โดย ไผ่แดง
“ปีศาจตนหนึ่ง ปีศาจแห่งลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังวนเวียนอยู่ในยุโรป อิทธิพลเก่าของยุโรปทั้งปวง[…]ได้ผนึกกำลังเป็นพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อกำจัดปีศาจตนนี้”
วรรคดังกล่าวมาจากหนังสือแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ที่เขียนโดย คาร์ล มาร์กซ์ และฟรีดีช เองเกลส์ ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1848 การตีพิมพ์แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์มีจุดประสงค์เพื่อประกาศนโยบายเพื่อใช้ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของสันนิบาตฯในช่วงนั้น ซึ่งล่วงเลยมาเป็นเวลากว่า 176 ปีแล้ว คำถามหนึ่งที่สำคัญ คือ การอ่านแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ในศตวรรษที่ 21 ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ ในบทความนี้จะพาไปสำรวจแนวคิดในงานเขียนชิ้นนี้ เพื่อทบทวนแนวคิดมาร์กซิสต์อีกครั้ง
แนวคิดเบื้องหลัง
เมื่อพูดถึงแนวคิดที่เป็นกระดูกสันหลังของแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ นั้นเป็นงานเขียนที่ประกอบไปด้วยความรู้หลายแขนง ซึ่งเป็นการวิเคราะห์แบบเศรษฐศาสตร์การเมือง, ปรัชญาและประวัติศาสตร์อย่างเป็น “องค์รวม” และยังประกอบไปด้วยหัวใจสำคัญของความคิดแบบมาร์กซิสต์ที่เรารู้จักในเวลาต่อมา คือ ตรรกะวิทยาที่เรียกว่า “วิภาษวิธีและวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์” เป็นการกลับหัวกลับวิธีคิดแบบเฮเกลที่เสนอว่าพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาขับเคลื่อนโดยประวัติศาสตร์แห่งความคิด มาสู่ พัฒนาการทางประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้งทางชนชั้น ดังวลีที่ว่า “ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา คือ ประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ทางชนชั้น”
มโนทัศน์เรื่องความแปลกแยก
มาร์กซ์และเองเกลส์ได้วิจารณ์รูปแบบการแบ่งงานกันทำของทุนนิยมที่ได้ลดทอนความเป็นมนุษย์ของแรงงานรับจ้าง และทำให้แรงงานสูญเสียความเป็นอิสระของตัวเองไป แรงงานถูกทำให้เป็นเพียงสิ่งพ่วงท้ายปัจจัยการผลิต และรับค่าจ้างแค่เพียงพอที่จะยังชีพและผลิตแรงงานรุ่นถัดไปได้ ผลผลิตของแรงงานมนุษย์เป็นสิ่งที่กลับกลายเป็นสิ่งที่แปลกแยกจากแรงงาน สิ่งที่กรรมาชีพผลิตกลับกลายมาเป็นสิ่งที่ครอบงำกรรมาชีพเอง
“ในสังคมทุนนิยม ทุนมีอิสระ เสรีภาพและเป็นตัวของตัวเอง ขณะที่มนุษย์ส่วนใหญ่กลับไม่มีเสรีภาพและไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้”
พัฒนาการของระบบทุนนิยม
ในบทที่ 1 มาร์กซ์และเองเกลส์ ได้พยายามอธิบายถึงการก่อตัวของระบบทุนนิยมที่มาจากผ่านการโค่นล้มศักดินาโดยการกระทำของเหล่ากระฎุมพีในยุโรป ระบบทุนนิยมได้ก่อตัวขึ้นมาและปลดปล่อยพลังการผลิตจากความสัมพันธ์อันล้าหลัง (ศักดินา) อย่างไรก็ตามนั้นมันกลับไม่ได้ปลดปล่อยพลังการผลิตเท่าที่ควร เพราะมันได้สร้างการพันธนาการรูปแบบใหม่ขึ้น และนับวันก็ยิ่งแบ่งคนออกเป็นสองชนชั้นมากขึ้น แรงงานสมัยใหม่กลายเป็นเพียงทาสค่าจ้าง ชนชั้นนายทุนสมัยใหม่เป็นผู้ผูกขาดปัจจัยการผลิต นอกจากนี้พวกเขายังได้คาดการณ์ถึงพัฒนาการของระบบทุนนิยมที่จะขยายตัวผ่านการล่าอาณานิคมจนนำไปสู่การเปิดขยายตลาดโลก หรือ สิ่งเราเรียกกันว่า“โลกาภิวัฒน์”
ว่าด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ
มาร์กซ์และเองเกลส์เล็งเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพลังการผลิตแบบทุนนิยม กล่าวคือมันสามารถผลิตได้อย่างมหาศาลอย่างที่ระบบการผลิตอื่นไม่เคยทำได้มาก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่อัศจรรย์ไม่แพ้กัน ก็คือ การผลิตที่ไร้การวางแผนเช่นนี้มันนำไปสู่วิกฤตการผลิตที่ล้นเกินท่ามกลางความอดอยากอยู่เสมอ ดังจะเห็นได้ในวิกฤตเศรษกิจที่ผ่านมา อย่างวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 ที่เรามักจะเห็นตึกร้างมหาศาล แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนนอนข้างถนน โรงงานปิดตัวและคนตกงานเป็นจำนวนมาก
“ในระหว่างเกิดวิกฤตทุนนิยมได้เกิดโรคระบาดทางสังคมชนิดที่ทุกยุคทุกสมัยในอดีตคงจะเห็นเป็นปรากฏการณ์ที่เหลวไหลขึ้น ซึ่งก็คือโรคระบาดแห่งการผลิตล้นเกินท่ามกลางความอดอยาก”
บทสรุป
อย่างไรก็ตามแม้ว่างานเขียนเล่มนี้จะถูกตีพิมพ์มากว่า 176 ปีแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ยังคงถูกหยิบมาพูดถึงก็คือ ปัญหาของระบบทุนนิยมที่ไม่สามารถแก้ปัญหาความทุกข์ยากไปได้ สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้อยู่ที่การเอาไปปฏิบัติใช้อย่างแข็งกระด้าง แต่มันคือการตั้งคำถาม การวิจารณ์กับปัญหาที่ดำรงอยู่ เพื่อมองความเป็นไปได้รูปแบบใหม่ๆ และลงมือเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคน
“ในการปฏิวัตินี้ชนชั้นกรรมาชีพจะไม่สูญเสียอะไรเลยนอกจากโซ่ตรวนเท่านั้น สิ่งที่เราจะได้มาก็คือ โลกทั้งใบ ชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลกจงสามัคคีกัน! ”

