โดย อาเลคซานดรา คอลอนไท
อาเลคซานดรา คอลอนไท นักปฏิวัติชาวรัสเซีย มองว่า การต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีไม่ใช่แค่เรื่องการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมในการได้รับการศึกษาหรือสิทธิในการได้รับค่าจ้างเท่าชาย ถ้าสตรีจะเสรีจริง เธอต้องปลดโซ่ตรวนอันหนักหน่วงของระบบครอบครัวปัจจุบันออก เพราะการแก้ปัญหาครอบครัวสำคัญไม่น้อยกว่าการได้สิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมทางการเมืองและเศรษฐกิจ ระบบครอบครัวปัจจุบันถูกกำหนดมาจากประเพณีและกฏหมายของสังคมมานานซึ่งกดขี่สตรีจากการเป็นคน จากการเป็นเมีย และจากการเป็นแม่ ในหลายประเทศหญิงกลายเป็นคนที่ต้องพึ่งพาชายในทางกฏหมาย และในกรณีที่การกดขี่ทางกฏหมายสิ้นสุด ก็ยังมีการกดขี่ของ “มุมมองสังคม” บ่อยครั้งหญิงจึงถูกเสนอทางเลือกไว้แค่สองทางคือ การเป็นทาสโดยการแต่งงานกับการเป็นหญิงบริการทางเพศ
ความรักที่เสรีเป็นไปได้หรือไม่ในกรอบการแต่งงานปัจจุบัน
เราสามารถมองข้ามการแต่งงานอย่างเป็นทางการเพื่อแสวงหาความรักเสรีโดยไม่ทำลายผลประโยชน์ของสตรีได้หรือไม่ ในกรอบของสังคมปัจจุบัน การแต่งงานคือหลักประกันอันเดียวที่ช่วยปกป้องไม่ให้หญิงต้องรับภาระในการเลี้ยงดูลูกแต่ผู้เดียวตลอดไป ดังนั้นความรักเสรีจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมีการปรับเปลี่ยนระบบความสัมพันธ์พื้นฐานของคนในสังคมและความสัมพันธ์ทางการผลิตให้ทุกคนเท่าเทียมกัน เพื่อโอนภาระงานจากครอบครัวปัจเจกไปสู่สังคมและรัฐ แต่เราจะหวังอะไรได้จากรัฐปัจจุบันของชนชั้นนายทุนในการรับเอาภาระความเป็นแม่มาเป็นภาระของส่วนรวม
เมื่อหญิงออกไปทำงานและเลี้ยงตนเองได้ ความเป็นไปได้ของความรักเสรีมีมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับหญิงชั้นสูงที่มีรายได้ดี แต่สำหรับหญิงกรรมาชีพที่มีรายได้เกือบไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงตนเอง ความสัมพันธ์ทางเพศไม่ว่าจะอยู่ในกรอบการแต่งงานหรือไม่ เป็นเรื่องยากลำบาก ดังนั้น การยกเลิกการจดทะเบียนแต่งงานในทางกฏหมายที่พวกเฟมินิสต์บางคนเสนอว่าจะปลดแอกหญิงจากครอบครัวได้ เป็นเพียงการต่อสู้กับปัญหานามธรรมโดยไม่พิจารณาความสัมพันธ์ทางการผลิตที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างทุนกับแรงงาน
ความสัมพันธ์ทางเพศเพื่อหนีความเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างไม่ก่อให้เกิดความรัก
อีกทั้ง ยังมีเรื่องของความสัมพันธ์ทางสังคมในรูปแบบทรัพย์สิน ความขัดแย้งทางชนชั้น และโลกแห่งศีลธรรม/ศาสนาแบบปัจเจก เรายังมีชีวิตดำรงอยู่ภายใต้ความเปล่าเปลี่ยวของวิญญาณ ในระบบปัจจุบันมนุษย์รู้สึกโดดเดี่ยวแม้อยู่ในเมืองแออัดเต็มไปด้วยเสียงคน หรือแม้อยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงและเพื่อนร่วมงาน ดังนั้น มนุษย์มักใฝ่ฝันและพยายามแสวงหา “เพื่อนตาย” หรือ “คู่วิญญาณของตน” ในเพศตรงข้ามเสมอ การแสวงหาคู่วิญญาณดังกล่าวเป็นไปอย่างผิดธรรมชาติในลักษณะการหาเหยื่อ เพราะมนุษย์มองว่ามีแต่ความรักเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาความเปล่าเปลี่ยวของตนได้ เราจึงเห็นว่า บ่อยครั้งชายกับหญิงเข้าหากันเพื่อแสวงหาตนเองผ่านคู่นอนและเพื่อหาความสุขทางกายและใจ การที่เขาจะแต่งงานกันหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่ละคนมักจะไม่คำนึงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับคู่ของตนทางจิตใจ พูดง่ายๆ เรารักไม่ค่อยเป็น โดยหลงคิดว่าความรักทำให้เขามีสิทธิ์ในวิญญาณของอีกคน สิทธิ์ที่จะสร้างความอบอุ่นให้กับตัวเองจากความใกล้ชิดและความเห็นใจ เราถูกสอนให้สนใจแต่ตัวเราเองเท่านั้น เราถูกสอนให้เชื่อว่า เราจะมีความสุขได้จากการ “รัก” คนที่ใกล้ชิดโดยไม่ต้องเสียสละอะไร
ระบบครอบครัวที่กดขี่สตรี
ระบบครอบครัวที่ผู้หญิงถูกกดขี่ ถูกมอบหมายให้เป็นผู้ทำงานบ้านหลัก แทนที่จะมีบทบาทในโลกภายนอกมากขึ้น แต่เธอก็ยังไม่กล้าแยกตัวออก เธอประดับโซ่ตรวนของเธอในครอบครัวด้วยดอกไม้แห่งความรัก ทั้งชายและหญิงยังแสวงหาที่พึ่งในครอบครัวต่อไปทั้งๆ ที่มันให้ความสุขและความอบอุ่นตามความคาดหวังไม่ได้ เพราะอะไร? สาเหตุหนึ่งก็มาจากการที่เรามองว่า มันยังดีกว่าโลกภายนอก ถ้าไม่มีครอบครัวเราจะโดดเดี่ยวและขาดความอบอุ่น อีกสาเหตุหนึ่งมาจากความต้องการของระบบทุนที่จะผลิตแรงงานรุ่นต่อไป โดยโยนภาระการเลี้ยงดูลูกให้เป็นเรื่องส่วนตัวแทนเรื่องส่วนรวม และอีกสาเหตุหนึ่งคือ ระบบครอบครัวบรรเทาความไร้มนุษยธรรมในโลกภายนอกจนทำให้เราตาบอดถึงความโหดร้ายของระบบ แทนที่เราจะตั้งคำถามกับระบบทุนนิยมที่กดขี่ เรากลับทะเลาะตบตีกับคู่รักภายในครอบครัวแทน (หรือทนทุกข์กับความรุนแรงในบ้าน-ผู้เขียน)
ฉะนั้น ในสังคมอนาคตเราควรจะเรียนรู้เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางเพศที่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานเสรีภาพ ความเท่าเทียมและมิตรภาพแท้ เราต้องแก้นิสัยใจคอของมนุษย์อย่างจริงจังเพื่อเพิ่มศักยภาพในการรักคนอื่น และการแก้นิสัยใจคอดังกล่าวของมนุษย์จำต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมระดับพื้นฐานเพื่อสร้างสังคมคอมมิวนิสต์เพราะเราไม่มีทางอื่นแล้ว

