คอลัมน์ ปลุกผีมาชี้ซ้าย โดย ไผ่แดง
“เค้าโครงการเศรษฐกิจหลวงประดิษฐ์มนูธรรม” หรือ “สมุดปกเหลือง” ซึ่งเขียนโดยปรีดี พนมยงค์ และเผยแพร่ในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2476 ปรีดีได้เสนอเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเศรษฐกิจภายหลังจากการปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นส่วนที่ต่อยอดจากหลัก 6 ประการ เพื่อบรรลุจุดประสงค์ที่ว่า “จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก” ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจดังนี้
รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า
โดยหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวหลักการของรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ในภายใต้แนวคิดการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร (Social Assurance) ใจความว่า
“ราษฎรที่เกิดมาย่อมจะได้รับประกันจากรัฐบาลว่า ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งสิ้นชีพ[..]ราษฎรจะได้มี[..]ปัจจัยแห่งการดำรงชีวิต เมื่อรัฐบาลประกันได้เช่นนี้แล้วราษฎรทุกคนจะนอนตา หลับเพราะตนไม่ต้องกังวลว่าเมื่อเจ็บป่วยหรือพิการหรือชราแล้วจะต้องอดอยาก หรือเมื่อตนมีบุตรจะต้องเป็นห่วงใยในบุตรเมื่อตนได้สิ้นชีพไปแล้วว่าบุตรจะ อดอยากหรือหาไม่ เพราะรัฐบาลเป็นผู้ประกันอยู่แล้ว การประกันนี้ย่อมวิเศษดียิ่งกว่าการสะสมเงินทอง เพราะเงินทองนั้นเองก็ย่อมเป็นของไม่เที่ยงแท้ดั่งได้พรรณนามาแล้ว” พร้อมทั้งได้เสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการประกันความสุขสมบูรณ์ราษฎร ซึ่งเป็นการที่รัฐบาลจะจ่ายเงินเดือนพื้นฐานถ้วนหน้าให้กับราษฎรทุกคนถ้วนหน้าเป็นหลักประกันขั้นต่ำในการดำรงชีวิต
การลดชั่วโมงการทำงาน
นอกจากนี้เค้าโครงเศรษฐกิจฯ ยังได้เสนอการลดชั่วโมงการทำงานด้วยการนำเครื่องจักรมาทุ่นแรงเพื่อลดชั่วโมงการทำงานโดยที่ไม่ต้องเลิกจ้างแรงงานมนุษย์ ไม่ต้องลดค่าจ้างของแรงงานลง
“เมื่อเครื่องจักรกลมีมากขึ้นคนงานก็ลดชั่วโมงทำงานลง เช่นเหลือวันละ 7-6-5-4-3-2-1 ชั่วโมง ดั่งนี้ โดยไม่ต้องลดเงินเดือนของคนงาน ด้วยวิธีนี้ก็จะได้รับผลดีจากเครื่องจักรกล คือลดความทรมานร่างกายของมนุษย์ได้มากขึ้น จริงอยู่การที่เอกชนเจ้าของโรงงาน เอกชนอาจลดเวลาทำงานได้ แต่การลดเวลาทำงานนั้นเอกชนย่อมลดค่าจ้างลงด้วย ยิ่งกว่านั้นถ้าจำนวนคนไม่มีงานทำมีมากกว่างานที่จะมีให้ทำแล้วค่าจ้างก็ลด ลงเป็นธรรมดา และเป็นกฎแห่งการเศรษฐกิจผลร้ายจะตกอยู่ที่ราษฎรและเครื่องจักรกลจะเป็นสิ่ง ประหัตประหารราษฎร เมื่อไม่ต้องการประหัตประหารก็ไม่ต้องใช้เครื่องจักรกล เมื่อไม่ใช้เครื่องจักรกลความล้าหลังก็มีอยู่ตลอดไป”
จะเห็นได้ว่าเค้าโครงเศรษฐกิจฯ นั้นเต็มไปด้วยข้อเสนอที่เป็นหน่ออ่อนของแนวคิดสังคมนิยม หรือเป็นลักษณะของสังคมนิยมปฏิรูปนั่นเอง อย่างไรก็ตามที่ข้อเสนอเหล่านี้ไม่สามารถบรรลุผลได้ เนื่องจากชนชั้นปกครองในช่วงนั้นไม่พอใจที่พวกเขาจะสูญเสียอภิสิทธิ์ที่ตัวเองมี
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การศึกษาบทเรียนของปรีดีและคณะราษฎร จากการใช้กองกำลังทหารในการยึดอำนาจรัฐ และความพยายามใช้รัฐธรรมนูญ ระบบราชการเดิมในการสร้างระบบรัฐสภาและระบบริหารใหม่ ทั้ง ๆ ที่ มีนักหนังสือพิมพ์ กรรมาชีพรถไฟเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนการปฏิวัติ และต่อสู้กับกบฏบวรเดช แต่คณะราษฎรไม่ได้มีการพัฒนาพลังเหล่านี้มากนัก ถึงแม้จะมีการตั้งพรรค “คณะราษฎร” เพื่อขยายสมาชิกแต่ไม่ทันกาล จึงจำเป็นต้องประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจเก่า เค้าโครงการเศรษฐกิจหลวงประดิษฐ์มนูธรรมจึงแท้งไป
แม้ว่ากาลเวลาจะล่วงเลยกว่า 91 ปีแล้ว แต่จิตวิญญาณของหนังสือเล่มนี้คือความพยายามนำเสนอรูปแบบสังคมที่เป็นธรรมและมุ่งหวังที่จะขจัดความเหลื่อมล้ำทุกข์ยากไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลาเลย เพราะในปัจจุบันเรายังคงอยู่ในโลกแห่งการขูดรีดเอาเปรียบ โลกที่ทุนนิยมแทรกซึมอยู่ในชีวิตของเราทุกอณู ซึ่งมันได้สร้างความไม่มั่นคงแก่คนจนคนธรรมดาอย่างเราๆมากมาย แต่เราไม่ใช่เหยื่อเสมอไป ประสบการณ์การปฏิวัติ 2475 ได้แสดงให้เห็นว่า พลังจากเบื้องล่างคือหลักประกันในการเปลี่ยนแปลงสังคม ถึงเวลาต้องรื้อฟื้นเจตนารมณ์เหล่านี้เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม คนธรรมดา กรรมาชีพ และคนยากจนต้องร่วมกัน สร้างสังคมที่เป็นรัฐสวัสดิการและประชาธิปไตย เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

