ปฏิวัติถาวร แนวทางเดียวสู่เสรีภาพของชาวปาเลสไตน์

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

​ถ้าเราเข้าใจสถานการณ์ในปาเลสไตน์ เราจะเข้าใจว่าข้อเสนอเรื่อง “สองรัฐ” (ปาเลสไตน์กับอิสราเอล) ที่มาจากผู้นำสหรัฐ อังกฤษ และอียู เป็นการหลอกลวงชาวโลก เพื่อสร้างภาพปลอมว่าชนชั้นปกครองตะวันตกแคร์เรื่องชาวปาเลสไตน์ท่ามกลางการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ประชาชนในฉนวนกาซาโดยรัฐไซออนิสต์อิสราเอล การออกมาพูดแบบนี้ของมหาอำนาจตะวันตกเกิดจากความกลัวว่าการประท้วงต่อต้านการกระทำของอิสราเอลและความไม่พอใจกับรัฐบาลตะวันตก จะนำไปสู่การกบฏครั้งยิ่งใหญ่ในตะวันออกกลาง

​คนธรรมดาหลายคนที่ไม่มั่นใจว่าการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเกิดได้จริง ก็อาจหวังว่าแนวทาง “สองรัฐ” อาจเป็นคำตอบ ทั้งๆ ที่ประวัติศาสตร์และความเป็นจริงพิสูจน์ว่ามันไม่ใช่

​ส่วนรัฐบาลไซออนิสต์ของอิสราเอลเลิกสนับสนุนแนว “สองรัฐ” นานแล้ว เพราะต้องการไล่และฆ่าล้างชาวปาเลสไตน์ออกไปจากดินแดนให้หมด

ที่มาของแนว “สองรัฐ”

​ข้อเสนอเรื่อง”สองรัฐ” มาจาก “ข้อตกลงเมืองออสโล” ในปี 1993 ซึ่งยิตส์ฮัก ราบิน นายกรัฐมนตรีอิสราเอล, บิล คลินตัน ประธานาธิบดีสหรัฐ และยัสเซอร์ อาราฟัต ประธานองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ร่วมกันลงนาม

​แต่ข้อตกลงนี้เป็นข้อตกลงหลอกลวงเพราะไม่มีการระบุอย่างแน่ชัดว่ารัฐปาเลสไตน์จะเกิดขึ้นอย่างไร และอิสราเอลจะถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่เมื่อไหร่ มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการของจักรวรรดินิยมสหรัฐที่จะกดดันให้แกนนำชาวปาเลสไตน์และผู้นำประเทศอาหรับในตะวันออกกลางยอมรับประเทศอิสราเอลและทำข้อตกลงกับจักรวรรดินิยมสหรัฐ ที่เริ่มตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 70

​ปัจจุบันนี้รัฐบาลอียิปต์และจอร์แดนยอมรับอิสราเอลอย่างเป็นทางการและก้มหัวให้สหรัฐ ซึ่งมีประโยชน์ต่อผู้นำประเทศเหล่านี้ เพราะอียิปต์ได้รับเงินสนับสนุนทางทหารจากสหรัฐเป็นอันดับสองรองจากอิสราเอล

​“สองรัฐ” เป็นไปไม่ได้

​ลองคิดดู ถ้าจะสร้างรัฐปาเลสไตน์อิสระในพื้นที่ จะต้องถอนชาวยิวออกจากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน ชาวยิวเหล่านี้บุกเข้ามายึดที่ดินของชาวปาเลสไตน์ในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดนมากขึ้นตามลำดับหลังข้อตกลงออสโล โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอิสราเอลและการปิดหูปิดตาของสหรัฐและอังกฤษ ทุกวันนี้ชาวยิวเหล่านี้ฆ่าประชาชนปาเลสไตน์ในพื้นที่ และทำลายการเกษตรของเขาตามอำเภอใจ

​ปัจจุบันนี้ ในพื้นที่ที่อิสราเอลคุมที่เดิมเป็นดินแดนปาเลสไตน์ มีชาวปาเลสไตน์ 7.5 ล้านคน อาศัยอยู่ในกาซา ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน และในเมืองเยรูซาเลมตะวันออก ซึ่งในจำนวนนี้ไม่รวมผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์จำนวนมากในประเทศรอบข้าง

​ในอิสราเอลมีชาวยิว 7 ล้านคน

​แต่ปัญหาคือชาวยิว 7 ล้านคนครองที่ดิน 80% ในขณะที่ชาวปาเลสไตน์ครองที่ดินแค่ 20% เอง ถ้าเขตแดนของรัฐปาเลสไตน์จะกำหนดจากความจริงปัจจุบันมันจะเป็นการแบ่งพื้นที่อย่างไม่เป็นธรรมแบบสุดขั้ว

​ประธานาธิบดีไบเดนและผู้นำอังกฤษกับอียู ตั้งเงื่อนไขว่าจะสนับสนุนรัฐอิสระของปาเลสไตน์ถ้าไม่มีฮามาส แต่ฮามาสมาจากการเลือกตั้งของชาวปาเลสไตน์และได้รับการสนับสนุนในหมู่ชาวปาเลสไตน์ทั่วพื้นที่ เพราะประชาชนหมดศรัทธาในกลุ่มฟาตาห์ที่คุมรัฐบาลปาเลสไตน์ในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน สรุปแล้วผู้นำตะวันตกจะกำหนดว่าใครสามารถปกครองชาวปาเลสไตน์ได้โดยไม่ฟังเสียงประชาชน

​อิสราเอลมีเป้าหมายในการปกครองพื้นที่ทั้งหมดของปาเลสไตน์และไม่สนใจที่จะให้มีรัฐอิสระของชาวปาเลสไตน์เลย

​รัฐบาลหุ่นของปาเลสไตน์ในเขตฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน ไม่มีความอิสระแต่อย่างใด แต่ถูกควบคุมโดยอิสราเอล อิสราเอลเพียงแต่ยกให้รัฐบาลปาเลสไตน์บริหารควบคุมประชาชนและให้บริการบางอย่าง โดยที่อิสราเอลไม่ต้องเสียเวลา นอกจากนี้กองกำลังตำรวจของรัฐบาลปาเลสไตน์ก็ทำงานแทนทหารอิสราเอลในการควบคุมประชาชน และงบประมาณของรัฐบาลปาเลสไตน์ถูกควบคุมโดยอิสราเอล เพราะภาษีส่วนใหญ่ที่ใช้ในงบประมาณเก็บโดยอิสราเอล และเมื่อใดที่อิสราเอลไม่พอใจก็จะงดส่งเงินให้

​แม้แต่ในกาซาที่ปกครองโดยฮามาส กาซาไม่ได้มีอิสรภาพ เพราะอิสราเอลสามารถปิดกั้นไม่ให้เชื้อเพลิงกับอาหารเข้ามาได้ และรัฐบาลอียิปต์ก็ช่วยอิสราเอลโดยปิดทางเข้าสู่กาซาที่ติดกับอียิปต์

​ถึงทางตัน

​ประสบการณ์ของการนำโดยองค์กรณ์ฟาตาห์และฮามาส มีจุดจบเดียวกัน คือโศกนาฏกรรม ทั้งๆ ที่ฮามาสเกิดขึ้นจากความไม่พอใจในการประนีประนอมของฟาตาห์ จุดจบที่ว่านี้คือสงครามที่ไม่มีที่สิ้นสุดกับอิสราเอล และการพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐบาลอาหรับที่พร้อมจะหักหลังชาวปาเลสไตน์เสมอ ปัญหานี้มาจากแนวทางต่อสู้ของทั้งฟาตาห์และฮามาส ที่เน้น “การปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตย” แทนที่จะเน้น “การปฏิวัติถาวร”

​การปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตย

​การปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตยคือแนวทางกู้ชาติที่มีเป้าหมายในการสร้างชาติในระบบทุนนิยมในรูปแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในเวียดนาม แอฟริกาใต้ อินเดีย หรือในอดีตเมืองขึ้นของตะวันตกทั่วโลก มันเป็นเป้าหมายของกลุ่มคนที่ต้องการขึ้นมาเป็นชนชั้นนายทุนในประเทศอิสระ

​คนที่ศึกษาแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจะทราบดีว่าการปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตย หมายถึงการทำแนวร่วมกับชนชั้นนายทุนและการลดความขัดแย้งระหว่างชนชั้น “เพื่อชาติ”

​ในกรณีปาเลสไตน์มันนำไปสู่การทำแนวร่วมกับชนชั้นปกครองอาหรับในประเทศรอบข้าง และบางทีการประนีประนอมกับจักรวรรดินิยมตะวันตกอีกด้วย โดยมีความหวังว่าชนชั้นปกครองอาหรับและจักรวรรดินิยมจะอนุญาตให้รัฐปาเลสไตน์มีที่ยืน แต่ประเทศจักรวรรดินิยมตะวันตกและชนชั้นปกครองอาหรับต้องการกีดกันการเกิดขึ้นของรัฐปาเลสไตน์เสมอ ในกรณีสหรัฐกับอังกฤษก็เพราะอิสราเอลเป็นเครื่องมือที่ดีในการคุมตะวันออกกลางไม่ให้ตะวันตกเสียผลประโยชน์ และในกรณีชนชั้นปกครองอาหรับ ก็เพราะมีการตัดสินใจนานแล้วว่าผลประโยชน์ที่ได้จากการเข้ามาผูกมิตรกับตะวันตกและอิสราเอลสำคัญกว่าการช่วยเหลือปาเลสไตน์ นอกจากนี้มีความกลัวว่าการปลุกระดมการลุกฮือของชาวปาเลสไตน์จะเขย่าอำนาจตนเอง

​การปฏิวัติถาวร

​การปฏิวัติถาวรคือการปฏิวัติ “จากล่างสู่บน” โดยกรรมาชีพและคนจน เพื่อปลดแอกประชาชนและสร้างสังคมใหม่ที่ต่างจากระบบที่ดำรงอยู่ ตัวอย่างที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์คือการปฏิวัติรัสเซียปี 1917 ที่นำโดยชนชั้นกรรมาชีพและมีผลในการล้มระบบทุนนิยมเป็นเวลาประมาณสิบปี ในที่สุดมันไม่สำเร็จเพราะนักปฏิวัติสังคมนิยมในยุโรปไม่สามารถขยายการปฏิวัติไปสู่เยอรมันและประเทศพัฒนาอื่นๆ มันต่างจากการปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในยุคสตาลินหลังจากที่การปฏิวัติรัสเซียล้มเหลว เช่นการปฏิวัติจีน เวียดนาม แอฟริกาใต้ ฯลฯ ที่ไม่ได้ยกเลิกระบบกดขี่ขูดรีดของทุนนิยมหรือนำไปสู่อำนาจการปกครองของกรรมาชีพแต่อย่างใด

​กรรมาชีพปาเลสไตน์มีอำนาจจำกัด

​ในการต่อสู้ล้มเผด็จการหรือการพยายามล้มรัฐบาล เช่นในแอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ อินเดีย อียิปต์ หรือซูดาน พลังของชนชั้นกรรมาชีพมีความสำคัญมากในการพยายามปลดแอกประชาชน เพราะกรรมาชีพอยู่ในใจกลางระบบการผลิต แต่ในกรณีกรรมาชีพปาเลสไตน์เขาถูดกีดกันออกจากศูนย์กลางระบบการผลิตของอิสราเอล โดยเฉพาะภาคไฮเทค แปลว่ากรรมาชีพและคนจนในปาเลสไตน์จะต้องหาแนวร่วมในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพและคนจนในประเทศอาหรับรอบข้าง ส่วนกรรมาชีพในอิสราเอลถูกซื้อตัวไปสนับสนุนระบบไซออนิสต์นานแล้ว

​ชนชั้นปกครองอาหรับไม่ใช่มิตรแท้ของชาวปาเลสไตน์

​ในหลายๆ ประเทศรอบข้างปาเลสไตน์ ชนชั้นปกครองอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นปกครองของประเทศที่ชอบหรือไม่ชอบสหรัฐ มีการกดขี่ชาวปาเลสไตน์ที่ไปอาศัยในประเทศเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่นในซีเรีย เลบานอน หรือในจอร์แดนที่มีเผด็จการกษัตริย์เป็นต้น ในกรณีจอร์แดนประชาชนจำนวนมากเป็นคนปาเลสไตน์ที่ถูกทำให้เป็นพลเมืองชั้นสอง

​ในขณะเดียวกันรัฐบาลอาหรับต่างๆ ล้วนแต่เป็นเผด็จการที่กดขี่พลเมืองของตนเองที่ไม่ใช่ชาวปาเลสไตน์ด้วย ซึ่งสร้างความไม่พอใจไม่น้อย นี่คือพื้นฐานที่เป็นไปได้ของการทำแนวร่วมระหว่างชาวปาเลสไตน์กับกรรมาชีพหรือคนจนในประเทศรอบข้าง

​ในเลบานอน ระบบการปกครองเน้นการแบ่งแยกเชื้อชาติศาสนาเพื่อปกครอง และเพื่อการผูกขาดอำนาจของขุนศึกต่างๆ แต่ในปี2019 ประชาชนธรรมดาลุกฮือเป็นแสนในหลายเมือง หลังจากเกิดวิกฤตทางการเงิน มีการรวมตัวกันข้ามเชื้อชาติภายใต้คำขวัญว่า “เราคือการปฏิวัติเดือนตุลา” เป้าหมายคือพวกอภิสิทธิ์ชนและธนาคารต่างๆ และมีการแสดงความไม่พอใจในระบบแบ่งแยกเพื่อปกครองอีกด้วย ก่อนหน้านั้นในขณะที่อิสราเอลกำลังโจมตีเลบานอนในปี 2006 ประชาชนจากเชื้อชาติต่างๆ ก็รวมตัวกันเพื่อแจกจ่ายสวัสดิการกับประชาชนที่เป็นเหยื่อสงครามของอิสราเอล

​ในอียิปต์เกือบทุกครั้งที่รัฐบาลเผด็จการยอมให้มีการประท้วงเรื่องปาเลสไตน์ เพื่อลดความตึงเครียดในสังคม การประท้วงเหล่านั้นจะขยายไปสู่การแสดงความไม่พอใจในชนชั้นปกครองอียิปต์ และในการลุกฮืออาหรับสปริง มีการเดินขบวนไปที่กาซาเพื่อเปิดด่านที่พรมแดน

​แต่ตั้งแต่ผู้นำอียิปต์ทำข้อตกลงกับจักรวรรดินิยมตะวันตกและอิสราเอล พรรคการเมืองกระแสหลัก แม้แต่พรรคมุสลิม ก็สนับสนุนการผูกมิตรกับอิสราเอล

​ทุกวันนี้อียิปต์มีวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งร้ายแรงขึ้นหลังจากสงครามล่าสุดของอิสราเอล ซึ่งทำให้กรรมาชีพและคนจนในอียิปต์เดือดร้อนมาก และแน่นอนองค์กรไอเอ็มเอฟก็ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลตัดสวัสดิการรัฐที่เป็นประโยชน์กับคนจน

​ความไม่พอใจของกรรมาชีพและคนจนในประเทศต่างๆ สามารถรวมเข้ากับความไม่พอใจของชาวปาเลสไตน์จนกลายเป็นกระแสเดียวกันได้ คือกระแสการปฏิวัติจากล่างสู่บนที่ล้มชนชั้นปกครองอาหรับ และท้าทายอำนาจจักรวรรดินิยมตะวันตกกับอำนาจรัฐบาลอิสราเอลพร้อมกันได้ นี่คือการปฏิวัติถาวรในตะวันออกกลางและเป็นแนวที่นักมาร์คซิสต์สังคมนิยมจะต้องผลักดัน

​แต่เราเห็นชัดว่าฮามาสไม่เคยเรียกร้องให้มีการล้มชนชั้นปกครองอาหรับเลย เส้นทางสู่การปลดแอกชาวปาเลสไตน์ เป็นเส้นทางเดียวกับการปลดแอกกรรมาชีพและคนจนในตะวันออกกลาง และขบวนการปลดแอกดังกล่าวจะต้องไม่แบ่งแยกเรื่องเศรษฐกิจออกจากเรื่องการเมือง จะต้องต่อต้านการกดขี่ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศหรือเชื้อชาติ และจะต้องมีการรวมตัวกันและจัดตั้งที่อิสระจากนักการเมืองหรือผู้นำกระแสหลักเสมอ

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ