โดย กองบรรณาธิการ
ในช่วงเทศกาลปีใหม่ บริษัทและหน่วยงานรัฐประกาศวันหยุดติดต่อกันหลายวัน และชนชั้นกรรมาชีพที่อาศัยช่วงเวลาวันหยุดยาวต่างเดินทางกลับถิ่นฐานบ้านเกิด ซึ่งในแต่ละปีเรามักได้ยินการรายงานข่าวของสำนักงานข่าวต่างๆ ถึงสภาพการจราจรติดขัดและโศกนาฎกรรมบนท้องถนน ตัวอย่างล่าสุดเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๖ รถทัวร์เอกชน กรุงเทพ -นาทวี ประสบอุบัติเหตุเสียหลักตกถนนที่อ.ทับสะแก มีคนตายถึง ๑๖ คน มีรายงานข่าวว่าสาเหตุคือ พนักงานขับรถเกิดอาการวูบ
รายงานประจำปี ๒๕๖๓ ของสำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง ระบุว่า ปี ๒๕๖๓ มีอุบัติเหตุจราจรจำนวน ๙๓,๓๒๖ ราย และมีผู้เสียชีวิต ๗,๒๒๕ คน และรายงานยังมีข้อมูลชี้ว่า อัตราการเกิดอุบัติเหตุตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ จนถึงปี ๒๕๖๓ นั้นมีอัตราเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี โดยสาเหตุเกิดจากผู้ขับขี่โดยตรง ๘๙% เช่น การขับรถที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ, การฝ่าฝืนเครื่องหมายควบคุมการจราจร,ผู้ขับขี่ เมาสุรา, หลับใน และเกิดจากรถยนต์ เช่น การบรรทุกเกินอัตรา, อุปกรณ์รถชํารุด
เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นรัฐมักโทษการการกระทำของปัจเจกชน แน่นอนว่าคงมีปัจเจกชนที่มีลักษณะอย่างที่รายงานวิจัยนี้สะท้อนอยู่ (ถ้านึกไม่ออกก็ให้นึกถึง บอส ทายาทเครื่องดื่มกระทิงแดงซึ่งปัจจุบันนี้หนีคดีไปต่างประเทศ) แต่นั่นถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เพราะโดยพื้นฐานแล้วคนมักจะรักตัวกลัวตายกันทั้งนั้นจึงใช้ชีวิตบนท้องถนนกันอย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับข้างต้นก็สามารถสรุปได้ว่ามันมีอุบัติเหตุ ซึ่งนักมาร์กซิสต์มองว่า อุบัติเหตุบนท้องถนนสามารถป้องกันได้ แต่รัฐไทยก็ไม่ยอมลงมือแก้ปัญหาอย่างองค์รวม และใช้วิธีแก้ปัญหาแบบแยกส่วนเช่น การรณรงค์ เมาแล้วไม่ขับ แต่ข้อเท็จจริงคือมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นแม้คนขับไม่เมาอยู่เป็นจำนวนมาก
วิธีในการป้องกันอุบัติเหตุสำหรับขนส่งสาธารณะต่างจังหวัดคือ รัฐต้องยกเลิกสัมปทานรถทัวร์ และต้องยอมลงทุนจัดบริการสาธารณะด้านคมนาคมขนส่งฟรี หรือราคาถูก โดยสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงขยายออกไปยังต่างจังหวัด ครอบคลุมทุกพื้นที่เพื่อให้คนเดินทางได้สะดวกรวดเร็วและปลอดภัย การที่มีขนส่งสาธารณะรถไฟฟ้าความเร็วสูงจะลดอัตราการตายบนท้องถนนได้เป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับการขับขี่รถ ไม่ว่าจะเป็นรถทัวร์เอกชน หรือ รถ บขส.หรือปัจเจกชนทั่วไปที่ต้องขับรถทางไกลเป็นเวลาหลายชั่วโมง การที่คนเราต้องอยู่บนท้องถนนเป็นเวลาหลายชั่วโมงนั้นก็เป็นอันตรายอยู่เช่นกันเพราะร่างกายเกิดความล้าได้ ลองจินตนาการดูว่ามันจะดีแค่ไหนถ้าหากกรรมาชีพอย่างพวกเราสามารถเดินทางไปกลับบ้านเกิดที่เชียงราย เชียงใหม่ ยะลา อุบลฯ หรืออุดรฯ ได้อย่างปลอดภัยและใช้เวลาไม่ถึง ๓ ถึง ๔ ชั่วโมง หรือถ้ามีบ้านอยู่รอบนอกปริมณฑล เช่น อยุธยา สระบุรี ก็สามารถเดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพแบบไปกลับได้โดยไม่ต้องมาเช่าห้องพักต่างหาก ซึ่งในอารยประเทศเช่น ญี่ปุ่นมีบริการรถไฟความเร็วสูงวิ่งจากโตเกียวไปยังเกาะฮอกไกโดใช้เวลาประมาณ ๔ ชั่วโมง เศษทั้งๆ ที่มีระยะทางยาวถึง ๑,๔๓๑ กิโลเมตร
การบริการสาธารณะด้านขนส่ง นอกจากจะลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้แล้ว ยังสามารถแก้ไขปัญหารถติดในกรุงเทพและปริมณฑลได้เป็นอย่างดี กรุงเทพและปริมณฑลเป็นเมืองของแหล่งทุนและแหล่งงาน มีประชากรแฝงจำนวนถึง ๑๐ ล้านคน เมื่อเวลาที่เดินทางออกจากบ้านเพื่อไปทำงานและเวลาเลิกงาน เกิดขึ้นพร้อมหรือไล่เลี่ยกัน มันยิ่งทำให้พวกเราต้องใช้เวลาเดินทางมากขึ้นเป็นการสูญเสียพลังงานและเวลาอย่างมหาศาล มันจะไม่ดีกว่านี้เหรอ ถ้าหากกรรมาชีพใช้เวลาในการเดินทางไปทำงานวันหนึ่งๆไม่เกิน ๑ ชั่วโมง แม้ว่าปัจจุบันนี้ในกรุงเทพจะมีรถไฟฟ้าที่วิ่งเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายและขยายไปถึง ปากน้ำ คูคต บางใหญ่ ฝั่งธนฯก็ตาม แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังใช้บริการรถเมล์สาธารณะ เนื่องจากค่ารถไฟฟ้ามีราคาแพงมาก และแน่นอนถ้าหากมีรายได้เพียงเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาทหรือต่ำกว่านั้นแล้ว ย่อมไม่สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าได้ทุกวัน ดังนั้น ค่ารถไฟฟ้าหรือรถเมล์จะต้องฟรีหรือไม่ควรเกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ของค่าแรงขั้นต่ำ
สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ กรรมาชีพ นักเรียน นักศึกษาจะต้องช่วยกันต่อสู้เพื่อให้ได้มา โดยร่วมกันรณรงค์ให้รัฐไทยเป็นรัฐสวัสดิการ เรียกร้องให้รัฐจัดทำบริการสาธารณะด้านขนส่งฟรีหรือราคาถูก วิธีการรูปธรรมคือ ต้องเรียกร้องให้เก็บภาษีคนรวยมาสร้างบริการสาธารณะในด้านต่างๆ ตั้งแต่ เรียนฟรี, รักษาฟรี, ขนส่งฟรี น้ำ, ไฟฟรี เป็นต้น และแน่นอนว่า การจัดทำรัฐสวัสดิการนี้เราต้องให้รัฐทำเป็นนโยบายแห่งรัฐที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเขียนตรงข้ามกับความต้องการของพวกเรา และเข้าทำนองในลักษณะเหลวไหล โดยระบุว่า “รัฐพึงจัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ขจัดการผูกขาดทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม ….” มันแปลว่า รัฐไทยจะไม่สร้างรัฐสวัสดิการให้กับประชาชน และยังคงมุ่งหน้าทำระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่เพื่อเสริมสร้างความมั่งคั่งให้กับคนรวย และทิ้งให้ประชาชนส่วนใหญ่ลำบากและอดตาย

