โดย วัฒนะ วรรณ
ระบบเศรษฐกิจและการเมืองไทยปัจจุบันไม่ใช่ระบบการปกครองล้าหลังแบบอดีตยุคไพร่ ทาส แต่เป็นระบบที่ทันสมัยที่สุดในยุคนี้ที่เรียกว่าระบบทุนนิยม ระบบเสรีนิยมที่มีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งมีบทบาทอำนาจเหนือประชาชน ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยทั้งหมดสังกัดชนชั้นนายทุน มีบทบาทอำนาจเช่นเดียวกับชนชั้นนายทุนประเทศอื่นๆ โดยใช้รูปแบบการบริหารสังคมด้วยระบบประชาธิปไตยครึ่งใบที่ในทางการเมืองจะปล่อยให้มีการเลือกตั้งบ้าง (บางครั้งก็อาศัยอำนาจเผด็จการเต็มรูปแบบ) แต่อำนาจบริหารเศรษฐกิจใช้ระบบเผด็จการโดยชนชั้นนายทุน
ดังนั้นระบบทุนนิยมจึงได้สร้าง “รัฐทุนนิยม” ขึ้นเพื่อทำหน้าที่ขจัดความขัดแย้งของชนชั้นระหว่างชนชั้นนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพ โดยเองเกิลส์กล่าวว่า
“สังคมนี้ได้แตกแยกออกเป็นปฏิปักษ์อันไม่อาจออมชอมกันได้, ซึ่งสังคมไร้อำนาจที่จะขจัดปัดเป่า แต่เพื่อว่าความเป็นปฏิปักษ์เหล่านี้ และชนชั้นทั้งหลายที่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจขัดกัน จะไม่เผาผลาญตัวเองและสังคมในการต่อสู้ที่ไร้ประโยชน์ จึงจำเป็นต้องมีอำนาจหนึ่งสถิตอยู่เหนือสังคม เพื่อทำหน้าที่บรรเทาความขัดแย้ง, ทำหน้าที่จำกัดความขัดแย้งให้อยู่ภายในวงของ ‘ระเบียบ’ และอำนาจนี้เอง ซึ่งถือกำเนิดออกมาจากสังคม แต่วางตัวอยู่เหนือสังคม และทำตัวเองให้ห่างเหินแปลกหน้าจากสังคมทุกขณะ คือรัฐ” (หน้า 177-178 ฉบับภาษาเยอรมันพิมพ์ครั้งที่ 6)
โดยรัฐใช้การปกครองสองรูปแบบ หนึ่ง ใช้อำนาจดิบ (เถื่อน) ด้วยกองกำลังติดอาวุธ บางครั้งใช้อันธพาลฟาสซิสต์ สอง ใช้อำนาจอ่อน “การครองใจ” การพยายามสร้างภาพว่ารัฐเป็น “กลาง” โครงสร้างอำนาจต่างๆ ของรัฐเป็นกลาง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอำนาจทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ในงาน “สมุดบันทึกจากคุก” ของกรัมชี่อธิบายไว้ว่า ในประเทศที่พัฒนาระบบประชาธิปไตยมานาน ชนชั้นปกครองจะสร้างสถาบันขึ้นมามากมายใน “ประชาสังคม” (Civil Society) สถาบันดังกล่าวมีไว้เพื่อครอบงำความคิดของพลเมือง ดังนั้นปัญหาใหญ่ของนักมาร์คซิสต์คือ จะทำอย่างไรจะแย่งชิงอิทธิพลทางความคิดหลักในสังคมที่เดิมเป็นของชนชั้นปกครองมาเป็นของชนชั้นกรรมาชีพ (ใจ อึ๊งภากรณ์, ๒๕๔๕, น.๒๑๗)
กรัมชี่อธิบายว่า ในสมองของกรรมาชีพจะมีความขัดแย้งอยู่เสมอระหว่างความคิด “กระแสหลัก” ที่ถูกครอบงำโดยสถาบันต่างๆ เช่น โรงเรียน ครอบครัว สื่อ ศาสนา บางครั้งกรรมาชีพอาจจะถูกสอนว่า ผู้ปกครอง ชนชั้นนำ ทำงานหนักเพื่อประชาชน แต่ในชีวิตจริงกรรมาชีพที่ทำงานหนักเฉลี่ยวันละ ๑๐ กว่าชั่วโมง กลับมีชีวิตที่ยากลำบากแตกต่างจากผู้ปกครองชนชั้นบน ที่มีชีวิตสุขสบาย
การครองใจกระทำไปเพื่อสร้างความชอบธรรมในการมีอำนาจปกครองทางการเมืองและคงความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบเดิมที่เป็นประโยชน์ต่อชนชั้นนายทุน เพราะระบบทุนนิยมอยู่ได้ด้วยการ “ขโมย” มูลค่าส่วนเกินของกรรมาชีพที่ผลิตสินค้าไปเป็นของตนเองและสะสมทุนเพื่อนำไปขยายการผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่มีการครองใจจะไม่สามารถขูดรีดกรรมาชีพได้นาน เพราะการบังคับด้วยอำนาจดิบเถื่อนจะทำได้สั้นๆ เนื่องจากกรรมาชีพเป็นคนกลุ่มใหญ่และนายทุนเป็นคนกลุ่มน้อย ถ้ากรรมาชีพกบฏนายทุนจะสู้ไม่ได้
การจะต่อสู้กับเผด็จการทุนนิยมที่ชนชั้นปกครองประกอบไปด้วยคนหลายกลุ่มโดยมีแกนกลางคือกองทัพ (กองกำลังติดอาวุธ) แบบไทยจำเป็นต้องทำสองอย่างพร้อมกัน หนึ่ง การลดอิทธิพลทางความคิดของชนชั้นปกครอง โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนลุกขึ้นต่อสู้ เพราะรัฐที่เคยอ้างว่าเป็นกลางจะแสดงธาตุแท้ของมันออกมา พวกนี้พร้อมสนับสนุนอันธพาลมาทำร้ายประชาชนที่เรียกร้องเสรีภาพ สอง การเคลื่อนไหวทางสังคม เช่น การชุมนุม การนัดหยุดงาน ดังคำที่กรัมชี่ เคยกล่าวไว้ว่าต้องทำ “สงครามจุดยืน” และ “สงครามขับเคลื่อน” ไปพร้อมกัน

