โดย สมทรง ตรีแก้ว
ในสังคมบุพกาล ผู้หญิงมีบทบาทในการสร้างสรรค์สังคมเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชาย แต่เมื่อสังคมบุพกาลได้วิวัฒนาการไปสู่สังคมทาสและทุนนิยมตามลำดับ ก่อให้เกิดชนชั้นขึ้นมา และผู้หญิงก็ถูกกดขี่ทางเพศกลายเป็นคนอ่อนแอ สูญเสียบทบาทที่เคยมีในสังคมบุพกาล ไม่สามารถกำหนดชะตากรรมของตนเองได้ ต้องพึ่งพาทางเศรษฐกิจจากผู้ชายและในบางช่วงตอนของประวัติศาสตร์ถึงขนาดกลายเป็นทรัพย์สินของผู้ชายที่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้
เมื่อสังคมได้วิวัฒนาการไปสู่วิถีการผลิตทุนนิยม ทำให้ชนชั้นนายทุนมีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นเพราะแสวงหากำไรสูงสุด ผู้หญิงได้กลับมามีบทบาทในการทำงานนอกบ้าน อย่างไรก็ตาม ค่าแรงของผู้หญิงในสมัยนั้นน้อยกว่าผู้ชายเป็นอย่างมาก และต้องทำงานในโรงงานวันละไม่ต่ำกว่า ๑๒ – ๑๖ ชั่วโมง สตรีชนชั้นกรรมาชีพพยายามหาทางปลดเปลื้องโซ่ตรวนนี้ ซึ่งการเรียกร้องค่าแรงเท่ากับผู้ชายและลดชั่วโมงการทำงานเป็นประเด็นสำคัญในการเคลื่อนไหว
โดยในการประชุมสากลที่ ๒ ปี ๑๘๘๙ สากลที่ ๒ มีมติให้กำหนดเวลาทำงานวันละ ๘ ชั่วโมง ห้ามการใช้แรงงานเด็ก และแรงงานชายและหญิงต้องเท่ากัน และคลารา เซทคิน (ค.ศ.๑๘๕๗ – ๑๙๓๓) นักปฎิวัติสังคมนิยมจากพรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมันมีบทบาทอย่างมากในการต่อสู้เพื่อการปลดปล่อยสตรีชนชั้นกรรมาชีพ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องค่าแรงที่แตกต่างกันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง .
ในการประชุมครั้งนั้น คลารา เซทคิน ได้ให้คำอธิบายเรื่องนี้ในหัวข้อ “เพื่อการปลดปล่อยสตรี” ได้อย่างลึกซึ้งถึงความชัดเจนเรื่องการต่อสู้ในเรื่องค่าแรงที่แตกต่างกันระหว่างหญิง-ชาย ซึ่งผู้เขียนขอคัดลอกมาจากหนังสือ “คลารา เซทคิน ผู้ให้กำเนิดวันสตรีสากล“ เรียบเรียงโดยสุนทรี วีรอนงค์ ดังนี้
“ความแตกต่างของค่าแรงระหว่างชายและหญิง ก่อให้เกิดปรากฏการณ์แย่งงานกันทำ นี่มิใช่ความผิดของฝ่ายหญิงในเมื่อผู้หญิงก็ทำงานหนักเช่นเดียวกับผู้ชาย มีแต่กรรมกรชายและกรรมกรหญิงร่วมกันช่วงชิงให้ได้มาซึ่งค่าแรงที่เท่ากันเท่านั้น นายทุนจึงไม่สามารถจะใช้ความแตกต่างของค่าแรงหญิง-ชาย มาเพิ่มการขูดรีดแรงงานของชนชั้นกรรมกรและผู้ใช้แรงงานให้หนักยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นการได้ค่าแรงอย่างเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง จึงมิใช่เป็นแต่การคุ้มครองการใช้แรงงานของผู้หญิงเท่านั้น หากยังเป็นการคุ้มครองผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมาชีพโดยรวมด้วย”
คลารา เซทคินยังชี้ให้เห็นว่า “ปัญหาการปลดปล่อยสตรีเป็นปัญหาสังคมที่ใหญ่หลวง ภายใต้ระบบทุนนิยมปัญหานี้ไม่สามารถจะแก้ไขให้ตกไปได้อย่างสิ้นเชิงตลอดไป มีแต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนเเปลงในระบอบสังคมแล้วเท่านั้น ปัญหานี้จึงจะสามารถแก้ให้ตกไปอย่างสมบูรณ์” ซึ่งนั่นหมายความว่า ต้องล้มระบบทุนนิยม ผู้หญิงจึงจะมีสิทธิและเสรีภาพอย่างแท้จริง และนับแต่การประชุมสากลที่ ๒ คลารา เซทคินก็โดดเด่นเป็นอย่างมากในฐานะเป็นผู้บุกเบิกประเด็นการปลดปล่อยสตรีชนชั้นกรรมาชีพอย่างแข็งขัน โดยใช้มุมมองทางชนชั้นในการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยสตรีว่า จะต้องสามัคคีกับชนชั้นกรรมาชีพชาย เพราะกรรมาชีพหญิงและชายมีผลประโยชน์ร่วมกันในการต่อสู้กับระบบทุนนิยม ปัจจุบันนี้แนวคิดเฟมินิสต์ แม้จะเรียกร้องความเท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงในระบบทุนนิยม แต่แนวคิดเฟมินิสต์ก็ขาดประเด็นเรื่องการวิเคราะห์ระบบชนชั้น ทำให้ไม่สามารถสร้างแนวร่วมกับชนชั้นกรรมาชีพชายได้อย่างที่ควรจะเป็น
หลังจากที่ประชุมสากลที่ ๒ ขบวนการฝ่ายซ้ายในยุโรปก็ได้นำมตินี้ไปเผยแพร่ผ่านงานจัดตั้งและให้การศึกษาแก่สตรีกรรมาชีพ คลารา เซทคิท มีบทบาทอย่างมากในการเผยแพร่แนวคิดการปล่อยปล่อยสตรี ซึ่งจากการทำงานจัดตั้งอย่างหนัก ทำให้คนงานหญิงมีความมั่นใจในพลังของตัวเอง จนนำไปสู่การประท้วงนัดหยุดงานกันในเยอรมันเรื่องค่าแรงและชั่วโมงการทำงาน การต่อสู้และการเรียกร้องได้กระจายไปถึงอีกฟากหนึ่งของยุโรปเมื่อกรรมกรหญิงโรงงานทอผ้าในเมืองชิคาโกนัดหยุดงานเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๑๙๐๗ เพื่อเรียกร้องให้ลดชั่วโมงการทำงานลงเหลือวันละ ๘ ชั่วโมง พร้อมทั้งปรับปรุงสวัสดิการในโรงงานและเรียกร้องให้สตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ซึ่งคลารา เซทคินมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในการนำกรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้าซิคาโกนัดหยุดงาน
การประท้วงครั้งนั้นได้รับการสนับสนุนจากสตรีหลายประเทศในเวลานั้น และแม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จและถูกปราบอย่างหนัก แต่ขบวนการสตรีสากลก็ยังคงเดินหน้าต่อไปและในปีถัดมาในวันเดียวกัน คนงานหญิงในนิวยอร์คจำนวน ๑๕,๐๐๐ คนเดินขบวนเรียกร้องให้มีการยุติการใช้แรงงานเด็ก และในวันที่ ๘ มีนาคม ๑๙๑๐ ในการประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยมครั้งที่ ๒ ณ เมืองโคโปเฮเกน คลารา เซทคินในฐานะเลขาธิการสตรีสากลก็ได้เสนอให้ วันที่ ๘ มีนาคม เป็นวันสตรีสากลเพื่อระลึกถึงการต่อสู้ของสตรีชนชั้นกรรมาชีพในเมืองชิคาโก
ประวัติศาสตร์วันสตรีสากลเตือนใจเราว่า ไม่มีสิ่งใดได้มาอย่างง่ายดายทุกอย่างล้วนมาจากการต่อสู้ แต่ชนชั้นนำไทยบิดเบือนวันสตรีสากลให้เหลือเป็นวันแจกสายสะพาย โล่ห์เกียรติยศ ผู้เขียนขออุทิศบทความนี้ให้แก่คุณสำราญ คำกลั่น นักต่อสู้สตรีกรรมาชีพที่ถูกยิงเสียชีวิตจากการเรียกร้องค่าจ้างเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๑๘


