ศาสนาในมุมมองมาร์คซิสต์-ซับซ้อนกว่าแค่ฝิ่น

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

ทุกวันนี้ท่ามกลางสงครามที่อิสราเอลกระทำต่อชาวปาเลสไตน์ มีคนไม่น้อยมองว่าเป็นสงครามทางศาสนา คือศาสนายิวกับศาสนาอิสลาม แต่มันไม่ใช่เลย เพราะแต่ละฝ่ายไม่ได้ยกคำในคัมภีร์ยิวหรืออิสลามมาเถียงกัน หรือเพื่อให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นแต่อย่างใด ยิวที่นับถือศาสนาแบบออร์โธดอกซ์จำนวนมากคัดค้านการทำสงครามของอิสราเอล และชาวปาเลสไตน์บางคนนับถือศาสนาคริสต์ นอกจากนี้ ผู้นำประเทศมุสลิมในประเทศรอบข้างพร้อมที่จะหักหลังชาวปาเลสไตน์ ด้วยการทำข้อตกลงกับอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา

สาเหตุหลักของสงครามโหดร้ายป่าเถื่อนที่อิสราเอลกระทำต่อชาวปาเลสไตน์คือระบบจักรวรรดินิยม เพราะอังกฤษและสหรัฐอเมริกาสนับสนุนการก่อตั้งและอุดหนุนอิสราเอลบนผืนแผ่นดินชาวปาเลสไตน์ เพื่อเป็นยามเฝ้าภูมิภาคตะวันออกกลางให้มหาอำนาจตะวันตก อิสราเอลมีหน้าที่ปราบและกดขี่ขบวนการชาตินิยมอาหรับที่อาจไปท้าทายผลประโยชน์ในเรื่องน้ำมันของตะวันตก

นอกจากนี้ การล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวโดยพวกนาซีฝ่ายขวาจัดฟาสซิสต์ในสงครามโลกครั้งที่สอง มีผลในการขยายความนิยมในลัทธิไซออนิสต์ เพราะมันเป็นลัทธิเหยียดเชื้อชาติอื่น ที่มองว่าบทสรุปจากการกระทำของฮิตเลอร์คือคนยิวไม่ปลอดภัยถ้าอาศัยอยู่ข้างเคียงกับคนเชื้อชาติอื่น แต่เราไม่ควรหลงเชื่อว่าผู้นำมหาอำนาจตะวันตกชอบชาวยิว เพราะส่วนใหญ่เกลียดชังชาวยิวและไม่อยากให้เข้ามาในประเทศมานานตั้งแต่สมัยฮิตเลอร์ และเราไม่ควรคล้อยตามแนวคิดเกลียดชังยิวที่อ้างว่าคนยิว “คุม” นักการเมืองตะวันตก เพราะความจริงตรงกันข้าม อิสราเอลอยู่ได้ก็เพราะได้รับการอุดหนุนจากตะวันตกเพื่อปกป้องแหล่งน้ำมัน ชาวยิวในอิสราเอลถูกตะวันตกใช้เป็นเครื่องมือ

เราชาวมาร์คซิสต์สนับสนุนการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ แต่เราต่อต้านการเหยียดคนยิว ปัญหาไม่ใช่คนยิวแต่เป็นระบบจักรวรรดินิยมและรัฐไซออนนิสต์ ชาวยิวจำนวนไม่น้อยในอดีตเป็นฝ่ายซ้ายด้วย เช่น มาร์คซ์, โรซา ลัคแซมเบอร์ค, ทรอตสกี้ หรือ โทนี่ คลิฟ

การอ้างศาสนาเพื่อทำสงครามที่ไม่เกี่ยวกับศาสนามีมานาน ตัวอย่างที่ดีคือสงครามครูเสด พวกทหารครูเสดเป็นแค่กลุ่มโจรที่ไปปล้นเมืองต่างๆ ในตะวันออกกลางภายใต้การนำของสันตะปาปา โดยที่ผู้นำต้องการขยายอำนาจและทรัพย์สิน

ถ้าพูดถึงปาเลสไตน์ เราต้องทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ของการขยายอิทธิพลอิสลามแนวรุกสู้ เพราะมันไม่ใช่ว่าคนที่นับถืออิสลามทั่วโลกนิยมอิสลามสุดขั้วหรือรุกสู้โดยอัตโนมัติ ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการที่นักการเมืองอิสลามที่เอียงซ้าย และพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศต่างๆ ของตะวันออกกลางและเอเชียไปหักหลังการต่อสู้และประนีประนอมกับจักรวรรดินิยมเพื่อหวังทำแนวร่วมกับผู้นำต่างๆ ในกรณีปาเลสไตน์เราเห็นชัดในกรณีองค์กรฟาตาห์ ซึ่งเคยเป็นแกนนำการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ แต่ไปทำข้อตกลงกับอิสราเอลและสหรัฐฯ จนประชาชนจำนวนมากไม่พอใจและหันมาสนับสนุนฮามาส เรื่องแบบนี้เราเห็นในอียิปต์ อิหร่าน เลบานอน และปาตานีด้วย

กลับไปเรื่องแนวมาร์คซิสต์กับศาสนา…… มันมีหลายเรื่องที่เราไม่เห็นด้วยกับฮามาส เช่นเรื่องสิทธิทางเพศ แต่ในการก่อสงครามของอิสราเอล เราไม่ได้นำประเด็นทางศาสนาแบบนี้มาเป็นเรื่องหลักในการเลือกที่จะสนับสนุนฮามาส ทั้งๆ ที่เราจะไม่ปกปิดข้อแตกต่างระหว่างแนวคิดเรากับฮามาส เราสนับสนุนฮามาสเพราะเขารบกับจักรวรรดินิยม

บ่อยครั้งนักมาร์คซิสต์ทั่วโลกจะต้องออกมาวิจารณ์ศาสนา โดยเฉพาะเวลามันถูกใช้โดยชนชั้นปกครองเพื่อกดขี่สตรี กดขี่คนข้ามเพศ หรือเวลาพูดถึง “กรรม” ในลักษณะที่ชวนคนให้ยอมรับความเหลื่อมล้ำและกราบชนชั้นสูง

แต่สิ่งแรกที่เราต้องวิเคราะห์เกี่ยวกับศาสนาทุกศาสนา คือมันเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความขัดแย้งระหว่างแนวคิดล้าหลังปฏิกิริยา กับแนวคิดก้าวหน้านั่นเอง 

แนวคิดล้าหลังปฏิกิริยาของศาสนา

ในเรื่องสิทธิทางเพศ ศาสนามีบทบาทสำคัญในการพยายามควบคุมวิถีชีวิตของเรา โดยเฉพาะผู้หญิง เกย์ ทอม ดี้ กับคนข้ามเพศ ศาสนาที่ถูกใช้ในรูปแบบนี้มีบทบาทในการปกป้องสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นสถาบันที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อเกิดสังคมชนชั้นและมีบทบาทในการกดขี่ผู้หญิงกับคนที่มีวิถีชีวิตนอกกรอบเพศ “ชาย-หญิง” นอกจากนี้ เราเห็นศาสนาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิเสธสิทธิทำแท้งในหลายประเทศ และถูกใช้เป็นข้ออ้างในการกดขี่เกย์ ทอม ดี้ กับคนข้ามเพศ

ชนชั้นปกครองในประเทศต่างๆ พยายามใช้ศาสนาเพื่อเป็นเครื่องมือของรัฐ ในไทยเราเห็นในรูปแบบที่รัฐเข้ามาควบคุมศาสนาและวิธีนับถือศาสนา ในหลายประเทศของโลกเราเห็นการบังคับให้ศาสนามีบทบาทในโรงเรียน ศาสนาพุทธถูกใช้ในปาตานีเพื่อเสริมอำนาจรัฐและกดขี่คนมาเลย์มุสลิม ในพม่าศาสนาพุทธถูกใช้ในการกดขี่ปราบปรามชาวโรฮิงญา สถาบันกษัตริย์ในหลายประเทศใช้ศาสนาในการให้ความชอบธรรมกับตำแหน่ง ในประเทศอินเดียรัฐบาลพรรคฮินดูสุดขั้วของ นเรนทระ โมที ใช้ศาสนาในการกดขี่คนมุสลิมและคนกลุ่มน้อยที่นับถือผี

ในยุคล่าอาณานิคมและยุคทาสในอเมริกา ศาสนาถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐ เช่นการที่นักบวชสอนว่า คนผิวดำต่ำกว่าคนผิวขาว หรือการที่ฝรั่งเศสและสเปนใช้นักบวชเผยแพร่ศาสนาเพื่อขยายอิทธิพลของรัฐตะวันตกและในที่สุดนำพื้นที่เหล่านั้นมาเป็นอาณานิคม เช่นในลาตินอเมริกาและในเอเชีย ในกรณีเวียดนาม นักเผยแพร่ศาสนาจากฝรั่งเศสมีลักษณะก้าวร้าวจนคนพื้นเมืองโต้ตอบ ซึ่งกลายเป็นข้ออ้างของฝรั่งเศสในการส่งกองกำลังทหารเข้าไปยึดพื้นที่

ศาสนาถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในการทำสงครามฆ่าฟันกัน เราเห็นจากการที่ชนชั้นปกครองมักพูดว่า “พระเจ้าอยู่ข้างเคียงฝ่ายเรา” หรือการที่พระสงฆ์ให้พรและโปรยน้ำมนต์ให้ทหาร ทั้งๆที่การฆ่าคนมันผิดศีลข้อแรก ในตะวันตกชนชั้นปกครองคริสต์มักโกหกว่าคนมุสลิม “ป่าเถื่อน” เพื่อให้ความชอบธรรมกับการทำสงครามในตะวันออกกลาง

ศาสนามักจะเสนอต่อประชาชนว่า “ทุกอย่าง” ถูกกำหนดจากเบื้องบน คือพระเจ้า หรือ กรรม เพื่อพยายามสอนให้คนปล่อยวางไม่คิดจะเปลี่ยนสังคมหรืออนาคตของตนเองผ่านการรวมตัวกันต่อสู้

ศาสนาบ่อยครั้งขัดแย้งกับหลักวิทยาศาสตร์และพาคนไปงมงายในไสยศาสตร์ ชาวคริสต์บางคนไม่ยอมรับการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเพราะเชื่อว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์ เมื่อเกิดภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุจะมีคนไปไหว้ผีสางนางไม้หรือทำพิธีpต่างๆ แทนที่จะใช้วิทยาศาสตร์ในการหาสาเหตุแท้เพื่อพยายามป้องกันไม่ให้เกิดอีก

แนวคิดก้าวหน้าของศาสนา

บ่อยครั้งคนที่ต้องการปลดปล่อยตนเองจากความไม่เป็นธรรมหรือการกดขี่ มักใช้ “ธง” ของศาสนาในการต่อสู้ เช่นกบฏผู้มีบุญที่สู้กับอำนาจรวมศูนย์ของรัฐไทย ขบวนการกู้ชาติจากเจ้าอาณานิคมในอินโดนีเซียกับพม่า หรือการที่ฝ่ายซ้ายในลาตินอเมริกาเคยสู้กับเผด็จการทหารภายใต้แนวคิด “คริสต์ปลดแอก”

หลายคนที่นับถือศาสนาต่างๆ ทั่วโลกจะใช้หลักศาสนาในการปฏิบัติเพื่อรักและดูแลเพื่อนมนุษย์ หรือช่วยเหลือคนจน

กำเนิดของหลายศาสนาในอดีตเช่น พุทธ คริสต์ หรืออิสลาม มาจากการที่คนบางกลุ่มพยายามทำความเข้าใจกับโลกที่ปั่นป่วน เต็มไปด้วยสงคราม และเต็มไปด้วยวรรณะกับชนชั้น แต่ที่น่าสนใจคือทุกศาสนาจะพยายามเอาใจทุกชนชั้นพร้อมกัน คือชมและสอนให้เราเห็นใจคนจน แต่ชมคนรวยที่เมตตาโดยไม่พูดถึงการกระจายรายได้หรืออำนาจแต่อย่างใด สาเหตุสำคัญมาจากการที่สถาบันศาสนาต้องการความช่วยเหลืออุดหนุนจากคนรวยและคนมีอำนาจ แต่ในขณะเดียวกันต้องการสาวกจากประชาชนธรรมดาจำนวนมากที่เป็นคนจน 

ไม่มีศาสนาแท้บริสุทธิ์

ความขัดแย้งที่เราเห็นในการใช้ศาสนาในโลกจริง ไม่ได้มาจากการที่คนใช้ศาสนา “ในทางที่ผิด” แต่อย่างใด แนวคิดมาร์คซิสต์ช่วยให้เราเข้าใจเรื่องนี้ เพราะในการทำความเข้าใจกับศาสนา มาร์คซิสต์เน้นวิธีปฏิบัติทางศาสนาของคน ไม่ใช่สิ่งที่เขียนไว้ในคัมภีร์หรือตำราศักดิ์สิทธิ์ซึ่งก็เต็มไปด้วยบทที่ขัดแย้งกันด้วย

ถ้าจะเข้าใจมากขึ้นเราควรศึกษา “นิพนธ์วิจารณ์ฟอยเออร์บัค” ของมาร์คซ์ (ซึ่งหาอ่านเป็นภาษาไทยได้ที่ Marxist Internet Archive) ในบทความนี้ ฟอยเออร์บัควิเคราะห์ถูกต้องว่า “มนุษย์สร้างศาสนา และสร้างพระเจ้าในร่างมนุษย์” ไม่ใช่ว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์ในร่างพระเจ้า ดังนั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเทวดา พระเจ้า หรือผีสางนางไม้ ล้วนแต่ถูกสร้างขึ้นด้วยความคิดมนุษย์ ถ้าไม่มีมนุษย์ก็จะไม่มีสิ่งเหล่านี้

แต่มาร์คซ์ วิจารณ์ ฟอยเออร์บัค ว่าเป็น “นักวัตถุนิยมแบบกลไก” และไม่ใช้แนวคิดวิภาษวิธีพร้อมกับแนววัตถุนิยม เพราะในการวิจารณ์ศาสนา ฟอยเออร์บัค มองว่าความคิดมนุษย์รวมถึงความคิดศาสนา เป็นเพียงเรื่อง “จิตนิยม” ซึ่งถ้านำความคิดวิภาษวิธีมาใช้ จะเห็นว่าความคิดมนุษย์เป็นเรื่อง “วัตถุนิยม” เพราะ (1) มันสะท้อนสภาพโลกจริงและวิธีที่มนุษย์อยู่เป็นสังคมร่วมกัน และ (2) ความคิดมีส่วนในการผลักดันให้เราเปลี่ยนโลกในทางวัตถุได้ นอกจากนี้ ความคิดที่ไร้อิทธิพลจากศาสนาอาจถูกทำให้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ในทางวัตถุ เช่นความเชื่อเรื่องรัฐและกฎหมาย ความเชื่อว่าทุนนิยมเป็นธรรมชาติ หรือความเชื่อในการรักชาติหรือความจงรักภักดีต่อผู้นำเป็นต้น ดังนั้น โลกแห่งวัตถุกับความคิดมนุษย์ที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน แยกออกจากกันไม่ได้ และในภาพรวมมนุษย์ปัจเจกที่ไม่เกี่ยวพันกับสังคมหรือไม่ใช่ส่วนของสังคมชนชั้นไม่มีจริง และมนุษย์กระทำต่อสังคมเพื่อพยายามเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างต่อเนื่อง

ในเรื่องศาสนา การปฏิบัติทางศาสนาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตลอด มีความขัดแย้งในตัวมันเอง และเกี่ยวข้องโดยตรงกับลักษณะของสังคม ดังนั้นหัวใจของศาสนาไม่ใช่ตำราศักดิ์สิทธิ์หรือกฎที่เขียนไว้ในคัมภีร์โดยมนุษย์ในยุคใดยุคหนึ่ง หัวใจของศาสนาคือวิธีนับถือและปฏิบัติโดยมนุษย์ในสังคมจริง และความขัดแย้งของแนวคิดศาสนามาจากสองสิ่งคือความพยายามที่จะสามัคคีชนชั้นที่ขัดแย้งกัน และความขัดแย้งทางความคิดของคนธรรมดาในสังคมโลกจริง เช่นความคิดว่าโลกมันไม่ยุติธรรม แต่คนรวยมีสิทธิ์ที่จะครอบครองสมบัติของตน เป็นต้น

มาร์คซ์ เคยเขียนในบทความ A Contribution to the Critique of Hegel’s Philosophy of Right ว่า: “ความทุกข์ทางศาสนาคือปรากฏการณ์ของความทุกข์จริงและการประท้วงต่อความเจ็บปวดจริง ศาสนาคือการถอนหายใจของผู้ถูกกดขี่ คือหัวใจในโลกที่ไร้หัวใจ เป็นวิญญาณในสภาพไร้วิญญาณ มันเป็นฝิ่นของประชาชน…. การที่จะยกเลิกศาสนาซึ่งสร้างภาพลวงตาของความสุข ในความเป็นจริงคือข้อเรียกร้องให้มีความสุขจริง การเรียกร้องให้มนุษย์เลิกเชื่อในศาสนาคือข้อเรียกร้องให้ยกเลิกสภาพสังคมที่ชวนให้คนเชื่อในภาพลวงตา ดังนั้น การวิจารณ์ศาสนาต้องเริ่มจากการวิจารณ์สภาพน้ำตาคลอในโลกที่ยกศาสนาขึ้นมาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์”

ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราอยากให้มนุษย์เลิกเชื่อในสิ่งงมงาย เราต้องร่วมกันสู้เพื่อสังคมที่ดีขึ้น สังคมที่ไร้ชนชั้น ไร้การกดขี่ขูดรีด สังคมที่มนุษย์สมานฉันท์กัน แต่ศาสนากับสิ่งงมงายส่วนใหญ่จะไม่ทำให้เราเข้าใจว่าเราจะเปลี่ยนแปลงโลกอย่างไร หรือสอนถึงวิธีทำลายต้นเหตุของความทุกข์ เพราะศาสนาเพียงแต่สะท้อนสภาพความทุกข์นั้นท่ามกลางคราบน้ำตา

เราเข้าใจว่าทำไมคนนับถือศาสนา และถ้าคนที่นับถือศาสนาใช้แนวคิดก้าวหน้า เราสามารถสร้างแนวร่วมกับเขาในการต่อสู้ได้ อย่างที่ เลนิน และพรรคบอลเชวิคในรัสเซียเคยทำ คือชวนมาเป็นสมาชิกพรรคเพื่อร่วมสู้กับทุนนิยม 

เราจะมองว่าศาสนาต้องเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับรัฐ และเราจะต่อต้านการกดขี่ศาสนาด้วยอำนาจรัฐ ไม่ว่าจะในยุครัฐบาลเผด็จการของพรรคแนวสตาลิน-เหมา หรือในไทยและที่อื่นในยุคปัจจุบัน

มาร์คซิสต์จะไม่เชื่อในศาสนาและสิ่งงมงายใดๆ เราปฏิเสธความเชื่อเรื่องกรรมหรือความเชื่อที่นำไปสู่การกดขี่ทางเพศ และในที่สุดเราเชื่อว่ามนุษย์สามารถมีการจัดตั้งเพื่อต่อสู้เปลี่ยนแปลงโลกเองได้

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ