โดย คมกริต
ระหว่างที่รัฐบาลนายหน้าเผด็จการทหารดำเนินงานมา พร้อมกับการทำงานในรัฐสภา ทั้งพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นว่าประชาชนยังคงหวังความเปลี่ยนแปลง ถึงแม้จะผิดหวังจากการเคลื่อนไหวบนท้องถนนและจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
เริ่มต้นปีใหม่ 2567 การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ จากการรณรงค์ “เขียนใหม่ทั้งฉบับเลือกตั้ง 100%” โดยกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญและเครือข่าย เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว โดยรวบรวมรายชื่อประชาชนได้ 2 แสนกว่าคน ซึ่งเกินขั้นต่ำ 5 หมื่นคนตามกลไกพ.ร.บ. ประชามติ 2564
ใจความของการรณรงค์ดังกล่าวคือ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องมาจากการเลือกตั้ง โดยเสนอให้แบ่งสัดส่วนตัวแทนกลุ่มความหลากหลายทางสังคม อาทิ กลุ่มหลากหลายทางเพศ กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มคนพิการ แต่ก็ยังมีข้อเสนอให้สงวนจำนวนสำหรับตัวแทนผู้เชี่ยวชาญ นักกฎหมาย นักรัฐศาสตร์ หรือนักวิชาการ
มันคือความคิดหลงเหลือจากรัฐธรรมนูญ 2540 “ฉบับประชาชน” ว่าเป็นรัฐรรมนูญประชาธิปไตย แต่ตัวแทนที่มาร่างร.ธ.น.นั้น ต้องมีคุณสมบัติจบปริญญาตรี เท่ากับว่ากรรมาชีพ คนจน และชาวนา นอกจากจะไม่มีส่วนร่วมแล้ว ยังไม่มีสิทธิ์เลือกตัวแทนด้วยในยุคนั้น และสภาร่างรัฐธรรมนูญเต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย นักการเมืองชั้นสูง ข้าราชการระดับสูง ซึ่งมาจากการ “เลือกตั้ง” กันเองในหมู่ชนชั้นนำ ใจความของรัฐธรรมนูญคือการสร้างเสถียรภาพแก่สถาบันทางการเมืองในการปกป้องระบบทุนนิยมกลไกตลาด
แต่รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นผลมาจากการต่อสู้ของกรรมาชีพนับแสนเมื่อ 2535 ด้วยความไม่พอใจกับการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการจัดตั้งสหภาพแรงงานทั้งภาครัฐและเอกชน เรียกได้ว่าชัยชนะที่กรรมาชีพต่อสู้มาถูกนายทุนซีกหนึ่งฉกชิงไป จึงเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญ “ฉบับประชาชน” ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เราได้เห็นพัฒนาการขบวนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยแล้วในเบื้องต้นว่า การให้ผู้มีความรู้เพียงไม่กี่คนมาร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ไม่สามารถสะท้อนผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ได้
นอกจากข้อเสนอการตั้ง สสร.ในเบื้องต้นแล้ว ผู้เขียนเสนอว่า จำเป็นจะต้องมีการเลือกตั้งโดยกำหนดหน่วยเลือกตั้งตามสถานที่ทำงาน เพราะในความเป็นจริง มีคนทำงานไกลจากบ้านเกิดจำนวนมาก เช่น ประชากรแฝงใน กทม.คิดเป็นร้อยละ 59 ของประชากรแฝงทั้งหมด (สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2566) เพื่อให้คนธรรมดาสามารถมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญจริง ๆ มากกว่าการเลือกตัวตัวแทนตามเขตทะเบียนบ้าน
หากมีการร่างรัฐธรรมนูญ เราจำเป็นต้องใช้มุมมองทางชนชั้นเป็นหัวใจหลัก เพราะคนที่เป็นทั้งส่วนใหญ่ในสังคม และขับเคลื่อนสังคมคือชนชั้นกรรมาชีพ ฉะนั้น ตุ๊กตาร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนควรมีหน้าตาโดยสังเขป ดังนี้
· มีมาตราที่บังคับให้เก็บภาษีอัตราก้าวหน้าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
· มาตราที่บังคับให้มีการจัดสวัสดิการอย่างถ้วนหน้า บริการสาธารณสุข ที่อยู่อาศัย ขนส่งสาธารณะ และการศึกษาฟรี
· มีการกำหนดให้ตำแหน่งทางการเมืองต่าง ๆ เช่น ผบ.ตร. ผู้พิพากษาศาลสูงสุด ผู้ว่าธนาคารกลาง ฯลฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง
· กำหนดให้มีการปฏิรูปที่ดิน กระจายที่ดินสู่เกษตรกรทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ด้วยการยึดจากเจ้าที่ดินใหญ่ โดยให้ชุมชนหรือประชาชนมีส่วนร่วมกับรัฐในการบริหารจัดการที่ดิน
· กำหนดให้มีการบริหารแบบไตรภาคีโดยตัวแทนของคนในท้องที่ ตัวแทนสหภาพแรงงานในพื้นที่นั้น ๆ และตัวแทนจากส่วนกลาง ที่ล้วนต้องมาจากการเลือกตั้ง
· เสรีภาพในการรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง โดยไร้เงื่อนไขในการจดทะเบียนหรืองบประมาณขั้นต่ำ เพื่อให้คนจนมีเสรีภาพในการรวมตัวกัน
· กำหนดให้นายจ้างทุกคนต้องยอมรับการสร้างสหภาพแรงงานโดยไร้เงื่อนไข
· กำหนดให้มีจำนวน ส.ส. ตามสัดส่วนประชากรตามชนชั้นต่าง ๆ ดังนั้น รัฐสภาต้องมีส.ส.ที่มาจากรรมาชีพและชาวนาเกิน 80 %
เป็นต้น
การยื่นหนังสือต่อรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล รับเจตจำนงในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่มีเงื่อนไข หรือร่างทั้งฉบับ และผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญ สามรถเป็นการรณรงค์สาธารณะได้ แต่เราควรศึกษากระบวนการในประเทศอื่น เรียนรู้การต่อสู้ของประชาชนทั่วโลก เพื่อหาข้อคิดที่สำคัญต่อการเคลื่อนไหวในไทย เช่น บทเรียนการปฏิวัติในอิยิปต์ ซูดาน การตั้งพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย เช่น ชิลี ฟิลิปปินส์ และตัวรัฐธรรมนูญเองไม่ได้มีอำนาจหรือพลัง เราทราบกันดีว่ามันคือส่วนหนึ่งของรัฐ เป็นเครื่องมือที่ให้ความชอบธรรมในการขูดรีดสังคมโดยรวมหากออกแบบมาโดยไม่คำนึงถึงประชาธิปไตยของแรงงานคนส่วนใหญ่ ดังนั้น พวกเราจึงต้องทำให้รัฐธรรมนูญสะท้อนระบบการบริหารสังคมที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบกันสักที

