การแจกเงินหมื่นให้กรรมาชีพ คนจน “จำเป็น” แต่ไม่พอ ต้องยกเลิกหนี้สินทั้งหมด

โดย วัฒนะ วรรณ

​ข้อถกเถียงเรื่องแจกเงินดิจิทัลแสดงให้เห็นจุดยืนทางการเมือง ใครใช้แนวคิดชนชั้นไหน เพื่อประโยชน์ของใคร

​ตอนไทยรักไทยทำนโยบายกองทุนหมู่บ้าน พวกเสรีนิยมและชนชั้นกลางบนก่นด่า กล่าวหาว่าชาวบ้านจะกู้เงินไปซื้อโทรศัพท์มือถือ มอเตอร์ไซค์ ในแบบสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งมีการซื้อสิ่งของพวกนี้จริง แต่มันไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย มันคือปัจจัยในการผลิต ปัจจัยในการเพิ่มคุณภาพชีวิตในการยังชีพ

​มันคล้ายๆ กับโฆษณาของ สสส. ในยุคหนึ่งที่ถูกใจคนชั้นกลางบนที่บอกว่าที่ชาวบ้านยากจนเพราะกินเหล้า ยิ่งจน ยิ่งเครียด ยิ่งกินเหล้า ทั้งๆ ที่การดื่มเหล้าเป็นวิธีพักผ่อนที่ราคาถูกที่สุดของคนจน หลังจากทำงานมาเหน็ดเหนื่อย

​หรือกรณีเพื่อไทยทำโครงการอุดหนุนราคาข้าวตันละ ๑๕,๐๐๐ บาท ภายใต้โครงการ “จำนำข้าว” ก็ถูกต่อต้านจากพวกเสรีนิยม ชนชั้นกลางบนมองว่ามันเป็นการทำลาย “วินัยการคลัง” สำหรับการนำเงินไปให้ชาวนาซึ่งส่วนใหญ่ยากจน แต่สำหรับการสนับสนุนคนรวย บริษัทขนาดใหญ่ กลับเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ผ่านนโยบายหลายรูปแบบ

​ตอนตั้งพรรคอนาคตใหม่แรกๆ ธนาธร เคยบอกว่า พรรคอนาคตใหม่ไม่มีนโยบายเรื่องเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ ถึงแม้เขาจะมองว่าการเพิ่มค่าจ้างจำเป็น แต่กลับเสนอว่าให้ลดชั่วโมงการทำงานแทนโดยบอกว่ามันก็เหมือนกับการเพิ่มค่าจ้าง ทั้งๆ ที่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ได้ลดลง ถึงแม้ในปัจจุบันพรรคก้าวไกลจะมีนโยบายเพิ่มค่าจ้างในครั้งแรก แล้วปรับตามเงินเฟ้อในคราวต่อๆ ไป มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาเกรงใจนายทุนในเรื่องนี้ ไม่ต้องการเผชิญหน้ากับการต่อรองผลประโยชน์ของกรรมาชีพ รวมถึงที่เขาพยายามเสนอแท็คติกทางกฎหมายเพื่อคัดค้านนโยบายแจกเงินหมื่นของเพื่อไทย แทนที่จะสนับสนุนให้มีการเก็บภาษีก้าวหน้าเพื่อนำมาแจก หรือการยกเลิกหนี้ให้คนจน 

​ในสังคมกระแสหลักมักมีแนวคิดว่า คนจนขี้เกียจและเอาแต่แบมือขอโดยไม่ทำอะไร หรือมองว่าการให้เงินคนจนไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว เพราะเอาไปบริโภคแล้วก็หมดไปไม่เหมือนนำไปให้นายทุน เพราะเขาจะลงทุนและขยายการผลิตต่อไป แต่ต้องไม่ลืมว่าคนที่ทำงานให้นายทุนร่ำรวยแต่แรกคือกรรมาชีพ แต่กรรมาชีพยากจน นายทุนร่ำรวยมหาศาล แล้วคนที่ร่ำรวยก็มาสอนคนจนให้อย่าแบมือขอ มันเป็นตรรกะที่ย้อนแย้ง 

​กรรมาชีพ คนจน ในไทยมีปัญหาหนี้สินในสัดส่วนที่สูงมากต่อรายได้เนื่องจากในรอบ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ค่าจ้างถูก ”แช่แข็ง“ มานาน แต่เงินเฟ้อค่าใช้จ่ายต่างๆ กลับสูงขึ้นมาก เช่น ค่าโดยสารขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายสำหรับที่อยู่อาศัย ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจของธนาคารทีทีบี เคยประเมินว่าปี ๒๕๖๕ “สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ของครัวเรือนไทย สำหรับครัวเรือนกลุ่มที่มีรายได้รวมอยู่ที่ ๑๕,๐๐๐-๒๕,๐๐๐ บาท จะเพิ่มขึ้นจาก ๘๐% มาอยู่ที่ ๘๗% และครัวเรือนกลุ่มรายได้รวม ๑๕,๐๐๐ บาท จะเพิ่มขึ้นจาก ๙๐% เป็น ๙๘% โดยรายได้เฉลี่ยครัวเรือนจะอยู่ที่ ๒๓,๕๐๐ บาท”

​เมื่อรายได้ไม่พอกับรายจ่ายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอมาเจอวิกฤตโควิดก็ต้องกู้หนี้ยืมสินเพิ่มเข้าไปอีก เพื่อประทังชีวิต ดังนั้นการแจกเงินหมื่นจึงช่วย ”บรรเทา“ วิกฤตเฉพาะหน้าได้บ้าง แต่ก็ไม่พอ ต้องยกหนี้ทั้งหมดของกรรมาชีพ คนจน โดยเฉพาะหนี้ที่เกิดจากการบริโภคจำเป็น หนี้ที่เกิดจากการทำการเกษตร เนื่องจากหนี้เหล่านี้เกิดขึ้นจากการถูกบีบบังคับจากระบบเศรษฐกิจที่มีการ “จัดสรร” ไม่เป็นธรรมแต่แรก คนจำนวนน้อยกอบโกยความมั่งคั่งจากการผลิตของกรรมาชีพและชาวนายากจนไปอย่างมหาศาล โดยที่ผู้ผลิตเองอย่างกรรมาชีพ ชาวนายากจน ได้ส่วนแบ่งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงถูกบีบบังคับให้เป็นหนี้ไม่ใช่เพราะความเกียจคร้าน

​แต่ถ้าจะทำแบบนั้นได้ ต้องมีการเก็บภาษีคนรวยเพิ่ม ซึ่งพวกเสรีนิยม นายทุน ชนชั้นกลางบน ไม่มีทางสนับสนุน โดยเฉพาะพรรคของพวกเขาอย่างเพื่อไทย ก้าวไกล

​กรรมาชีพ ชาวนายากจน ต้องต่อสู้ด้วยตนเอง ต้องใช้ชุดความคิดการเมืองชนชั้น อย่างชุดความคิดมาร์คซิสต์ ต้องสร้างพรรคของเราขึ้นมาเอง ซึ่งต้องเป็นพรรคสังคมนิยม ที่ยืนอยู่บนผลประโยชน์ของชนชั้นล่าง ต้องมีกลุ่มศึกษาเป็นประจำเพื่อสร้างผู้ปฏิบัติงาน ต้องมี นสพ. เอาไว้ประกาศนโยบาย ต่อสู้ทางความคิดกับพวกเสรีนิยม

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ