กำเนิดลัทธิมาร์คซ์และกระแสปฏิวัติ 1848

โดย คริส ฮาร์มาน ​

​ประโยคแรกของ คาร์ล มาร์คซ์ กับ เฟรเดอริค เองเกิลส์ ใน “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์” ที่เขียนในปี ค.ศ. 1847 คือ  “ปีศาจตนหนึ่ง ปีศาจแห่งลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังวนเวียนอยู่ในยุโรป” หมึกยังไม่ทันแห้งในแถลงการณ์นี้ ก็เกิดการปฏิวัติลุกฮืออันยิ่งใหญ่ทั่วยุโรปในปี 1848                

​สิ่งที่สร้างความตื่นเต้นสำหรับผู้อ่านในสมัยนั้นและในสมัยนี้ คือความสามารถของ มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ ในการอธิบายกำเนิดของสังคมทุนนิยมอุตสาหกรรม ในบริบทของประวัติศาสตร์มนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง และเขาสามารถอธิบายในหนังสือสั้นๆ ได้อีกด้วย                

​มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ เป็นสองคนที่มีความสามารถมหาศาล แต่ผลกระทบของความคิดของเขามาจากความขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลกจริง ซึ่งเขาสามารถอธิบายได้ ทั้งสองเป็นคนจากตระกูลชนชั้นกลางในเยอรมัน บิดาของมาร์คข์เป็นเจ้าหน้าที่รัฐเชื้อสายยิวที่นับถือคริสต์ ส่วนบิดาของเองเกิลส์เป็น นายทุนที่มีโรงงานอยู่ที่ ไรน์แลนด์ ในเยอรมันกับ แมนเชสเตอร์ ในอังกฤษ                

​ระบบทุนนิยมพัฒนามากที่สุดที่เยอรมันในเขต ไรน์แลนด์ และถึงแม้ว่าระบบฟิวเคิลถูกกวาดล้างไปโดย กองทัพ นโปเลียน แต่ยังมีระบบกษัตริย์ล้าหลังอยู่ ดังนั้นคนชั้นกลางๆ มักจะต้องการการเปลี่ยนแปลง                

​ถึงแม้ว่านักปรัชญาอย่างเฮเกล ปรับความคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสังคมไปเพื่อสนับสนุนรัฐ กษัตริย์ แต่พวกลูกศิษย์หนุ่มของเฮเกล เช่น บรูโน บาวเออร์, เดวิด สตรัวส์, คาร์ล กรัน และ ลุดวิค ฟอยเออร์บัค หันมาใช้แนวคิดจากยุคแสงสว่าง เพื่อเสนอการปฏิรูประบบและในกรณี ฟอยเออร์บัคมีการเน้นสภาพวัตถุในโลกจริงแทนแค่เรื่องความคิดก้าวหน้า                

​มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ เป็นคนยุคนี้ที่พยายามทำความเข้าใจกับสังคมเยอรมันที่ติดค้างระหว่างอดีตกับอนาคต โดยศึกษานักคิดพวกนี้ แต่เขาไปไกลกว่ามาก โดยท้าทายระบบอุตสาหกรรมทุนนิยม ทั้งสองเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามความคิดวิภาษวิธี ไม่ใช่แค่เรื่องของพลังความคิดใหม่ แต่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงในสภาพวัตถุของโลกจริงด้วย เช่นการเปลี่ยนแปลงในระบบการผลิต เป็นต้น                

​เองเกิลส์ถูกส่งไปทำงานเป็นผู้บริหารในโรงงานที่เมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งทำให้เขามีโอกาสสัมผัสขบวนการแรงงานอังกฤษและสภาพชีวิตของเขาโดยตรง งานชิ้นแรกของเขาคือ “สภาพการทำงานของชนชั้นกรรมาชีพในอังกฤษ” และเขามีโอกาสพบกับผู้นำขบวนการชาทิสต์ และนักสังคมนิยมเพ้อฝันอย่างโรเบิร์ต โอเวน                

​ส่วนคาร์ล มาร์คซ์ พอจบวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องนักปรัชญากรีก ก็ไปทำงานเป็นบรรณาธิการ น.ส.พ.เสรีนิยมของเยอรมันชื่อ ไรน์นิเชอร์ไซตุง แต่เมื่อเขาท้าทายกลุ่มอภิสิทธิ์ชน ก็ต้องย้ายบ้านไปอยู่ที่ ฝรั่งเศส การศึกษา เฮเกล ในเชิงวิพากษ์นำมาร์คซ์ไปสู่ข้อสรุปว่า แค่รัฐธรรมนูญเสรีนิยม ไม่เพียงพอที่จะสร้างสิทธิเสรีภาพเต็มที่ได้ ต่อจากนั้นมาร์คซ์ก็ไปศึกษาเศรษฐศาสตร์ของคนอย่าง อดัม สมิธ กับ เดวิด ริคาร์โด                

​มาร์คซ์ อธิบายว่าระบบทุนนิยมที่ สมิธ กับ ริคาร์โด พูดถึง ทำให้ชีวิตมนุษย์ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกลไกตลาด ส่วนฟอยเออร์บัค ก็เคยอธิบายว่ามนุษย์บูชาพระเจ้าที่มนุษย์สร้างขึ้นเองเหมือนกับว่าพระเจ้าเป็นพลังธรรมชาติ และเขาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “สภาวะแปลกแยก” (Alienation) มาร์คซ์จึงเสนอว่า อำนาจของกลไกตลาดทุนนิยมเหนือมนุษย์ก็มีลักษณะแบบนี้เหมือนกัน เพราะมนุษย์เป็นผู้สร้างกลไกตลาดแต่แรก และในระบบทุนนิยมผู้ที่ทำงานกลายเป็นทาสของสิ่งของที่คนงานเคยผลิตในอดีต ข้อสรุปของมาร์คซ์คือ มนุษย์จะก้าวพ้นความเป็นทาสก็ต่อเมื่อร่วมกันยึดและร่วมกันควบคุมกระบวนการผลิต เสรีภาพจะไม่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติการเมืองเท่านั้น อย่างที่พวกเสรีนิยมเสนอ แต่ต้องมีการปฏิวัติสังคมและการผลิต เพื่อไปสู่เสรีภาพแท้ในสังคม “ส่วนรวม” ของ “คอมมิวนิสต์”                

                มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ ทำงานร่วมกับนักสังคมนิยมอื่นๆ ทั่วยุโรป และก่อตั้งสันนิบาตคอมมิวนิสต์ ซึ่งนำไปสู่การเขียน “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์” หนังสือเล่มเล็กเล่มนี้มีความสำคัญในการทำนายอนาคตของระบบโลก และใครที่อ่านจะเห็นภาพชัด ดังนั้นคำวิจารณ์จากลูกศิษย์ของ อดัม สมิธ ซึ่งมาก่อนยุค มาร์คซ์ว่าลัทธิมาร์คซ์ “ล้าสมัย” ไม่ค่อยมีสาระ แต่งานหลักของมาร์คซ์ต่อจากนั้นคือหนังสือ “ว่าด้วยทุน” ที่ลงรายละเอียดเรื่องระบบทุนนิยมโดยต่อยอดและวิจารณ์นักเศรษฐศาสตร์อย่างสมิธกับริคาร์โด

​ในช่วงเวลาเดียวกันยุโรปก็ลุกเป็นไฟจากกระแสการต่อสู้ทางชนชั้นที่ร้อนระอุ อาเล็กซ์ เตอร์ทอกวิล บรรยายภาพการปฏิวัติที่เขาเห็นในเมืองปารีส ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1848 ว่าเป็น ปรากฏการณ์ใหม่ที่น่าทึ่ง เพราะอำนาจทั้งหมดอยู่ในมือของคนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของอะไร และคนเหล่านี้ดู เหมือนไม่ได้มีอารมณ์โกรธแค้นแต่อย่างใด แต่ในขณะเดียวกัน เดอร์ทอกวิล ซึ่งเป็นคนชั้นสูง อดเกรงกลัว

​ภาพที่เขาบรรยายเป็นภาพสถานการณ์หลังจากที่คนงานฝรั่งเศสลุกฮือล้มกษัตริย์ หลุยส์ ฟิลิป ที่เคย เข้ามาแทนที่กษัตริย์ชาร์ลส์ซึ่งเคยถูกไล่ออกเช่นกัน การลุกฮือครั้งนี้เริ่มจากการปะทะกันระหว่างตำรวจกับ นักศึกษากับคนชั้นกลางที่ต้องการสาธารณรัฐ แต่มันลามต่อไปสู่ย่านคนจน ต่อจากนั้นนักการเมืองชนชั้น กลางก็ฉวยโอกาสเสนอรัฐบาลใหม่ และดึงนักสังคมนิยมอย่าง หลุยส์ ปลังค์ เข้ามร่วมรัฐบาลพร้อมกับ ผู้แทนของกรรมาชีพชื่อ อัลเบริด

​​การปฏิวัติครั้งนี้ในฝรั่งเศส กลายเป็นระเบิดเวลาใต้บรรลังกษัตริย์ทั่วยุโรป มีการลุกฮือที่ สวิสแลนด์ เกาะลิลิตี้ เมืองวิเอนนา มิลาน เวนิส พราก และเบอร์ลิน ทุกครั้งการประท้วงชุมนุมโดยคนชั้นกลางๆ ที่มี แนวคิดเสรีนิยม นำไปสู่การลุกฮือของคนจนและคนงานที่เอาชนะทหารและตำรวจได้ และเข้าไปยึดสถานที่ ราชการต่างๆ พวกอำมาตย์เผด็จการต้องหนีออกนอกประเทศ และขุนนางที่ไม่หนีออกไป อยู่ได้โดยการ แสดงจุดยืนสนับสนุนรัฐธรรมนูญเสรีนิยม มีการสัญญาว่าจะให้สิทธิเลือกตั้งกับชายทุกคน ให้เสรีภาพสื่อ และสิทธิในการได้รับการพิพากษาโดยระบบลูกขุน พร้อมกับการยุติอภิสิทธิ์ของพวกขุนนาง 

​ ​แต่ในไม่ช้าพวกขุนนางและพวกปฏิกิริยา เริ่มโจมตีความก้าวหน้าและทำการปฏิวัติซ้อนเพื่อยึดอำนาจ กลับคืนมา และรัฐบาลใหม่ๆ ที่เคยมาจากการปฏิวัติ ซึ่งประกอบไปด้วยคนชั้นกลางที่มีฐานะดี ก็ไม่ยอมทำ อะไรเลย นอกจากนี้พลังของชนชั้นกรรมาชีพที่เริ่มปรากฏตัว สร้างความเกรงกลัวในหมู่ชนชั้นนายทุนและ ชนชั้นกลางที่มีฐานะ เพราะขบวนการแรงงานต้องการไปไกลกว่าแค่รัฐธรรมนูญเสรีนิยมและการยกเลิก อภิสิทธิ์เก่า คนงานต้องการมาตรฐานในชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับคนจน และต้องการท้าทายอภิสิทธิ์ในการ กอบโกยกำไรโดยนายทุนอีกด้วย สถานการณ์แบบนี้นำไปสู่การสร้างแนวร่วมระหว่างพวกชนชั้นกลางเสรี นิยมที่มีฐานะดี กับพวกขุนนางอำนาจเก่า ในการร่วมกันปราบปรามประชาชน มีการสู้รบอย่างดุเดือดใน ปารีสระหว่างกองกำลังของทั้งสองฝ่าย โดยที่ฝ่ายกรรมาชีพมีสตรีร่วมในการต่อสู้ด้วย วีรสตรีคนหนึ่งที่ กำลังถือธงแดง ถูกยิงตายขณะที่กำลังเดินหน้าสู้กับทหาร และภาพนี้กลายเป็นภาพที่จดจำกันถึงทุกวันนี้

​​​​หลังจากที่พวกชนชั้นกลางเสรีนิยมในฝรั่งเศสปราบชนชั้นกรรมาชีพสำเร็จ พวกนี้ค้นพบว่าไม่มีใครมา ปกป้องเขาจากการก้าวเข้ามาของพวกนิยมกษัตริย์ แต่ฝ่ายกษัตริย์แตกแยกกันว่าจะเอาใครขึ้นมา ใน สถานการณ์ที่มีช่องว่างแบบนี้ หลุยส์ โบนาพาร์ท หลานของ นโปเลียน ก็ก้าวเข้ามาผ่านการทำรัฐประหาร 

​​การนองเลือดท่ามกลางการปราบปราม นำไปสู่การกลับมาของพวกปฏิกิริยาทั่วยุโรป และคาร์ล มาร์คช สรุปว่าในเยอรมัน การปฏิวัติทุนนิยมบริสุทธิ์เกิดขึ้นไม่ได้อีกแล้ว ถ้าสังคมจะไม่ถอยหลังต้องปฏิวัติไปสู่ สังคมนิยมเลย เพราะนายทุนเลิกเป็นชนชั้นปฏิวัติไปแล้ว มาร์คซ์เรียกการปฏิวัติแบบนี้ว่า “การปฏิวัติถาวร” สู่สังคมนิยม ทั้งๆ ที่กลุ่มอำนาจเก่ากลับเข้ามาในยุโรป แต่ก็ไม่ใช่ว่ามีการหมุนนาฬิกากลับไปทั้งหมด มีการพัฒนา ระบบอุตสาหกรรม และมีการสร้างชาติสมัยใหม่ในเยอรมัน อิตาลี และฮังการี่

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ