โดย เท็น เตรียมกรรมาชีพ
วิกฤติเศรษฐกิจทุกครั้งส่งผลกระทบต่อชนชั้นกรรมาชีพโดยตรง หลายคนต้องมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก ตกงาน ขาดรายได้ อดอยาก หรือไม่ก็ต้องทำงานหนักขึ้น และยาวนานขึ้นเพื่อเอาตัวรอด แล้ววิกฤติเศรษฐกิจอันเลวร้ายเกิดขึ้นได้อย่างไร
ก่อนอื่นเราต้องมาทบทวนคำสำคัญ 4 คำที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนื้ คือ 1) มูลค่าส่วนเกิน (Surplus Value) คือ มูลค่าที่แรงงานสร้างขึ้นแต่ถูกนายทุนขูดรีด ซึ่งเป็นที่มาของกำไรนั่นเอง (มูลค่าส่วนเกิน = มูลค่าที่แรงงานผลิต – ค่าจ้างของคนงาน) แทนด้วย S 2) ทุนคงที่ (Constant Capital) คือ ปัจจัยการผลิตที่เป็นเครื่องจักร เครื่องมือ วัตถุดิบ ซึ่งไม่สามารถสร้างมูลค่าใด ๆ ได้หากไม่มีแรงงานคนไปบังคับหรือกดปุ่ม แทนด้วย C 3) ทุนแปรผัน (Variable Capital) คือ ค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานเพื่อมาแปรรูปวัตถุดิบให้กลายเป็นสินค้า แทนด้วย V และ 4) อัตรากำไร (Profit Rate) คือ สิ่งที่นายทุนใช้ในการตัดสินใจว่าจะลงทุนหรือไม่ ถ้าอัตรากำไรสูง (คุ้ม) ก็จะลงทุน ถ้าอัตรากำไรต่ำ (ไม่คุ้ม) ก็จะไม่ลงทุน โดยอัตรากำไรมาจาก S/(C+V)
แนวโน้มการลดลงของอัตรากำไร
การแข่งขันในระบบทุนนิยมทำให้นายทุนต้องลงทุนในการพัฒนาเครื่องจักร วัตถุดิบ (ทุนคงที่) มิฉะนั้นสินค้าของเขาจะล้าสมัย ไร้คุณภาพ และไม่สามารถแข่งขันกับนายทุนคนอื่นได้ แต่กำไรมาจากการขูดรีดแรงงาน ไม่ได้มาจากการลงทุนในเครื่องจักร ดังนั้น อัตรากำไรจึงลดลง (C เพิ่มขึ้นจึงทำให้ค่า S/(C+V) ลดลง) ซึ่งทำให้นายทุนลังเลที่จะลงทุนต่อไปหรือไม่ก็ไปลงทุนในกิจการประเภทอื่นที่มีอัตรากำไรสูงอยู่ แต่คู่แข่งของเขาก็จะพากันไปลงทุนในกิจการนั้นเหมือนกันจนกระทั่งสุดท้ายอัตรากำไรโดยเฉลี่ยของทุกภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มลดลง
เมื่ออัตรากำไรลดลง นายทุนจะไม่ค่อยลงทุน การผลิตก็ชะลอตัว อาจมีการถอนทุนจากตลาดหุ้นหรือบริษัททำให้คนงานส่วนหนึ่งถูกลอยแพ คนงานเหล่านั้นขาดรายได้จึงทำให้กำลังซื้อของพวกเขาลดลง สินค้าจึงล้นตลาดเพราะขายไม่ออก ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “การผลิตล้นเกินท่ามกลางความอดอยาก”
วิธีแก้ปัญหาของนายทุน
1. การล่าอาณานิคม เพื่อขยายตลาดไปสู่แหล่งใหม่ที่ยังไม่มีการผลิตแบบทุนนิยม ซึ่งสามารถแก้ปัญหาสินค้าล้นตลาดในระยะสั้น แต่ปัจจุบันวิธีนี้ใช้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะทุนนิยมขยายไปทั่วโลกแล้ว
2. การล้มละลาย ช่วยทำลายพลังการผลิตที่มากเกินไป และการที่นายทุนที่ยังไม่ล้มละลายสามารถซื้อปัจจัยการผลิตจากนายทุนล้มละลายในราคาถูก ซึ่งจะช่วยรักษาอัตรากำไรของกลุ่มทุนที่ยังไม่ล้มละลายอีกด้วย นี่คือปรากฏการณ์ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” ที่นำไปสู่การผูกขาดอย่างที่เราเห็นในปัจจุบันนั่นเอง
3. การขูดรีดแรงงานหนักขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกดค่าแรงหรือการยืดเวลาการทำงานของคนงานให้นานขึ้นโดยไม่เพิ่มค่าแรง วิธีนี้เป็นการฟื้นเศรษฐกิจบนสันหลังแรงงานซึ่งไม่ได้ผลเท่าไหร่เพราะเป็นการทำลายกำลังซื้อของประชาชน และอาจกระตุ้นให้กรรมาชีพไม่พอใจอีกด้วย
4. การทำสงคราม เพื่อทำลายปัจจัยการผลิตของคู่แข่ง และกำลังการผลิตล้นเกิน พูดง่าย ๆ มันขูดรีดเราไม่พอ มันยังจับเรามาฆ่ากันเองอีกด้วย ดังนั้น เราต้องเข้าใจว่าศัตรูของเราคือชนชั้นนายทุน ไม่ใช่แรงงานต่างชาติ และไม่หลงกลแนวคิดชาตินิยมเด็ดขาด เพราะชนชั้นแรงงานไม่ว่าชาติใดมีหัวอกเดียวกัน
จะเห็นได้ว่าวิธีต่าง ๆ ที่นายทุนใช้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง เพราะสุดท้ายวิกฤติก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งไม่ใช่ความผิดของชนชั้นกรรมาชีพเลย (แต่คนที่ต้องเดือดร้อนกลับเป็นกรรมาชีพและคนจน!) มันเกิดจากกลไกภายในของระบบทุนนิยมที่มุ่งแสวงหากำไรต่างหาก กรรมาชีพจึงควรรวมตัวกันต่อต้านระบบทุนนิยมอย่างถึงที่สุดและสร้างระบบสังคมนิยมขึ้นมาแทน

