โดย รุเธียร
Hellbound ทัณฑ์นรก เป็นซีรีส์เกาหลีที่ถูกดัดแปลงจากการ์ตูนและออกอากาศเมื่อปลายปี 2564 ตัวซีรีส์บอกเล่าเรื่องราวของโลกที่จู่ ๆ ก็มีสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติโผล่มาเพื่อแจ้งคำทำนายให้กับใครสักคนหนึ่งว่าเขาจะต้องตกนรก และเมื่อเวลามาถึงตามคำทำนาย ยมทูต 3 ตนก็จะปรากฏกายขึ้นและมอบความตายสุดสยดสยองให้กับผู้ที่ได้รับประกาศิตและลากเขาลงไปสู่นรก แม้จะเป็นซีรีส์ที่มีความยาวเพียงแค่ 6 ตอน แต่ก็เต็มไปด้วยความเข้มข้น ระทึกขวัญ และเมื่อมองผ่านเลนส์มาร์กซิสม์ มันคือภาพสะท้อนของสังคมที่เกิดวิกฤติภายใต้โลกทุนนิยม
การลงทัณฑ์ของยมทูตที่เกิดขึ้นภายในเรื่องเป็นแค่ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นแบบสุ่ม ไม่มีใครรู้ว่าเกิดขึ้นมาจากอะไรและทำไม พวกเขาแค่โชคร้ายที่ประสบอุบัติเหตุเท่านั้น แต่การเถลิงอำนาจของลัทธิทางศาสนาชื่อกลุ่มสัจธรรมใหม่เริ่มต้นจากการพยายามชี้ให้ผู้คนเห็นว่า คนที่ได้รับคำทำนายเป็นคนบาปและพระเจ้าส่งยมทูตมาลงโทษคนบาปเหล่านั้น ผู้คนปลงใจเชื่ออย่างสมบูรณ์เมื่อได้ประจักษ์แก่สายตาตนเองผ่านการถ่ายทอดสดการตายของผู้ได้รับคำทำนาย กลุ่มสัจธรรมใหม่จึงกลายเป็นองค์กรทรงอิทธิพลที่สามารถชี้วัดมาตรฐานทางศีลธรรมของสังคมไปโดยปริยาย นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มหัวศรซึ่งเป็นพวกอันธพาลหัวรุนแรงที่พร้อมจะคุกคามครอบครัวของผู้ที่ได้รับคำทำนาย ทำร้ายผู้คนที่ประกาศต่อต้านการตีความปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นว่าเป็นประสงค์ของพระเจ้า และหนักที่สุดคือพวกเขาฆ่าคนโดยเลียนแบบวิธีการของยมทูตอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายในนามของพระเจ้า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเรื่องจึงไม่ใช่คำทำนาย แต่เป็นการที่สังคมทั้งสังคมต้องมุดหัวอยู่ในความหวาดกลัวจากการพิพากษาของมนุษย์ด้วยกันเอง
ทั้งหมดนี้เป็นภาพสะท้อนด้านหนึ่งของโลกสัจนิยมแบบทุน ซึ่งเรา “ถูกหลอกให้เชื่อว่า” ไม่มีทางเลือกอื่นให้เผชิญหน้านอกจากยอมรับว่าประวัติศาสตร์ของมนุษย์มีเพียงระบบทุนนิยมเท่านั้น ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ ภายใต้การกล่อมเกลาจากรัฐ ผนวกความแปลกแยกที่ทุนนิยมสร้างขึ้น พวกขวาและพวกคลั่งศาสนาจึงถูกใช้ออกมาเบี่ยงเบนสาเหตุวิกฤติ จากเดิมที่เป็นเครื่องอุ่นใจในโลกที่เหน็บหนาว การมีบทบาทของกลุ่มสัจธรรมใหม่และพวกหัวศรในเรื่องจึงเสมือนพวกขวาจัด สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความเปราะบางและความไม่แน่นอนของระบบทุนนิยม
“ยิ่งสังคมเปี่ยมล้นด้วยความไม่พอใจกับอำนาจรัฐเท่าไหร่ การแก้แค้นส่วนตัวก็จะยิ่งมีอำนาจขึ้น เพียงเพราะมีเรื่องพิศวงเกิดขึ้นแล้วให้ความหมายบางอย่างกับมัน และเรียกสิ่งนั้นว่าความเที่ยงธรรม ซึ่งทุกคนก็พยายามจะทำตามนั้น” บทดังกล่าวถูกต้องเพียงครึ่งเดียว เพราะมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นตั้งแต่แรก เราเกิดมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมชนชั้น และเพื่อรักษาชนชั้นเอาไว้ ชนชั้นปกครองจะต้องครองใจและกล่อมเกลาคนธรรมดาให้แตกแยกกัน แต่ภายใต้การกดขี่ ย่อมมีการต่อสู้ของผู้ถูกกดขี่เสมอ ถึงแม้ว่าบางครั้งก็หยิบเอาแนวคิดกระแสหลักของชนชั้นปกครองมาใช้สู้ ซีรี่ย์ดังกล่าวก็เป็นการพยายามตั้งคำถามในขอบเขตกระแสหลัก
เช่นเดียวกับความพยายามต่อต้านลัทธิสัจธรรมใหม่ในเรื่อง สัจนิยมแบบทุนเป็นแค่เรื่องโป้ปดและผุพังอยู่ตำตา จากวิกฤติโลกรวน สิทธิเสรีภาพ และความเปราะบาง หนทางอื่นที่จะต่อต้านโลกที่โกลาหลจึงมีแต่การปลุกจิตสำนึกทางชนชั้นและการต่อสู้รวมหมู่เท่านั้น ที่มวลชนจะตระหนักรู้ร่วมกันได้ว่าสิ่งใดเป็นเรื่องของคนโดยรวมทั้งหมด คนทั้งหมดก็ต้องตัดสินชะตาชีวิตให้กับตนเอง ไม่ใช่เพียงแค่การชี้นำจากคนไม่กี่คนและยอมศิโรราบให้กับความรุนแรงหรือความเชื่อที่ผู้กดขี่ยัดเยียดมาให้ เช่นเดียวกับฉากจบที่เรียบง่ายในเรื่อง “ผมไม่รู้หรอกว่าพระเจ้าเป็นคนยังไง แล้วก็ไม่สนด้วยครับ สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ชัดเจนคือที่นี่เป็นโลกของมนุษย์ มนุษย์ก็ต้องจัดการกันเองสิครับ”

