โดย คมกริต
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2024 ที่ผ่านมา เป็นวันที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงและสมาชิกสภาผู้แทนประชาชนทั้งระดับภูมิภาคและประเทศ จากผลโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนหลายสำนัก ผู้ที่น่าจะได้รับเลือกตั้งปรากฎว่า ปราโบโว ซูเบียนโต วัย 72 ปี มีโอกาสดำรงประธานาธิบดีคนที่ 8 ของอินโดนีเซีย อดีตเป็นนายทหารและผู้บังคับบัญชากองกำลังพิเศษ (Kopassus) โดยเฉพาะ หน่วยดอกกุหลาบ (Tim Mwar) ในการลักพาตัว ทรมาน และบังคับสูญหายนักกิจกรรมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยช่วงปี 1997-98 ก่อนระเบียบใหม่จะล่มสลายและ ซูฮาร์โตลาออกจากการเป็นประธานาธิบดี (อรอนงค์ ทิพย์พิมล. 2567)
อันที่จริง นักการเมืองสายพลเรือน โจโก วิโดโด เคยให้ปราโบโวดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมหลังการเลือกตั้งอินโดนีเซียปี 2019 ในช่วงรัฐบาลผสม มีพรรคต่อสู้ประชาธิปไตยอินโดนีเซีย พรรคโกลคา พรรค PKB พรรคประชาธิปไตยแห่งชาติ พรรค PPP และพรรคเกอรินดาที่ปราโบโวสังกัดอยู่ ยิ่งในเร็ว ๆ นี้ ลูกชายคนโตของโจโกวิ นามว่า กีบรัน รากาบูมิง รากา ลงเข้าชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีคู่กับปราโบโว ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการทำให้ปราโบโวได้รับคะแนนโพลสูงลิ่ว เรียกได้ว่าโจโกวิเหมือนน้ำยาฟอกขาวให้กับปราโบโว ทำไมนักการเมืองสายพลเรือนและอดีตนายทหารที่เคยก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติถึงได้ผสมปนเปกันในการเมืองอินโดนีเซีย?
การที่จะทำความเข้าใจการเมืองอินโดนีเซียปัจจุบัน จำเป็นที่จะต้องเชื่อมโยงการต่อสู้ในอดีตด้วย มันต้องผ่านความขัดแย้ง การต่อสู้ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ผู้เขียนจะย้อนไปช่วงก่อนเหตุการณ์ Reformasi ที่ทำให้เผด็จการซูฮาร์โตลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 1998
ขบวนการรีฟอร์มาซี 1998 และขบวนการแรงงาน
ในยุคก่อนที่ซูฮาร์โตจะถูกโค่น พรรคประชาชนประชาธิปไตย (People’s Democratic Party, PRD) ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 1994 ที่เริ่มจากสมาชิก 10 คนจนขยายเป็นร้อย สมาชิกมีส่วนในการร่วมนัดหยุดงานพร้อมกับกรรมาชีพนับหมื่น ท่ามกลางการปราบปรามอย่างโหดเหี้ยม ระหว่างการเลือกตั้งปี 1997 พวกเขาได้แจกใบปลิวหลายหมื่นแผ่นทั่วกัมปง (ชุมชนสลัม) ในกรุงจาการ์ตา ด้วยข้อเขียนแนะนำการเคลื่อนไหวจากแกนนำพรรคถึงสมาชิกคนหนุ่มสาว
นอกจากใบปลิว ยังมีการทำหนังสือพิมพ์ของพรรค “เปิมเบบาซัน” (การปลดแอก) เป็นตัวเชื่อมโยงข้อเรียกร้องต่าง ๆ ในการโค่นล้มระบอบเผด็จการทหารและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง กระแสความโกรธแค้นทั้งเรื่องปากท้องและการเมืองระเบิดขึ้น เมื่อมีการเข้าไปทำลายสำนักงานพรรคประชาธิปไตยอินโดนีเซีย ก็นำไปสู่การการปลุกระดมมวลชน โดยเฉพาะขบวนการแรงงานที่มีการนัดหยุดงานก่อนหน้า แต่การเมืองหลังจากการโค่นล้มซูฮาร์โตและระเบียบใหม่ ยังคงรักษาระบบที่สะสมความมั่งคั่งของชนชั้นปกครอง ถึงแม้ว่าพรรค PRD จะเคยเสนอการก่อตั้งสภาประชาชน แต่มวลชนมีเป้าหมายเฉพาะหน้าเพียงโค่นล้มซูฮาร์โต (หนังสือพิมพ์สังคมนิยมอาเราะห์จวง. 2023)
นอกจากนี้ ชนชั้นนำต่างจัดตั้งพรรคการเมืองของตัวเองและทำแนวร่วมรัฐบาล สมัยแล้วสมัยเล่า ชนชั้นนำจากระเบียบใหม่ก็ผันตัวมาเป็นนักการเมืองด้วยเช่นกัน รวมถึงอดีตนายทหารอย่างปราโบโว
ด้วยพื้นที่ประชาธิปไตยที่ถูกเปิดกว้าง ทำให้มีพรรคฝ่ายซ้ายและขบวนการภาคประชาชนเพิ่มขึ้น เช่น สหพันธ์สังคมนิยม พรรคแรงงาน วงศึกษาสังคมนิยม สมาคมเยาวชนสังคมนิยม พันธมิตรขบวนการภาคประชาชน เป็นต้น และมีเรื่องที่ก้าวหน้าที่ขบวนการในไทยสามารถเรียนรู้ได้คือ ขนบการทำงานมวลชนของพรรคประชาชนประชาธิปไตยยังคงดำรงอยู่ และขยายไปยังฝ่ายซ้ายอื่น ๆ ในอินโดนีเซีย จนเกิดการปะทุจากเบื้องล่างเป็นบางเวลา เช่น ขบวนการต่อต้านกฎหมายสร้างงานปี 2020, ขบวนการรื้อฟื้นรีฟอร์มาซี และขบวนการต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในปาปัวปี 2019, การนัดหยุดงานทั่วไปปี 2012 เป็นต้น ซึ่งพรรคฝ่ายซ้ายก็ยังมีบทบาทในการเมืองกระแสหลักอยู่บ้าง ท่ามกลางความรุนแรงจาก “เจ้าพ่อทางการเมือง” ที่ใช้อำนาจนอกระบบหรือเงินของพวกอภิสิทธิ์ชน


