เราจำเป็นต้องใช้ความรุนแรงในการต่อสู้กับจักรวรรดินิยมหรือไม่?

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์ 

การต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ โดยเฉพาะการจับอาวุธของฮามาส ตั้งคำถามใหญ่เกี่ยวกับวิธีที่ดีที่สุดที่จะใช้ในต่อสู้กับจักรวรรดินิยม

“จักรวรรดินิยม” คือระบบการแข่งขันระหว่างรัฐต่างๆ ในโลก โดยที่บางรัฐมีอำนาจมากและบางรัฐมีอำนาจน้อยกว่า นอกจากนี้จักรวรรดินิยมคือการที่รัฐกับกลุ่มทุนใหญ่ผนวกกันจนพึ่งพาซึ่งกันและกัน ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองจักรวรรดินิยมตะวันตกได้สร้างและส่งเสริมรัฐอิสราเอล เพื่อเป็นยามเฝ้าแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลาง โดยที่อิสราเอลมีบทบาทในการจัดการกับขบวนการชาตินิยมอาหรับ รวมถึงขบวนการของชาวปาเลสไตน์ ที่อาจท้าทายผลประโยชน์ของอำนาจตะวันตก ทุกวันนี้สหรัฐและอำนาจตะวันตกอื่นๆ เป็นผู้สนับสนุนรัฐอิสราเอลด้วยอาวุธ เงินทุน และวิธีทางการทูตโดยไม่แคร์ว่าอิสราเอลจะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ ไม่แคร์ว่าอิสราเอลจะป่าเถื่อนแค่ไหน

ก่อนที่สหรัฐจะมีอิทธิพลสูงสุดในตะวันออกกลาง เหตุการณ์สำคัญที่ท้าทายอำนาจของอังกฤษในพื้นที่คือการกบฏของชาวปาเลสไตน์ต่ออำนาจเจ้าอาณานิคมอังกฤษในช่วง 1930

ดังนั้นการต่อสู้ของฮามาสในยุคนี้คือการต่อสู้กับจักรวรรดินิยมที่อยู่เบื้องหลังความโหดร้ายของรัฐไซออนิสต์อิสราเอล เราต้องชัดเจนด้วยว่า “ยิว” คือเชื้อชาติ แต่ความเป็น “ไซออนิสต์” ของผู้นำอิสราเอลเป็นแนวคิดทางการเมืองที่นำไปสู่การเหยียดเชื้อชาติอื่น ยิวส่วนใหญ่ในโลก ที่ไม่อยู่ในอิสราเอล ไม่ได้สนับสนุนแนวคิดนี้และความรุนแรงของอิสราเอล

ในขณะที่จักรวรรดินิยมตะวันตกเชียร์ให้อิสราเอลเผชิญหน้ากับขบวนการชาตินิยมอาหรับ มหาอำนาจตะวันตกเองก็ขยันชักชวน ขู่ และซื้อตัวผู้นำปฏิกิริยาของรัฐอาหรับในตะวันออกกลาง เช่นในอียิปต์ จอร์แดน และซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น

ชาวมาร์คซิสต์สังคมนิยมสนับสนุนการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์โดยไม่มีเงื่อนไข เรามองว่าขบวนการอย่างฮามาสมีสิทธิ์ที่จะใช้ความรุนแรงในการต่อสู้ เราไม่ได้อ้างตัวเป็นกลางแต่อย่างใด เราทราบดีว่าการอ้างตัวเป็นกลางหรือการพูดถึงสันติวิธี ในรูปธรรม แปลว่า เราจะปล่อยให้อิสราเอลใช้ความป่าเถื่อนโหดร้ายต่อไปและลอยนวล แต่คำถามสำคัญคือ การจับอาวุธต่อสู้กับอิสราเอลเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดหรือไม่?

ถ้าจะตอบคำถามนี้เราต้องกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์การต่อสู้กับจักรวรรดินิยมในที่อื่นของโลกในอดีต

เวียดนาม

เวียดนามเป็นประเทศที่ถูกประเทศจักรวรรดินิยมฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกาถล่มในสงครามที่พยายามปิดกั้นไม่ให้ชาวเวียดนามมีเสรีภาพที่จะกำหนดอนาคตของตนเอง มันเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจรัสเซียกับสหรัฐใน “สงครามเย็น” และมันเกิดขึ้นทั้งๆ ที่โฮจิมินห์เคยขอความช่วยเหลือจากสหรัฐในการต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส สหรัฐเลือกที่จะเข้าข้างฝรั่งเศสเพราะฝรั่งเศสมีความสำคัญกว่าเวียดนามในเรื่องผลประโยชน์ของสหรัฐโดยเฉพาะในยุโรป

ในสงครามที่สหรัฐก่อในเวียดนามมีการทิ้งระเบิดเวียดนามเหนืออย่างเป็นระบบด้วยเครื่องบินบี 52 จากสนามบินในประเทศไทยและที่อื่น และมีการส่งทหารไปรบมากกว่า 5 แสนคน ในขณะที่ขบวนการปลดแอกแห่งชาติเวียดนามมีอาวุธและทรัพยากรจำกัด

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในเทศกาลตรุษเวียดนาม หรือ Tết ปี 1968 ขบวนการเวียดกงและกองทัพเวียดนามเหนือได้ลุกฮือในเมืองต่างๆ ของเวียดนามใต้และสามารถยึดสถานทูตสหรัฐกลางเมืองไซ่ง่อนพร้อมกับยิงปืนออกมาจากตึกสถานทูต และทั้งๆ ที่การลุกฮือครั้งนั้นจบลงด้วยความพ่ายแพ้ทางทหาร แต่มันก็กลายเป็นชัยชนะทางการเมือง เพราะชนชั้นปกครองสหรัฐเห็นภาพชัดเจนว่ากองทัพสหรัฐไม่สามารถชนะในระยะยาวได้

ที่สำคัญคือ การลุกฮือครั้งนั้นเกิดขึ้นในบริบทของขบวนการต้านสงครามที่ยิ่งใหญ่ในสหรัฐและอังกฤษ ซึ่งให้กำลังใจกับขบวนการปลดแอกเวียดนาม นอกจากนี้สถานการณ์นี้ทำให้นายทหารธรรมดาของสหรัฐในเวียดนามหมดกำลังใจที่จะสู้ต่อไป และมองว่ามันเป็นสงครามที่ไร้ความยุติธรรม มีการกบฏของทหารต่อพวกนายพล มีการจัดประชุมทางการเมืองตามค่ายทหารและบนเรือรบสหรัฐในทุกภูมิภาคทั่วโลก และมีการจัดตั้งกลุ่มทหารรากหญ้าต้านสงครามที่มีหนังสือพิมพ์ทำเองถึง 245 กลุ่ม หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับมีชื่อกวนประสาทที่ท้าทายผู้บังคับบัญชาและรัฐบาลทั้งสิ้น เช่น “ปฏิบัติการฆ่าผู้บังคับบัญชา” “เสียงของพวกจรจัด” (ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของพรรคเสือดำ) “ก่อกวนผู้ใหญ่” “โปเตมคิน” (ชื่อเรือรบรัสเซียที่ทหารเรือก่อกบฏในยุคปฏิวัติ) “ฆ่าเพื่อสันติภาพ” หรือ “กองทัพจัญไร” ฯลฯ

อาชญากรสงคราม เฮนรี คิสซิงเจอร์ ที่เพิ่งตายไปเมื่อไม่นานมานี้ เคยพูดถึงสงครามเวียดนามว่า “เราทำสงครามทางทหาร ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามทำสงครามทางการเมือง”

แอลจีเรีย

แอลจีเรียเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส โดยที่ฝรั่งเศสส่งคนฝรั่งเศสไปยึดที่ดินของชาวพื้นเมือง มันมีส่วนคล้ายรัฐอิสราเอลในแง่นี้ แต่คนฝรั่งเศสยังเป็นคนส่วนน้อยในประเทศ

ในปี 1945 หลังสงครามโลกครั้งที่สองมีการประท้วงต่อต้านระบบอาณานิคม ฝ่ายกองทัพฝรั่งเศสและพวกคนฝรั่งเศสที่ไปขโมยที่ดินของคนพื้นเมืองก็โต้ตอบด้วยความโหดร้ายป่าเถื่อน คาดว่ามีชาวแอลจีเรียเสียชีวิต 40,000 คน

ฝ่ายฝรั่งเศสใช้ข้ออ้างว่าฝ่ายแอลจีเรียมักจะสู้ด้วยความรุนแรงเพื่อให้ความชอบธรรมกับการปราบปรามสุดขั้ว แต่ ฟรานซ์ ฟานอง นักเขียนฝ่ายซ้ายที่ทำงานเป็นหมอที่แอลจีเรียในยุคนั้นเขียนว่า “มันชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่รัฐฝรั่งเศสพูดแต่ภาษาเดียวคือความรุนแรงดิบ”

ในปี 1955 ขบวนการปลดแอกแอลจีเรีย FLN ประกาศทำสงครามเต็มที่ โดยมีกองกำลัง 2 หมื่นนาย เผชิญหน้ากับทหารฝรั่งเศส 5 แสนนาย ในปีถัดไปฝรั่งเศสแต่งตั้งนายพลแมซูเพื่อควบคุมความมั่นคงในเมืองหลวง แมซูจัดการปราบปรามการนัดหยุดงานทั่วไป 8 วันที่เกิดขึ้นด้วยความรุนแรงสุดขั้ว แต่ไม่สามารถทำลายกระแสต้านฝรั่งเศสได้

ในปี 1958 นายพลฝรั่งเศสขู่จะทำรัฐประหารล้มรัฐบาลฝรั่งเศสเพราะเกรงว่ารัฐบาลจะประนีประนอมกับขบวนการชาตินิยมแอลจีเรีย ท่ามกลางวิกฤตนี้ชนชั้นปกครองนำ ชาร์ล เดอ โกล กลับมาและเพิ่มอำนาจเผด็จการของตำแหน่งประธานาธิบดี

ต่อมาในปี 1960 สภาแรงงาน UGTU ที่สังกัดกับองค์กรปลดแอกชาติ FLN นัดหยุดงานทั่วไป 4 วันและรัฐบาลฝรั่งเศสเริ่มเจรจาที่จะถอนตัวออกจากแอลจีเรียและให้อิสรภาพ

อินเดีย

กระแสต้านการปกครองของอังกฤษมีมานาน แต่ในปี 1934 กรรมาชีพอินเดีย 220,000 คนนัดหยุดงานเพื่อประท้วงการยึดครองประเทศโดยเจ้าอาณานิคม ต่อมาในปี 1942 มหาตมะ คานธี มีส่วนในการสร้างขบวนการ “ออกจากอินเดีย” เพื่อไล่อังกฤษ ขบวนการนี้ใช้วิธีการเดินขบวนและการนัดหยุดงานเป็นหลัก แต่ยังมีการโจมตีอังกฤษด้วยอาวุธบ้าง อังกฤษก็พยายามปราบปรามขบวนการนี้ด้วยความรุนแรง

เหตุการณ์สำคัญที่ผลักดันอังกฤษให้ถอนตัวออกจากอินเดียเกิดขึ้นในปี 1946 เมื่อทหารเรือชาวอินเดียบนเรือรบ 78 ลำ และฐานทัพบนบก 20 แห่ง ก่อกบฏต่ออังกฤษ และชักธงสามสีขึ้นบนเรือต่างๆ คือ ธงฮินดู ธงมุสลิม และธงแดงสังคมนิยม มีการสนับสนุนจากนักศึกษาและกรรมาชีพที่นัดหยุดงานสมานฉันท์กับทหารเรือ มันนำไปสู่การที่อังกฤษเข้าใจอย่างชัดเจนว่าจะยึดครองอินเดียต่อไปไม่ได้ และมันเกิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศต่างๆ จากการปกครองของเจ้าอาณานิคมทั่วโลก อย่างไรก็ตาม มหาตมะ คานธี และชวาหะร์ลาล เนห์รู ไม่เห็นด้วยกับการกบฏของทหารเรือและกระแสนัดหยุดงานที่เกิดขึ้น เพราะเกรงกลัวว่าจะไปไกลกว่าที่นักการเมืองสองคนนี้ต้องการ คือนำไปสู่การปฏิวัติสังคมนิยมแทนที่จะหยุดอยู่แค่อิสรภาพภายใต้ระบบทุนนิยม ทั้งคานธีและเนห์รูใกล้ชิดกับชนชั้นนายทุนอินเดีย

ก่อนที่อังกฤษจะถอนตัวออกจากอินเดีย อังกฤษทิ้ง ”ระเบิดทางสังคม” แบบที่สร้างความแตกแยกอย่างรุนแรงระหว่างฮินดูกับมุสลิม โดยการเสนอให้แบ่งแยกประเทศเป็นอินเดียกับปากีสถาน เพื่อเอาใจผู้นำอนุรักษ์นิยมของสองพื้นที่ การสร้างความแตกแยกของอังกฤษในเรื่องศาสนานำไปสู่การฆ่าฟันกันจนคาดว่าล้มตายไป 3.2 ล้านคน

สิ่งที่เราต้องเข้าใจคือ กระแสมวลชนและการนัดหยุดงานของคนชั้นล่างได้พยายามสร้างความสมานฉันท์ระหว่างเชื้อชาติและศาสนาที่ต่างกัน แต่กระแสนี้โดนเบรกโดยคนอย่างคานธีและเนห์รู ถ้าไม่โดนเบรก การแบ่งประเทศอาจไม่เกิดขึ้น แต่ทั้งอังกฤษและชนชั้นปกครองใหม่ของอินเดียกับปากีสถานไม่ต้องการให้คนชั้นล่างสามัคคีกันเพื่อต่อต้านสังคมทุนนิยม

แอฟริกาใต้และโปรตุเกส

ในแง่หนึ่งสังคมแอฟริกาใต้ภายใต้การปกครองของคนผิวขาว มีส่วนคล้ายอิสราเอลในแง่ที่ชนชั้นปกครองมาจากกลุ่มคนที่อพยพเข้ามาและขโมยที่ดินของคนพื้นเมือง และจักรวรรดินิยมตะวันตกก็หนุนหลัง แต่มีส่วนต่างที่สำคัญคือ สังคมแอฟริกาใต้ภายใต้การปกครองของคนผิวขาวจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานของคนผิวดำที่เป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศ ส่วนในกรณีอิสราเอลชนชั้นปกครองไซออนิสต์พยายามทุกวิถีทางที่จะกีดกันและผลักดันชาวปาเลสไตน์ออกไป และถ้าขาดแรงงานของชาวยิวภายในประเทศก็จะดึงชาวปาเลสไตน์เข้ามาทำงานตอนกลางวัน แต่บังคับให้กลับออกไปหลังเลิกงาน นอกจากนี้ มีการดึงแรงงานเข้ามาจากประเทศอื่น เช่นไทย เป็นต้น

การปลดแอกชาวผิวดำในแอฟริกาใต้เกิดจากพลังการประท้วงนัดหยุดงานของกรรมาชีพผิวดำในสหภาพแรงงานต่างๆ และการประท้วงอย่างดุเดือดของนักศึกษาตามโรงเรียนต่างๆ มันไม่ได้มาจากมาตรการคว่ำบาตรอ่อนๆ ของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งมีผลน้อยมากและมักถูกฝ่าฝืนโดยกลุ่มทุนใหญ่

ในทางใต้ของทวีปแอฟริกา โปรตุเกสเคยมีอาณานิคมสองแห่ง คือประเทศโมซัมบิกกับแองโกลา และแอฟริกาใต้ภายใต้คนผิวขาวมีส่วนในการเป็น “ตำรวจ” ช่วยปราบปรามขบวนการกู้ชาติในสองประเทศนี้ ไม่ต่างจากบทบาทของอิสราเอลในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตามเกิดการปฏิวัติขึ้นในโปรตุเกสในปี 1974 ที่มาจากความไม่พอใจของคนหนุ่มสาวต่อเผด็จการฟาสซิสต์ที่ปกครองประเทศมานานและการที่ทหารเกณฑ์ไม่พอใจที่จะต้องไปรบกับขบวนการกู้ชาติในโมซัมบิกกับแองโกลา ที่สำคัญคือการปฏิวัติครั้งนี้นำไปสู่อิสรภาพสำหรับประเทศที่เป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกส

ข้อสรุปสำคัญ

สิ่งที่นำไปสู่ชัยชนะของขบวนการปลดแอกประเทศต่างๆ คือขบวนการมวลชนกับการนัดหยุดงานที่ได้รับการสนับสนุนสมานฉันท์จากประชาชนในประเทศอื่น การต่อสู้ด้วยอาวุธมีความสำคัญ แต่ชัยชนะมักจะมาจากทั้งสามส่วนรวมกัน และที่สำคัญคือเรื่องชนชั้น เพราะชนชั้นบนมักพยายามเบรกการต่อสู้จากล่างสู่บน ซึ่งในกรณีปาเลสไตน์เห็นชัดจากการหักหลังชาวปาเลสไตน์โดยผู้นำอียิปต์ จอร์แดน และซาอุดีอาระเบีย

ชนชั้นกรรมาชีพปาเลสไตน์อ่อนแอเกินไปที่จะเอาชนะอิสราเอลเอง ถ้าไม่มีใครช่วย ชัยชนะของชาวปาเลสไตน์ต้องมาจากการต่อสู้ของกรรมาชีพในประเทศรอบข้างกับชนชั้นปกครองของตนเองในขณะที่ชูเรื่องการปลดแอกปาเลสไตน์ นอกจากนี้ ชัยชนะของชาวปาเลสไตน์จะเกิดจากความสมานฉันท์ของเราทุกคนกับการต่อสู้ของเขา ไม่ว่าเขาจะสู้ด้วยอาวุธหรือไม่ก็ตาม

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ