แนวโน้มการลดลงของอัตรากำไรมีลักษณะอย่างไร

โดย พัชณีย์ คำหนัก

​ความขัดแย้งที่สำคัญประการหนึ่งของระบบทุนนิยมคือ วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดจากปัญหาเนื้อในของระบบ มีนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักบางคนมักอ้างว่าระบบทุนนิยมมีวงจรของความเจริญรุ่งเรืองและตกต่ำที่เป็นเรื่องปกติ และอ้างว่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่มีสาเหตุมาจากแรงกดดันภายนอก เช่น ความอดอยาก สงคราม หรือความไร้เสถียรภาพทางการเมือง  แต่แนวคิดลัทธิมาร์กซ์วิเคราะห์ว่า วิกฤติไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอก แต่เกิดขึ้นจากกลไกการทำงานของระบบทุนนิยมเอง ซึ่งไม่ใช่ระบบที่มีเหตุมีผล มุมมองของนายทุนจะบอกว่า ตัวเองตัดสินใจอย่างมีเหตุผลแล้ว แต่ก็มุ่งสู่การขยายตัวและทำกำไร แม้จะมีการร่วมมือกันระหว่างนายทุนที่จะป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์ ทว่าบ่อยครั้งความสามารถในการทำกำไรในระยะยาวของพวกเขานั้นลดลง ดังที่ คาร์ล มาร์คซ์ ชี้ให้เห็นใน “ว่าด้วยทุน เล่ม 3” ว่าความขัดแย้งหลักภายในระบบทุนนิยมนำไปสู่วิกฤต กล่าวคือ มีแนวโน้มที่อัตรากำไรจะลดลงเมื่อทุนขยายตัวและเติบโต และเพื่อทำความเข้าใจทฤษฎีแนวโน้มการลดลงของอัตรากำไร เรามาทบทวนหลักการพื้นฐานของระบบทุนนิยมกันอีกครั้ง 

                การสะสมของทุน

​ทุนนิยมเป็นระบบของการสะสม เพราะต้องการขยายตัวเติบโต โดยนำมูลค่าส่วนเกิน (Surplus value) กลับมาลงทุนใหม่ซึ่งขูดรีดมาจากการทำงานของแรงงาน  ในว่าด้วยทุน เล่ม 1 มาร์กซ์อธิบายหลักการสำคัญของลัทธิทุนนิยมว่า การผลิตของระบบทุนเป็นไปเพื่อสร้างมูลค่าส่วนเกิน แล้วแปลงเป็นทุน สะสม แล้วนำทุนที่สะสมได้ไปลงทุนขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง อันเป็นสูตรสำเร็จของพวกเศรษฐศาสตร์คลาสสิค ซึ่งการสะสมทุนนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความโลภของทุนนิยม แม้จะมีนายทุนจำนวนมากที่โลภและกระหายอำนาจ แต่ความจำเป็นในการสะสมมาจากความจำเป็นในการขยายกิจการเพื่อให้สามารถแข่งขันกับนายทุนรายอื่นได้ และเนื่องจากการสะสมขึ้นอยู่กับการแข่งขัน ดังนั้นแล้วจึงไม่มีการวางแผนการผลิตในภาคส่วนต่างๆ ของเศรษฐกิจ นั่นคือ วิกฤตการณ์ของระบบทุนนิยมเกิดจากลักษณะการผลิตที่ไร้การวางแผน ทำให้เกิดการผลิตล้นเกินได้

                การเพิ่มผลิตภาพ

​ ​นายทุนจะต้องเพิ่มผลิตภาพเพื่อที่จะสะสมกำไรได้มากขึ้น แต่มีข้อจำกัดในการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานที่สร้างมูลค่าส่วนเกิน เพราะจำต้องมีแรงงานจำนวนมากพอที่จะทำการผลิตให้ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ด้วยเหตุนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เครื่องมือและวัสดุใหม่ๆ ล้วนช่วยเพิ่มผลิตภาพได้อย่างมาก ตัวอย่างเช่น จำนวนโต๊ะที่พนักงานสามารถทำได้ในแต่ละวันด้วยมือนั้นน้อยกว่าจำนวนโต๊ะที่ทำด้วยเครื่องจักรแป็นอย่างมาก

                ในมุมมองลัทธิมาร์กซ์ สินค้าที่ถูกผลิตขึ้นมาจากการผสมผสานระหว่างทุนคงที่ (เครื่องมือเครื่องจักร วัตถุดิบ แทนด้วย C) และทุนแปรผัน (แรงงานมนุษย์ แทนด้วย V) จึงสามารถกล่าวได้ว่า สินค้าประกอบด้วยทุนคงที่และทุนแปรผัน ทั้งสองปัจจัยนี้จำเป็นต่อการผลิตและอัตราส่วนของสองสิ่งนี้ (C/V) เรียกว่าองค์ประกอบอินทรีย์ของทุน ยิ่งค่าสูงเท่าไร นายทุนยิ่งลงทุนในทุนคงที่มากขึ้นเท่านั้น

                เมื่อนายทุนเพิ่มการลงทุนในเครื่องจักร สัดส่วนของมูลค่าส่วนเกินที่นายทุนขูดรีดจากกระบวนการผลิตก็จะลดลงไป กล่าวอีกนัยหนึ่ง การสะสมของทุน ความจำเป็นในการเพิ่มผลิตภาพ เทคนิคการผลิต และการกดดันให้ลงทุนในเครื่องมือเทคโนโลยีอย่างหนัก มีแนวโน้มที่จะทำให้อัตรากำไรลดลง

​ทฤษฎีมูลค่าแรงงาน

​ผลกำไรจะขึ้นอยู่กับมูลค่าส่วนเกินที่แรงงานสร้างขึ้น มันคือผลผลิตของแรงงานที่ทำเกินกว่าค่าจ้าง ที่นายจ้างเอาเข้ากระเป๋า ตัวอย่างเช่น หากคุณทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน คุณอาจสร้างค่าจ้างและต้นทุนการดำเนินงานของที่ทำงานในสี่ชั่วโมงแรก และสิ่งที่คุณผลิตในเวลาที่เหลือของวันทำงานก็คือมูลค่าส่วนเกิน จะถูกนายจ้างริบไป ที่เขาจะเอาไปลงทุนใหม่หรือเข้ากระเป๋าตัวเองก็ได้ ราคาสินค้านั้นก็ขึ้นอยู่กับเวลาแรงงานที่จำเป็นต่อสังคมในการผลิตสินค้า (อาจเป็น 4 ช.ม.แรกของ 8 ช.ม.ที่เพียงพอต่อการผลิตสินค้านั้น) ยิ่งใช้แรงงานมากเท่าไร ราคาสินค้าก็ยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งใช้แรงงานน้อย ราคาสินค้าก็ถูกลง

​ลักษณะการแข่งขันในระบบทุนนิยม

                นายทุน A ขายโต๊ะในราคา 1,000 บาทอิงตามเวลาแรงงานที่จำเป็นต่อสังคม จากนั้นเขาก็ลงทุนซื้อเครื่องจักรอัตโนมัติเพื่อช่วยให้คนงานผลิตเพิ่ม 10 เท่าในระยะเวลาเท่ากัน ดังนั้น เขาจึงเริ่มขายโต๊ะของเขาที่ราคา 100 บาท ซึ่งตัดราคาคู่แข่งทั้งหมด และเขาสามารถขายได้มากขึ้นและทำเงินได้มากขึ้นในระยะเวลาอันสั้น

                อย่างไรก็ตาม คู่แข่งของเขาจะเริ่มลงทุนในเครื่องจักรใหม่เช่นกัน จากนั้น ผู้ผลิตโต๊ะทั้งหมดก็หันมาใช้เครื่องจักรโดยผลิตจำนวนโต๊ะได้มากกว่าเดิม 10 เท่าในระยะเวลาเท่ากัน และราคาเฉลี่ยก็จะลดลงตามไปด้วย สิ่งนี้จะทำลายความได้เปรียบในการแข่งขันของนายทุน A และวงจรเช่นนี้ก็ดำเนินต่อไป ยิ่งนายทุนลงทุนในทุนคงที่มากเท่าไร การผลิตสินค้าในราคาที่ถูกก็จะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น และมีความพยายามที่จะบีบเอามูลค่าส่วนเกินจากสัดส่วนกำลังแรงงานที่ลดลง

​ผลกระทบที่ตามมา

                ด้วยระบบอัตโนมัติมักมาพร้อมกับการปลดลูกจ้าง ยิ่งนายทุนพึ่งพาเครื่องจักรมากเท่าใด คนงานก็จะเป็นที่ต้องการน้อยลงเท่านั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีคือการลดการลงทุนในทุนแปรผัน และส่งผลให้คนงานที่เหลือมีความมั่นคงน้อยลง ซึ่งจะทำให้อำนาจการต่อรองที่จะขอเพิ่มค่าจ้างลดลง แม้วิธีนี้จะเป็นประโยชน์ต่อนายทุนในระยะสั้น แต่เนื่องจากการลดจำนวนแรงงานลงหมายถึงการลงทุนด้านแรงงานน้อยลงในระยะยาวด้วย จึงนำไปสู่ปัญหาสำหรับนายทุนคือเมื่อคนงานว่างงาน ก็มีเงินไม่พอบริโภคสินค้าและบริการที่ผลิตได้ นำไปสู่ปัญหาความสามารถของนายทุนที่จะทำกำไรเพิ่มขึ้น  มาร์กซ์อธิบายตรงนี้ว่า การกระทำเหล่านี้ไม่ใช่การกระทำโดยสมัครใจและเป็นทางเลือกที่จะกระทำ แต่เป็นตรรกะของระบบที่อยู่บนพื้นฐานของการสะสมทุนและเพิ่มผลิตภาพ ในว่าด้วยทุน เล่ม 3 มาร์กซ์สะท้อนว่า “ไม่มีนายทุนคนใดสมัครใจที่จะแนะนำวิธีการผลิตแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นวิธีที่เพิ่มผลิตภาพ และเพิ่มอัตรามูลค่าส่วนเกินมากเพียงใด หากอัตรากำไรลดลง เนื่องจากวิธีการผลิตแบบใหม่ไม่ว่าวิธีให้ทำให้สินค้ามีราคาถูกลง ดังนั้น นายทุนจึงขายสินค้าเริ่มแรกในราคาที่สูงกว่าต้นทุนการผลิต หรือบางทีอาจขายสูงกว่ามูลค่าของมัน เขาก็จะเก็บส่วนต่างระหว่างต้นทุนการผลิตและราคาตลาดของสินค้าเดียวกันนั้น….แต่การแข่งขันซึ่งเป็นกฎทั่วไปของทุนทำให้อัตรากำไรลดลงตามมา ที่บางครั้งอาจมีมูลค่าเท่ากับต้นทุนการผลิต ซึ่งเกินเจตจำนงของนายทุน…..”   

​การชดเชยการลดลงของอัตรากำไร

​นายทุนจะทำทุกอย่างเพื่อบรรเทาปัญหาแนวโน้มการลดลงของอัตรากำไร  กลยุทธ์หนึ่งที่ใช้คือ การเพิ่มระดับมูลค่าส่วนเกินโดยให้คนงานทำงานยาวนานขึ้น เราเห็นแบบนี้มาตลอด เช่น เวลาพักเที่ยงลดจาก 1 ชั่วโมงเหลือ 45 หรือ 30นาที หรือตัดเวลาพักเบรกกาแฟ อีกกลยุทธ์คือ ทำให้แน่ใจว่าเครื่องจักรที่ลงทุนไปจำนวนมากจะไม่อยู่เฉยๆ นายจ้างอาจเพิ่มชั่วโมงการผลิตด้วยการแบ่งเวลาทำงานเป็นกะ คือ จากกะแปดชั่วโมงเดียวเป็นสองกะแปดชั่วโมง หรือแม้แต่สามกะใน 24 ชั่วโมง วิธีนี้ทำให้เกิดมูลค่าโดยทำให้เครื่องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาด้วยมีคนงานคอยกดปุ่มและใช้แรงงานเพื่อสร้างมูลค่าส่วนเกิน

                ยุทธวิธีต่อไปคือ การเพิ่มระดับสัมพัทธ์ของมูลค่าส่วนเกิน แทนที่จะคิดค่าจ้างให้คนงานในการทำงาน 4 ชั่วโมงแรกและอีก 4 ชั่วโมงที่เหลือนั้นคือส่วนเกิน นายจ้างพยายามทำให้คนงานสร้างผลิตภาพมากขึ้น โดยคิดค่าจ้างใน 2,3 ชั่วโมงแรก และ 5,6 ชั่วโมงหลังเป็นแรงงาน/มูลค่าส่วนเกิน ที่เรียกว่า “การผลิตแบบลีน  (lean)”  ในที่ทำงานเรามักได้ยินคำพูดที่ว่า “การเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิต” รวมถึง “การลดต้นทุนแรงงาน” เช่น บริษัทมักจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อประเมินพนักงานและหาวิธีที่จะทำให้คนงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจมีการสร้างทีมงานให้แข่งขันกันเอง บางคนได้รับโบนัสจากยอดขายที่มากที่สุด หรือมีค่าคอมมิชชั่น อีกวิธีหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าส่วนเกินคือ การปรับลดค่าจ้าง ที่มักเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบเครื่องจักรอัตโนมัติ และภาวะวิกฤติ เช่น ในช่วงของการระบาดของโควิด-19 นายจ้างฉวยโอกาสปรับลดค่าจ้าง ลดเงินสมทบหรือเงินบำนาญของนายจ้าง การเพิ่มอายุเกษียณ การลดสิทธิการลาประจำปี ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่นายจ้างลดการลงทุนในทุนแปรผัน โดยไม่ลดประสิทธิภาพการทำงานของคนงาน

——————————————————-

อ้างอิง     Becca Bor. 21 ก.ค. 2020. The Tendency of the Rate of Profit to Fall.  จากเว็บไซต์ Rebel

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ