การลดเวลาทำงานในทัศนะของเคนส์

โดย พัชณีย์ คำหนัก

             คงจะเป็นเรื่องวิเศษสุด หากแรงงานไม่ต้องทำงานแบบหาเช้ากินค่ำหรือเดือนชนเดือน แต่ทำงานน้อยลง มีรายได้และสวัสดิการที่ดีขึ้น รูปธรรมคือทำงานเพียงเดือนละ 10 วันก็สามารถอยู่ได้ถึง 2 เดือนรวมทั้งเลี้ยงครอบครัวด้วย ซึ่งสะท้อนว่า แรงงานมีเวลาว่างมากขึ้นที่จะใส่ใจความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด คนในกลุ่ม ชุมชนและสังคม มีเวลาฝึกฝนทักษะเพิ่มเติม หาความรู้ใหม่ๆ และเพลิดเพลินกับสิ่งดีหรือสิ่งที่อยากทำจริง ๆ เพราะคงไม่ใช่ทุกคนที่มีงานอย่างที่ใฝ่ฝันสมบูรณ์แบบ หรือมีแรงผลักที่อยากจะร่ำรวย แต่เพราะมีคนงานในโรงงานอีกนับล้านๆ คนที่ทำงานซ้ำซากจำเจ คุมเครื่องมือเครื่องจักรและทำงานในท่ายืนหรือนั่งในห้องทำงานเดิมๆ เกือบตลอดเวลา อีกทั้ง แทบไม่มีใครพูด แม้ก่อนตายว่า  “ผมหวังว่าผมจะใช้เวลาอยู่ที่ออฟฟิศมากกว่านี้”  แต่เรามักได้ยินว่า “ผมเสียใจมากที่พลาดการแสดงของลูกที่โรงเรียนหรือยกเลิกงานเลี้ยงอาหารค่ำวันคล้ายวันเกิดของคนรัก”

​             ปัจจุบันมีการพูดถึงการลดเวลาทำงาน (working time reduction) ในหมู่สหภาพแรงงาน กรรมาชีพนักเคลื่อนไหว สื่อมวลชน แต่ยังแตะระบบโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองและชนชั้นนำไม่เพียงพอ และการรณรงค์ยังไม่กว้างขวาง ทั้งมีปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขคือ ค่าจ้างและสวัสดิการต่ำ การว่างงาน ตกงานและการจ้างงานไม่มั่นคง ท่ามกลางการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารและเครื่องจักรที่ทันสมัย แต่กลับไม่สามารถนำมาเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของคนส่วนใหญ่ในสังคม แม้จะมีนักคิดนักเศรษฐศาสตร์แนวปฏิรูประบบทุนนิยมที่มองว่า รัฐควรเข้าแทรกแซงเอกชนด้วยการลงทุนสาธารณูปโภคและโครงการอื่นเพื่อจ้างงานเต็มที่ในยุควิกฤต 1929 เพื่อแก้ปัญหาความอดอยากของประชาชน เช่น จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ที่คาดหวังว่า จะมีการลดชั่วโมงทำงานในประเทศที่เจริญก้าวหน้า แต่เมื่อเราพิจารณาตรรกะของระบบทุนนิยมก็จะทำให้รู้ว่า การลดชั่วโมงทำงานของกรรมาชีพในทัศนะของทุนและรัฐอาจเป็นไปไม่ได้เลย

การลดเวลาทำงานในทัศนะของเคนส์

​             ย้อนกลับไปปี 1930 ยุคเศรษฐกิจล่มสลาย (Great depression) จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษเขียนงานชื่อ ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจสำหรับลูกหลาน ซึ่งเขาคาดการณ์ว่า หากการสะสมเงินทุนยังคงเพิ่มความก้าวหน้าในการผลิตก็จะช่วยให้ชั่วโมงการทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง เวลาทำงานจะลดลงเหลือ 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยให้ผู้คนมีเวลาว่างมากขึ้นตามความต้องการด้านวัตถุ  เคนส์เชื่อว่า ในอนาคตนายจ้างในระบบทุนนิยมจะแบ่งปันความเติบโตของผลผลิตให้กับคนงานในรูปแบบของค่าจ้างที่สูงขึ้นและชั่วโมงการทำงานที่สั้นลง แม้โลกตอนนี้ตกต่ำอย่างน่าสยดสยอง แต่ในระยะยาว เคนส์มั่นใจว่า มนุษยชาติจะแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจได้ และภายในหนึ่งร้อยปี มาตรฐานการครองชีพใน “ประเทศที่เจริญ” จะสูงขึ้นประมาณสี่ถึงแปดเท่า และจะทำให้ผู้คนมีเวลามากขึ้นในการเพลิดเพลินกับสิ่งดี ๆ ในชีวิต และหลังจากโลกฟื้นตัวจากวิกฤต มาตรฐานการครองชีพในประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้วก็เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยภายในปี 2030 (พ.ศ.2573) มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 8 เท่า

​             แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามอุดมคติของเคนส์คือ มาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้นไม่ได้ทำให้ผู้คนสามารถสนองความต้องการด้านวัตถุได้โดยการลดเวลาทำงาน  เนื่องจากจำนวนชั่วโมงทำงานในสหรัฐอเมริกาค่อนข้างคงที่มานานหลายทศวรรษ และสูงกว่าในยุโรปถึง 30% ชาวยุโรปมักจะใช้สิทธิ์วันหยุดจนหมด แม้ว่าวันหยุดพักผ่อนของชาวอเมริกันจะสั้นกว่า แต่ก็ไม่ใช้วันหยุดจนหมด  อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส นิโคลา ซาร์โกซี ตัดสินใจยกเลิกชั่วโมงทำงาน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในฝรั่งเศส ชี้ให้เห็นว่าโมเดลแบบอเมริกันเหนือกว่า คนงานทางตะวันตกถูกสั่งให้ทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศแถบตะวันออกได้ ถ้าเคนส์พูดถูกต้องเกี่ยวกับชีวิตยามว่าง พวกเราหลายคนคงจะทำงานสัปดาห์ละสี่วัน แต่แนวโน้มเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามเพราะด้วยตรรกะการแข่งขันที่ประเทศตะวันตกต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศตะวันออก เช่นจีนที่เติบโตอย่างน่าทึ่ง ลดความยากจนลงจาก 80% เหลือ 18%  (Larry Eliot. 1 ก.ย.2551. Economics: Whatever happened to Keynes’ 15-hour working week? ในเดอะการ์เดียน)

การพักผ่อนในยุคใหม่

​             นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลกบางคนสำรวจสาเหตุที่เคนส์มองผิดเกี่ยวกับการพักผ่อนในยุคใหม่ คำอธิบายหนึ่งกล่าวว่า พวกเราหลายคนสนุกกับงานจริงๆ แม้ว่าเราจะพูดว่า งานอาจน่าเบื่อ ซ้ำซาก หรือเหน็ดเหนื่อย แต่ผู้คนก็เพลิดเพลินไปกับความสำเร็จและสนุกกับการพบปะผู้คน แกรี เบกเกอร์ อธิบายว่า เคนส์ใช้การคาดการณ์ของเขาจากมุมมองพฤติกรรมของชนชั้นสูงผู้มั่งคั่งในอังกฤษ ซึ่งมักจะถือครองความมั่งคั่งในรูปของที่ดิน ทรัพย์สิน หรือสินทรัพย์ทางการเงิน เมื่อมูลค่าของสินทรัพย์เหล่านี้เพิ่มขึ้น พวกเขาสามารถสร้างรายได้เท่าเดิมโดยทำงานหนักน้อยลง ในทางตรงกันข้าม การสร้างความมั่งคั่งในโลกสมัยใหม่นั้นจะใช้ทุนมนุษย์มาก แต่เมื่อไม่ใช้ ก็จะจ่ายถูก เบกเกอร์กล่าวว่า คนรวยในรัฐอ่าวเปอร์เซียซึ่งมีรายได้จากน้ำมันซึ่งเป็นกลุ่มเดียวที่เป็นไปตามอุดมคติของเคนส์ที่ว่าทำงาน 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แรงงานนำเข้าผู้ไม่มีส่วนแบ่งใดๆ จากความมั่งคั่งนี้ ทำงานยาวนานกว่ามาก  

             ​เคนส์มองข้ามเนื้อแท้ของระบบคือ การกระตุ้นบริโภคและแนวโน้มสู่ความไม่เท่าเทียมทางรายได้ระหว่างและภายในกลุ่มมากขึ้น ช่องว่างระหว่างผู้มีรายได้สูงสุด 1% แรกกับส่วนที่เหลือห่างมากขึ้น แต่ก็มีช่องว่างระหว่างผู้มีรายได้สูงสุด 0.1% แรกกับส่วนที่เหลือของผู้ที่อยู่ในกลุ่มสูงสุด ในทำนองเดียวกัน ช่องว่างระหว่างแพทย์ที่ได้รับค่าตอบแทนสูงสุดกับเพื่อนแพทย์ และในกลุ่มย่อยอื่นๆ ของสังคมก็กว้างขึ้นเช่นกัน แพทย์ที่ร่ำรวยจะใช้จ่ายมากขึ้นเมื่อพวกเขาร่ำรวยขึ้น ซึ่งส่งผลให้แพทย์คนอื่นๆ ต้องการบริโภคมากขึ้นเช่นกัน ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เคนส์จินตนาการก็คือ อัตราส่วนการออมในสหรัฐฯ และอังกฤษล่มสลาย ระดับหนี้และการล้มละลายเพิ่มสูงขึ้น  

​             ฉะนั้น แนวโน้มอนาคตของงานในระบบทุนนิยมที่เคนส์คาดหวังว่าจะลดชั่วโมงการทำงานในประเทศที่เจริญ ทว่าเป็นไปได้เฉพาะในหมู่คนรวย สำหรับหมู่คนงาน หากจะมีรายได้มากขึ้น ก็จะมีทางเลือกสองทาง คือ 

​             หนึ่ง ผู้ที่ได้ค่าจ้างต่ำไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำงานเป็นเวลานาน ริชาร์ด ฟรีแมนตั้งข้อสังเกตว่า ชาวอเมริกันต้องการเพิ่มชั่วโมงการทำงานมากกว่าชาวยุโรป และจะไม่ลดชั่วโมงทำงาน หากพิจารณาอัตราค่าจ้างขณะนั้น และนั่นคงเป็นหน้าที่ของค่าแรงขั้นต่ำที่จะช่วยกรณีนี้ เพราะค่าจ้างที่แท้จริงซบเซา 

​             สอง ช่องว่างรายได้ที่กว้างขึ้นสร้างแรงจูงใจให้คนต้องทำงานยาวนานขึ้น เนื่องจากผลตอบแทนจากการเพิ่มเวลาทำงานมากขึ้นด้วย

สรุป

​             แม้เคนส์จะวิพากษ์พวกเสรีนิยมดั้งเดิมที่ล้มเหลวในการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ และทำให้คนตกงานถาวร แต่เคนส์ก็ยังคงเชื่อว่าการพัฒนาเทคโนโลยีของระบบทุนนิยมจะช่วยเอื้อให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นอุดมคติ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่ายุคใด ทั้งแนวเสรีนิยมและสายปฏิรูปต่างไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการกระจายรายได้ ประชาธิปไตยที่ส่วนรวมมาก่อนเอกชน เพราะระบบทุนนิยมคือเศรษฐกิจแบบไหลริน (trickle-down economy) ที่เอื้อนายทุนก่อนเสมอ ดังนั้น ปัญหาเศรษฐกิจก็จะไม่ได้รับการแก้ไข เพราะยังมีคนหนึ่งในสี่ของโลกยากจนข้นแค้น และคนรวยที่อาศัยอยู่ในประเทศที่พัฒนาไม่แบ่งปันความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กับกรรมาชีพ ด้วยเหตุนี้ จึงมีคำถามความคับข้องใจผุดขึ้นในหัวของกรรมาชีพในขณะที่กำลังมองหางานใหม่ หรือพินิจพิจารณางานที่กำลังทำว่า ทำไมเราต้องยอมให้นายจ้างขโมยเวลาของเราไป คุ้มหรือที่จะยอมรับค่าจ้างต่ำแบบนี้ เสียดายเวลาทั้งวันเพียงเพื่อค่าจ้างถูก ๆ ฯลฯ ผู้เขียนหวังว่าคำถามและความคับข้องใจของกรรมาชีพจะนำไปสู่การรวมตัวกันและวิพากษ์ชนชั้นนำในระบบโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่เป็นอยู่ โดยใช้ความคิดทางการเมืองของชนชั้นแรงงานเอง

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ