์คซ์ บอกว่ามนุษย์สร้างศาสนาขึ้นมาเพื่อพยายามทำความเข้าใจโลก ในขณะที่ความเป็นมนุษย์แท้ยังไม่เกิดขึ้น แต่มนุษย์กับแปลกแยกจากสิ่งที่ตนเองสร้าง ศาสนาจึงกลายมาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มนุษย์กราบไหว้ มาควบคุมมนุษย์เอง รวมถึงนิยายที่มนุษย์สร้างขึ้นมาด้วย แต่มันไม่ใช่นิยายมอมเมา มันเป็นชุดความคิดที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ความแปลกแยกจากสิ่งต่างๆ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากสภาพสังคมยุคหนึ่งของประวัติศาสตร์ มันไม่ใช่ความ “โง่เขลา” ดังนั้นถ้าจะสู้กับศาสนาก็ต้องต่อสู้กับโลกจริงที่ทำให้คนหันไปพึ่งพาศาสนาแต่แรก

             มนุษย์สร้าง “ศาสนา” ขึ้นมาพร้อมๆ กับการพัฒนาระบบการผลิตเลี้ยงชีพ แต่เดิมมนุษย์นับถือความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติ  ดิน ฟ้า แม่น้ำ ต้นไม้ ในรูปแบบของความกลัว แต่เมื่อระบบการผลิตไม่ต้องพึ่งพิงธรรมชาติแบบดิบๆ มนุษย์ก็เริ่มที่ใช้เหตุผลมากขึ้น แล้วก็สร้างศาสนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาของมนุษย์ในแต่ละยุค โดยที่ศาสนาก็มีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย และสภาพแวดล้อมสังคมของมนุษย์ ศาสนาจึงไม่ใช่สิ่งหยุดนิ่ง และปราศจากการมีส่วนรวมของมนุษย์ แต่จะถูกใช้โดยมนุษย์กลุ่มต่างๆ ในยุคสมัยต่างๆ ดังนั้นการที่บางคนเสนอว่า ศาสนาถูกนำไปใช้โดยคนแบบผิดๆ และนั่นไม่ใช่ศาสนาแท้เป็นเพียงความพยายามในการปกป้องศาสนาจากความล้มเหลวของศาสนาเองด้วย

             อย่างเช่นพระไตรปิฎกที่เป็นคำสอนของสิทธารถะ ก็เริ่มมีการบันทึกกันก็เมื่อสิทธารถะตายไปแล้ว 3 เดือน ผ่านการจดจำของศิษย์แต่ละคน และมีโอกาสมากที่จะมีการตีความในคำสอนของสิทธารถะตามประสบการณ์ และการนำไปใช้ของศิษย์ ซึ่งครั้งนั้นถือว่าเป็นการสังคายนาครั้งแรก และหลังจากนั้นอีกร้อยปีก็มีการแยกลัทธิกันเป็นสองฝ่าย ฝ่ายที่หนึ่งเห็นว่าควรแก้ไขคำสอนของสิทธารถะได้เรียกว่า ฝ่ายอาจริยวาท กับอีกฝ่ายที่ไม่เห็นควรให้แก้ไขเรียกว่า ฝ่ายเถรวาท  ดังนั้นการวิเคราะห์ศาสนาจึงต้องรวมเอามนุษย์ทั้งที่เป็นพระและผู้ที่นับถือศาสนาเข้าไปด้วย มิใช่มองแต่เพียงคัมภีร์บริสุทธิ์อย่างเดียว เพราะคัมภีร์ไม่สามารถสร้างผลกระทบให้กับมนุษย์และสังคมได้ แต่มนุษย์ที่นำศาสนาไปใช้ผ่านการตีความและขยายแนวคิดศาสนาลงสู่สังคมนั่นแหละคือ “ศาสนา” 

             เมื่อศาสนาถูกนำไปใช้ มันจึงถูกใช้ในหลายรูปแบบ เช่น ชนชั้นผู้ปกครองจะใช้ศาสนาเพื่อควบคุมกรรมาชีพไม่ให้คิดกบฏโดยให้กรรมาชีพพิจารณาปัญหาต่างๆ จาก “ภายใน” หรือ “จิตใจ” เป็นหลัก แทนที่จะโทษโครงสร้างทางการเมืองเศรษฐกิจที่ถูกสร้างขึ้นจากคนรุ่นก่อนและใช้ควบคุมสังคม เช่นในระบบเศรษฐกิจการเมืองทุนนิยมปัจจุบันที่สร้างระบบชนชั้น ที่มีชนชั้นนายทุนคอย “ขูดรีด” เอามูลค่าส่วนค่าส่วนเกิน (ความร่ำรวย) ของกรรมาชีพที่ผลิตได้ไป และมีชนชั้นกรรมาชีพที่สร้างผลผลิตต่างๆ แต่กลับถูกขโมยมูลค่าส่วนเกินไป เหลือไว้เพียงพอแค่ยังชีพเท่านั้น เรียกว่า “ผู้ถูกขูดรีด” ผลของระบบเศรษฐกิจการเมืองเช่นนี้ ได้สร้างโอกาสมากมายให้กับชนชั้นนายทุน ในการหาความสุขสบายให้กับชนชั้นตนเอง รวมถึงพื้นที่ทางเมืองอื่นๆ แต่สำหรับชนชั้นกรรมมาชีพมันกลับสร้างความยากลำบากในการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก นำมาซึ่งการไร้ศักดิ์ศรีในสังคม และถูกกดดันจากปัญหาต่างๆ รอบด้าน 

             แต่ในด้านตรงข้ามศาสนาอาจถูกใช้เป็นธงนำในการต่อสู้ของคนธรรมดาที่ถูกกดขี่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในบริบทต่างๆ เพื่อปลดแอกตนเอง เช่นพระสงฆ์พม่า พระคริสเตียนที่ผสมศาสนากับการต่อสู้กับเผด็จการในลาตินอเมริกา ศาสนาอิสลามที่เป็นธงนำของชาวปาเลสไตน์ หรือชาวมาเลย์ในชายแดนภาคใต้ เป็นต้น 

             ถึงแม้นักมาร์กซิสต์จะมองว่าศาสนาแก้ปัญหาให้มนุษย์ไม่ได้ แต่ก็มองว่ามนุษย์มีเหตุผลที่จะเลือกนับถือศาสนา ในโลกที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก หดหู่ สิ้นหวัง ศาสนาก็เปรียบเสมือนพื้นที่ให้ความอบอุ่นปลอบประโลมใจในยามที่ไม่สามารถมองหาหนทางอื่นได้ ศาสนาสอนให้มนุษย์ “ปล่อยวาง” ในความทุกข์ของตน ซึ่งมีประโยชน์สำหรับคนที่กำลังเผชิญหน้ากับความยากลำบากและไร้ทางออก มันช่วยผ่อนคลายความทุกข์ของกรรมาชีพได้ชั่วคราว ดังที่ คาร์ล มาร์คซ์ เคยบอกว่า…

             “ความเจ็บปวดทางศาสนา คือความเจ็บปวดแท้ และการประท้วงต่อความทุกข์ของโลกจริงพร้อมกัน ศาสนาคือการถอนหายใจของผู้ที่ถูกกดขี่ หัวใจในโลกที่ไร้หัวใจ วิญญาณในโลกที่ไร้วิญญาณ มันคือฝิ่นของประชาชน”

             แต่เมื่อกรรมาชีพต้องกลับมาสู่โลกจริง ปัญหาต่างๆ ไม่ได้หายไป ดังนั้นการเสนอให้ “ปล่อยวาง” จึงมีประสิทธิภาพน้อย ถ้าเทียบกับการรวมตัวกันต่อสู้กับโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่ไม่เป็นธรรมของระบบทุนนิยม เพื่อดึงเอาส่วนเกินที่นายทุนขโมยไปจากกรรมาชีพ เอามาพัฒนาสังคมและแก้ไขปัญหาให้ทุกคนในสังคม ถึงแม้ว่าการต่อสู้ที่ผ่านมาจะมีชนะบ้าง แพ้บ้าง แต่ก็ถูกพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าแนวศาสนา

             ในสังคมไทยคนจำนวนมากยังงมงายเชื่อกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไหว้รูปปั้นเทวดาฮินดู ไหว้พระ ไหว้ต้นไม้ ไหว้เด็กที่อ้างเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมันเป็นภาพสะท้อนว่าสังคมไทยยังเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ เราสามารถถกเถียงกันในด้านปรัชญาทางศาสนาได้ แต่ไม่ควรไปล้ำเส้นด่าว่าคนที่นับถือศาสนา “โง่” เพราะไม่มีใครจะสามารถปลดแอกความคิดจากสังคมเก่าได้หมดก่อนที่จะล้มมันลงได้ นักปฏิวัติมาร์คซิสต์อย่างเลนิน จึงเรียกร้องให้พรรคปฏิวัติของเขาอย่าใช้การนับถือศาสนามากีดกันคนเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค ยิ่งกว่านั้นนักมาร์คซิสต์ได้ต่อสู้เรียกร้องมายาวนานให้คนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา โดยเสนอให้แยกศาสนาออกจากรัฐ มนุษย์สามารถเลือกที่จะเชื่อนับถือลัทธิใดๆ หรือไม่เชื่อก็ได้ เปิดโอกาสให้มนุษย์สามารถที่จะศึกษา ปรัชญาของศาสนาต่างๆ ได้โดยเสรี เช่นเดียวกับแนวคิดอื่นๆ ในสังคม แทนที่จะบังคับสอนศาสนาใดศาสนาหนึ่ง และเลิกการโฆษณาต่างๆ ที่เป็นการกดดันให้พลเมืองต้องนับถือศาสนาหรือมีศาสนา โดยที่เขาไม่โอกาสเสรีที่จะเลือกเอง 

             เมื่อมนุษย์ทุ่มเทกำลังในการต่อสู้ในโลกที่แย่ๆ เพื่อสร้างโลกใบใหม่ได้ โลกที่เต็มไปด้วยหัวใจ ความอบอุ่น โลกที่ไม่แปลกแยก เมื่อนั้นมนุษย์ก็จะเข้าใจตนเองมากขึ้น ศาสนาก็จะค่อยๆ ลดอิทธิพลลงไปแทนที่ด้วยแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ