เสรีภาพสื่อมีมากกว่าแค่ “สื่อ”

โดย กองบรรณาธิการ

              เหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2567 ผู้สื่อข่าวประชาไทและช่างภาพอิสระถูกตำรวจ สน.พระราชวังจับกุมตัว ตามหมายจับของศาลอาญาวันที่ 22 พ.ค. 2566 ข้อหาสนับสนุนทำลายโบราณ ที่มีนักกิจกรรมคนหนึ่งพ่นสีกำแพงวังเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2566 ได้สร้างความไม่พอใจแก่เพื่อนสื่อ นักเคลื่อนไหวจำนวนมาก มีการประณามและเรียกร้องให้ตำรวจปล่อยตัวพวกเขาทันที ถือเป็นการคุกคามเสรีภาพของสื่อ เพราะการรายงานข่าวไม่ใช่อาชญากรรม ไม่ถือเป็นการร่วมกระทำ เพราะไปตามหมายข่าว และเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจไม่ถูกต้องอย่างเห็นได้ชัด ไม่ออกหมายเรียกและหมายจับย้อนหลังไปเกือบปี ยัดเยียดความผิดให้แก่สื่ออิสระ และยังสะท้อนการใช้ความรุนแรงของข้าราชการติดอาวุธด้วย

              กระแสการตื่นตัวเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนกลับมาอีกครั้ง ก่อนหน้าการคุกคามสื่อมวลชนเกิดขึ้นมาโดยตลอดยามเกิดกระแสความขัดแย้งทางการเมืองสูง เช่น การจับกุมสื่อที่ถ่ายทอดสดฝั่งตำรวจตอนม็อบ 16 ตุลา 63 การจับกุมและทำร้ายร่างกายสื่อเมื่อ 28 กุมภา 64 สื่ออิสระ 2 ราย ถูกจับขณะถ่ายทอดสดในม็อบ 13 กันยา 64 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอและทหารพรานเข้าตรวจค้นบ้าน บรรณาธิการสื่อทางเลือกในพื้นที่ปาตานี มี.ค. 66 ฯลฯ สื่อทำให้เราเห็นภาพการทำงานและเหตุการณ์ต่าง ๆ อีกมุมมอง มันแสดงให้เห็นว่า การคุกคามเสรีภาพสื่อเท่ากับพยายามปิดหูปิดตาประชาชนด้วย

              อีกทั้งเหตุการณ์จับกุมนักข่าวและช่างภาพเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับการที่กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันฯ และนักรบเลือดสีน้ำเงินปกป้องราชบัลลังก์ซึ่งเป็นฝ่ายขวา ได้เข้าทำร้ายนักกิจกรรมและสื่ออิสระ เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 67 มีการข่มขู่ไม่ให้ถ่ายรูป พร้อมกับทำลายอุปกรณ์สื่อ ห้ามนักข่าวประชาไทเข้าไปในเหตุการณ์ ก่อนหน้านี้ กลุ่ม ศปปส.ก็ยังข่มขู่สื่ออิสระเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 66 หน้าศาลอาญารัชดา ซึ่งกลายเป็นเรื่องวิตกกังวลมากขึ้นภายใต้รัฐบาลนั่งร้านเผด็จการ รวมทั้งสมาคมสื่อนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยก็ไม่ได้เป็นปากเสียงกรณีนี้อย่างเต็มที่

              อย่างไรก็ตาม ในยามที่เหตุการณ์ความขัดแย้งลดลง ในชีวิตประจำวันปกติ ยังมีข้อสงสัยอีกว่า สื่อมีเสรีภาพจริงหรือ? โดยเฉพาะสื่อกระแสหลักที่เดินตามแนวทางเสรีนิยม การพึ่งเอกชน บริษัทใหญ่ ภายใต้ระบบทุนนิยม ก็อาจไม่มีเสรีภาพจริง คือการนำเสนอข่าวหรือการเลือกหยิบข่าวมาเสนอที่อาจเสริมวาระทางการเมืองหรือคุณค่าบางอย่างของสังคม การเปิดโปงปัญหา ที่อาจไปไม่ถึงความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม การยอมเซ็นเซอร์ตัวเอง การปิดกั้นเสรีภาพในการรวมตัวของกรรมาชีพสื่อ  ถึงแม้กรรมาชีพสื่อจะอยากมีอิสระก็ตาม ส่วนสมาคมสื่อที่รวมตัวแทนจากฝ่ายบริหารสื่อและเจ้าของกิจการสื่อก็อาจไม่สามารถประกันความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เสรีภาพและสวัสดิภาพของกรรมาชีพได้เท่าที่ควร ทั้งมีผลประโยชน์แตกต่างจากสหภาพแรงงานสื่อที่มาจากการรวมตัวของกรรมาชีพ

              ท่ามกลางการเคลื่อนไหวในระบบทุนนิยมนี้ เรายังสามารถสร้างสื่อที่ถ่ายทอดความจริงที่รอบด้านและเสนอการวิเคราะห์ที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ได้ ยกตัวอย่างเช่น หนังสือพิมพ์ อาเราะห์จวง (Arah Juang/IndoLeft) ขององค์กรฝ่ายซ้ายในอินโดนีเซีย หนังสือพิมพ์และสื่อวิดิทัศน์ขององค์กรสมานฉันท์แรงงานในเกาหลีใต้ และสื่อของพรรคแรงงานในฟิลิปปินส์ เป็นต้น สื่อเหล่านี้เสนอข่าวการต่อสู้ระดับรากหญ้าบวกเชื่อมกับการเมืองภาพใหญ่จนถึงระดับสากล แต่มันยังหมายถึง การต่อสู้เพื่อขยายเสรีภาพสื่อจะต้องทำไปพร้อม ๆ กับการสร้างองค์กรโดยคนธรรมดา

              ชาวสังคมนิยมมองว่า ต้องสร้างสื่อมวลชนที่มีเสรีภาพแท้จริง เช่น มีสถาบันสื่อสาธารณะ ที่ใช้เงินภาษีของประชาชน ไม่ควรอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาล กองทัพ และบริษัทเอกชน  แต่ต้องมีการบริหารโดยใช้ระบบสามส่วน ที่ประกอบไปด้วยตัวแทนของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ตัวแทนของผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ศิลปิน ผู้ทำรายการ ผู้แทนชุมชน ฯลฯ และตัวแทนของสหภาพแรงงาน ซึ่งนั่นคือต้องสนับสนุนเสรีภาพในการรวมตัวจัดตั้งสหภาพแรงงาน

              สื่อทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ ภาพยนตร์ โซเชียล อินเทอร์เน็ต ไม่ควรถูกรัฐเซ็นเซอร์หรือปิดกั้น โดยเฉพาะสื่อที่เคารพความเป็นมนุษย์ของทุกคนเท่าเทียมกัน ประชาชนต้องเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการทำสื่อทุกรูปแบบ เพื่อประกันว่าสังคมได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ความจริงที่รอบด้าน เพื่อวิจารณ์และตรวจสอบอำนาจรัฐและทุนทุกองค์กรทุกสถาบันในสังคมได้ ที่สำคัญ ในเวลานี้มาร่วมกันปกป้องสิทธิ เสรีภาพและสวัสดิภาพของคนทำสื่อให้พ้นจากการครอบงำและการคุกคามของรัฐอำนาจนิยม

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ