การกดขี่สตรีไม่ใช่ธรรมชาติมนุษย์

โดย คริส ฮาร์มาน

​ถึงแม้ว่าร่างกายชายและหญิงต่างกัน การใช้ค่านิยามว่า เพศหญิงด้อยกว่าเพศชายไม่ใช่ธรรมชาติดั้งเดิมของสังคมมนุษย์ในยุคบุพกาล ก่อนสมัยที่มนุษย์ค้นพบวิธีปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ เป็นสังคมของคนที่เก็บของป่าและล่าสัตว์ มนุษย์อยู่ในกลุ่มเล็กๆ ในลักษณะเครือญาติ ในแต่ละกลุ่มอาจมีประมาณ 30-40 คน ทรัพยากรทุกอย่างเป็นของกลางหมด มีการแบ่งกันอย่างเท่าเทียม มีการร่วมมือกันในกิจกรรมต่างๆ ถึงแม้ว่าผู้ชายมักเป็นผู้ที่ล่าสัตว์และนำเนื้อสัตว์กลับมาให้ทุกคนกิน การล่าสัตว์เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ดังนั้น กลุ่มคนเหล่านี้ต้องอาศัยการเก็บพืช ผัก ผลไม้และการขุดราก ซึ่งเป็นงานหลักของผู้หญิง เพราะผู้หญิงต้องเลี้ยงลูกกับตัวเอง ไม่สามารถเดินทางไกลไปล่าสัตว์ได้ เราจะเห็นได้ว่างานของผู้หญิงสำคัญพอๆ กับ หรืออาจสำคัญกว่างานผู้ชาย และการทำงานนี้คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีพได้

​พูดง่ายๆ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกลุ่มต่างๆ กับระบบการผลิตที่เลี้ยงชีพเรา เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และมีส่วนสำคัญในการกำหนดบทบาท ฐานะ และความเชื่อของคนเหล่านั้นในสังคม

​ในสังคมบุพกาล ไม่มีการแบ่งชนชั้น และไม่มีการเลือกปฏิบัติระหว่างชายกับหญิงอาจมีชายหรือหญิงที่ทุกคนนับถือ แต่การนับถือเคารพเป็นเพราะคนเหล่านี้เป็นผู้มีประสบการณ์สูงสามารถแนะนำอะไรที่เป็นประโยชน์ได้ อย่างไรก็ตามเขาจะไม่เป็นอภิสิทธิ์ชนที่ได้อะไรมากกว่าคนอื่นในบางชุมชนมีรูปปั้นเทพีซึ่งชวนให้เรามองว่าผู้หญิงเป็นที่เคารพของสังคม เพราะผู้หญิงเป็นผู้ที่ผลิตผู้คนหรือกำลังงานสำหรับอนาคต

​เมื่อกำเนิดสังคมชนชั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเพศก็เปลี่ยนไป เองเกิลส์อธิบายว่า ก่อนยุคนี้สตรีมีบทบาทสำคัญในการหารากไม้และผลผลิตในป่า ต่อมาก็ยังมีบทบาทสำคัญในการเกษตรพื้นฐานเพราะสตรีจะใช้จอบ แต่พอเริ่มมีการไถนาด้วยสัตว์ งานสำคัญในการผลิตอาหารกลายเป็นงานหนักของผู้ชาย นอกจากนี้ผู้หญิงเสียเปรียบในการเป็นทหารหรือแม่ค้าที่ค้าขายทางไกล เพราะร่างกายอ่อนแอกว่าผู้ชายหรือเขาต้องดูแลให้นมกับลูกเล็ก นี่คือต้นกำเนิดของ “ความพ่ายแพ้ของสตรี” และความคิดที่กดขี่ทางเพศ ซึ่งมีพื้นฐานจากระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม มนุษย์คิดเองได้ ไม่ใช่ทาสของระบบเศรษฐกิจไปทั้งหมด และในยุคปัจจุบันระบบเศรษฐกิจสามารถเลี้ยงทุกคนได้ ถ้ามีการแบ่งทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ดังนั้นชายกับหญิงสมัยใหม่สามารถร่วมมือกันต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมระหว่างเพศ และกำจัดระบบชนชั้น

หมายเหตุกองบรรณาธิการ

ในทัศนะของลัทธิมาร์กซ์ เรายืนยันมาตลอดว่าสังคมยุคบุพกาลเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นสังคมที่ปราศจากชนชั้นและการกดขี่ แต่ในขณะเดียวกันพลังการผลิตในสังคมบุพกาลก็ต่ำมากและเทคโนโลยีในการผลิตก็พัฒนาไปอย่างเชื่องช้า จึงเป็นสังคมที่ไม่มีหรือแทบจะไม่มีผลผลิตส่วนเกินใดๆเลย  และแม้จะเป็นยุคไร้การกดขี่แต่ชีวิตในยุคนั้นก็ประสบความยากลำบาก ซึ่งมนุษย์ในยุคนั้นต่างพยายามคิดค้นหาวิธีการดัดเเปลงทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเลี้ยงตนเอง ในขณะที่ระบบทุนนิยมนั้นพลังการผลิตสูงมากและผลผลิตส่วนเกินก็มีมากและตกไปอยู่กับชนชั้นนายทุน ซึ่งไม่ได้เป็นผู้ผลิต ส่วนผู้ผลิตอย่างชนชั้นกรรมาชีพก็ไม่ได้เป็นเจ้าของผลผลิต  

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ