สัมภาษณ์ กันตินันท์ วิริยะสวัสดิ์
สัมภาษณ์โดย สมาชิกสังคมนิยมแรงงาน
ช่วยแนะนำตัวเบื้องต้นหน่อยครับ บรรจุเข้ามาเป็นครูมาได้กี่ปีแล้ว
เราชื่อกันตินันท์ วิริยะสวัสดิ์ บรรจุมาเป็นครูได้ปีกว่าๆ ครับ อยู่ในสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ณ โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์ครับ
ภาระงานของครูจบใหม่มีอะไรบ้าง
อย่างแรกเลยก็ต้องมีงานสอน ตอนเราเข้ามา พอได้รับตารางสอนแล้วก็ไปสอนตามห้องเลย มันจะชอบมีความคิดเห็นว่า คุณครูไม่ได้สอนแค่วิชาการ แต่จะต้องสอนให้เด็กเป็นคนดีด้วย ความคิดเห็นแนวนี้ ถ้าให้เราหาเหตุผลมาอธิบาย ก็คงอันเนื่องมาจาก เอกสารบางชิ้นที่ประเทศเราใช้เป็นแม่บทในการจัดการศึกษา คือ หลักสูตรแกนกลางฯ พุทธศักราช 2551 ซึ่งมันระบุเนื้อหาที่เป็น Content แต่ในขณะเดียวกันมันก็ระบุคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ที่ให้คนรักชาติ รักความเป็นไทย หรือเจตคติต่าง ๆ ที่รัฐอยากให้เด็ก ๆ มี เข้าไปด้วย ซึ่งถ้าใครที่มองโครงสร้างไม่ออก อาจจะจำแต่หลักการคร่าว ๆ ว่าต้องสอนให้เด็กเป็นทั้งคนเก่งและคนดี ปัญหาสำคัญคือ ตอนนี้ปี 2567 แปลว่าเอกสารที่เขียนในปี 2551 ค่อนข้างล้าสมัยไปแล้วกับการศึกษาในปัจจุบัน
แต่งานอื่นก็มีนะครับ โรงเรียนเราเนี่ย เราต้องมองว่ามันก็เป็นสถานที่ราชการ มันมีพาร์ทที่เป็นสำนักงาน แต่มันขาดแคลนแรงงานส่วนนี้ ไม่มีการบรรจุเอาพนักงานมาสำหรับทำธุรการ การเงิน พัสดุโดยเฉพาะ ซึ่งงานในส่วนที่ขาดก็จะถูกเติมลงไปในภาระหน้าที่ของครูที่สอนหนังสือนี่แหละ มากน้อยแล้วแต่โรงเรียนแล้วแต่คน ไปทำหน้าที่เวรยามบ้าง แต่ก่อนมี แต่เพิ่งยกเลิกเวรกลางคืนไป มีงานการเงิน งานพัสดุ ลองนึกภาพว่า คุณครูจบใหม่ ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้เลย ตลอด 4-5 ปีที่เราเรียนมาไม่มีมหาลัยไหนฝึกให้เราทำงานจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ทำประมาณการค่าใช้จ่ายในการจะสร้างตึก หรือปรับปรุงห้องเรียน เราก็ต้องทำ ซึ่งคนที่ให้ทำคือพวกผู้บริหาร ในโรงเรียนมีผู้บริหาร
ภาพรวม มันเลยมีทั้งงานสอน งานที่ไม่ใช่งานสอน และงานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับงานสอนครับ
ครูมีอิสระมากน้อยแค่ไหนในการออกแบบการสอน
แต่ละวิชามีอิสระแตกต่างกันครับ เราที่สอนวิชาสังคมศึกษา มองว่าตัวเองมีข้อจำกัดเยอะมาก เหมือนที่เคยเล่าให้ฟังจากคำที่ว่าต้องสอนให้เด็กเก่งและเป็นคนดี แต่ในคำว่าเป็นคนดี มันมีเอกสารที่กำกับอยู่ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ มีแม้กระทั่ง การรักความเป็นไทย การอยู่อย่างพอเพียง การรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซึ่งกับวิชาเราพอนึกออก แต่นึกภาพว่าวิชาฟิสิกส์ เราจะไปสอนเด็กอยู่อย่างพอเพียงยังไง? นี่แหละที่มันคิดมาไม่ละเอียด
แม้วิชาสังคมจะดูเป็นเจ้าภาพหลักในการสร้างคุณลักษณะพวกนั้นหลายข้อ และหลายเนื้อหาถูกทำร้ายจากการแทรกแซงและเป้าหมายบางอย่างของรัฐ (ซึ่งเป็นแบบนั้นจริง ๆ) มันก็ยังพอจะมีพื้นที่สำหรับอิสระทางการสอนของเราอยู่ เพราะเขาไม่ได้มาดูการสอนของเราทุกคาบ แต่ถ้าเราจะสอนให้ซื่อตรงตามกรอบเนื้อหาของหลักสูตร เราจะมีข้อจำกัดเยอะมาก แล้วยิ่งตัวเนื้อหาผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองหลาย ๆ อันมา แล้วไม่ได้รับการแก้ไข สิ่งที่เราพูดได้ หรือให้เด็กรู้ได้จริง ๆ ก็ยิ่งตีบตัน เช่น เหตุการณ์การแยกวิชาประวัติศาสตร์ไทยออกมา กลายเป็นการดึงเอาบางส่วนมาเป็นเครื่องมือสร้างชาตินิยม
หรืออันนี้ จำค่านิยม 12 ประการ ตอนที่ พล.อ. ประยุทธ์รัฐประหารใหม่ ๆ ได้ไหม มันกลายมาเป็นวิชาใหม่ให้ทุกโรงเรียนต้องสอนด้วยนะ ชื่อว่าหน้าที่พลเมือง เป็นการยัดค่านิยม 12 ประการลงไปให้เด็กโดยซ้ำซ้อนกับเนื้อหาที่มีอยู่แล้วด้วย มันดูจะล้าสมัยแล้วใช่ไหม ผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว ส่วนกลางก็ยังคงยัดวิชากับพวกนี้กลับมาใส่เหมือนเดิม เราเลยเหมือนขาดอิสระในการจะสร้างสรรค์อะไรต่าง ๆ เข้าไปในการสอนของเรา อย่างเช่น ถ้าเราพูดถึงวิชาเศรษฐศาสตร์ ตอนนี้เราสอนเศรษฐศาสตร์อยู่ ปรัชญาพื้นฐานที่อยู่บนหลังภายหลังเนื้อหา มีไม่กี่อันหรอก มันเซ็ตอยู่บนพื้นฐานโลกทุนนิยม แต่เศรษฐกิจฝ่ายซ้ายรูปแบบเศรษฐกิจทางเลือกรูปแบบอื่น ถูกพูดถึงน้อยมาก เช่นกันกับศาสนา ที่ตลอดหลักสูตร เราเน้นอยู่แค่ศาสนาเดียว มันเลยขาดความรอบด้าน ขาดความเป็นกลางในเกือบทุก ๆ สาระของวิชาเราเลย
ระบบการศึกษาที่ดีต่อครูและนักเรียน ควรมีหน้าตาอย่างไร
เราจะโฟกัสไปที่ 2 ประเด็นแล้วกัน ถ้าเป็นระบบการศึกษาที่ดีต่อครู นั่นคือภาระงานครู ควรจะเป็นงานที่สนับสนุนการสอน เป็นงานเกี่ยวกับเด็กนักเรียนของเรา เกี่ยวกับเนื้อหารายวิชา แต่อะไรที่ไม่เกี่ยวอะไร ที่มันเป็นงานคุณครูไม่ควรต้องไปทำ ต้องมีตำแหน่งงานอื่นมาซัพพอร์ตแทน แล้วก็ให้ครูเนี่ยเขาได้โฟกัสอยู่กับการพัฒนาเด็ก ๆ อีกไอเดียที่น่าสนใจ อันนี้เราเอามาจากโรงเรียนสาธิต กับโรงเรียน/วิทยาลัยตามหน่วยงานอื่น ๆ ผู้บริหารในบอร์ดส่วนมากไม่ได้สอบเข้ามา แต่มาจากการเลือกคนในองค์กรมาเป็น ทีมผู้บริหาร ก็คือเอาครูธรรมดาในโรงเรียนนี่แหละไปเป็น เขาก็จะรู้ว่าในบริบทของการเป็นครูสอนหนังสือที่นี่ เขาต้องการอะไรบ้าง แล้วถึงเป็นผู้บริหาร เขาก็ทิ้งภาระงานสอนไม่ได้ แล้วพอครบวาระ ถ้าเขาไม่อยากจะบริหารต่อแล้ว ก็ลงมาเป็นครูธรรมดาเหมือนเดิม ให้คนอื่นขึ้นแทน แล้วมันมีเงินประจำตำแหน่ง หมายความว่า ถ้าคุณทำงานมากขึ้น ค่าตอบแทนก็ต้องตามมาด้วย คือเราอยากให้ระบบมีความแฟร์เรื่องของค่าตอบแทนสำหรับคุณครู
ทีนี้ ถ้าสำหรับนักเรียน อย่างแรกสุดเลย ระบบการศึกษาต้องให้มีความเหลื่อมล้ำอยู่น้อยลงกว่านี้ ในคำว่าความเหลื่อมล้ำน้อย คือไม่ใช่ทำให้แย่เหมือนกันหมดนะ แต่มันคือ ถ้าปัจจุบันนี้พวกคุณยังมีปัญหาอะไรอยู่ โรงเรียนนี้ยังขาดเรื่องไหนอยู่ คุณเติมเต็มไปในแต่ละพื้นที่ ต่อมาคือให้มีการศึกษาที่ไม่ปิดหูปิดตาเด็ก เราอาจจะกล่อมเกลาเด็กด้วยคุณค่าบางอย่างก็จริง แต่โรงเรียนควรสอนให้เขารู้จักและตามทันโลกกว้างข้างหน้า ไม่ใช่สอนแค่อะไรที่มีเอกสารบังคับว่าจำเป็นต้องสอน
อีกเรื่องที่สำคัญ คือการไม่ดึงเขาออกจากห้องเรียน ในหลักสูตรที่เขาคาดหวังผลลัพธ์ไว้ มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเด็กได้รับการศึกษาตามกระบวนการ 100% แต่สิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือเด็กเรียนไปได้ 2-3 วัน ก็ต้องมาหยุดเรียน ต้องไปรับเจ้านายฝั่งนั้น ต้องไปรับแขกฝั่งนี้ ต้องไปทำกิจกรรม คุณครูดึงเขาออกจากห้องเรียนไปซ้อมร้องรำ ไปซ้อมโครงงาน การเรียนไม่ต่อเนื่อง แต่ครูในวงการไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องผิด อาจจะเพราะเขา มองเป็นความก้าวหน้าในวิชาชีพตัวเอง ดังนั้นแล้วผลเสียมันเลยมาตกอยู่ที่เด็ก ๆ ทำไมเด็ก ๆ ต้องเป็นคนเสียผลประโยชน์อยู่ตลอดเวลา
เราอยากให้มีอะไรสักอย่างเข้ามาปกป้อง ว่าเด็กไม่ควรเสียผลประโยชน์ทางการศึกษา ที่ควรได้จากสวัสดิการของรัฐ จริง ๆตัวระบบเองนี้แหละที่ควรปกป้องผลประโยชน์ของเด็ก ๆ ได้ แต่ถ้าตราบใดที่ระบบยังเป็นอย่างนี้อยู่ เราคิดว่ามันควรจะมีองค์กร มีภาคี มีสหภาพอะไรสักอย่าง เข้ามาปกป้องเด็ก ๆ โดยเฉพาะเลย แล้วมันตอบได้หมดเลยนะ เด็กบางคนอาหารกลางวันไม่ดี ตามที่เป็นข่าวที่โดนโกงค่าอาหารกลางวัน ภาคีที่ว่านี้ก็สามารถเข้าไปทำงานด้วยได้ เด็กบางคนโดนลิดรอนสิทธิ เสรีภาพ บางคนเรียนไม่เต็มเวลา บางคนเจอ Bully/Cyber Bully จากที่โรงเรียน ต้องมีใครสักคนจากในระบบการศึกษาเข้าไปช่วย อย่างในวงการที่เราอยู่ เจอมากับตัว ต่อให้มันจะมีหน่วยงานที่มีหน้าที่เฉพาะเข้ามากังวลเกี่ยวกับสวัสดิภาพพวกนี้ แต่โรงเรียนไม่สนใจเขาก็มี เพราะคิดว่าเขาไม่มีอำนาจมาสั่งการโรงเรียน บอกว่าคุณไม่ใช่เจ้านายกระทรวงฉัน แล้วก็เพิกเฉยต่อปัญหาที่เกิดขึ้นก็มีบ่อย
ดังนั้น เราเลยรู้สึกว่า ต้องมีใครสักคนที่มีอำนาจต่อรองมากพอด้วยนะ ในการที่จะเข้าไปหยุดใครก็ตามที่กำลังจะไปทำร้ายเด็ก ๆ ของเรา อยากให้ระบบการศึกษาที่มันจะเป็นไปจริง ๆ มีใครสักคนที่มองเห็นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง และปกป้องนักเรียนของเราจริง ๆ บ้าง

