คอลัมน์ อีกฟากของกำแพง โดย รุเธียร
ราวศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล อินเดียแบ่งออกเป็นมหาชนบท 16 รัฐ และปัจจันตชนบท 5 แคว้น (บริเวณรอบนอกซึ่งปัจจุบันอยู่ในเนปาล บังคลาเทศและปากีสถาน) รัฐใหม่ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและมีอาชีพที่หลากหลายขึ้น ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางชนชั้นแบบใหม่ระหว่างวรรณะ กษัตริย์ของรัฐราชาธิปไตยเริ่มรวมศูนย์อำนาจมากขึ้นจากการถือสิทธิ์ครอบครองที่ดิน ในขณะที่ไวศยะเริ่มแสวงหาความมั่งคั่งจากการค้าขายและการแสวงโชคในต่างแดนจนกลายเป็น “เศรษฐี” หรือ “คหบดี” ที่เข้าไปหาผลประโยชน์ในที่ดินของกษัตริย์และสร้างความสัมพันธ์แบบใหม่กับวรรณะศูทรในฐานะผู้เป็นนาย การเปลี่ยนแปลงสัมพันธภาพระหว่างวรรณะต่าง ๆ ที่ต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้นทำให้วรรณกรรมในยุคหลังเรียกขานช่วงเวลาดังกล่าวอย่างดูแคลนว่า “กลียุค” เพราะความสับสนอลม่านที่สั่นคลอนต่อระบบระเบียบแบบเดิม
ในช่วงเวลาดังกล่าวได้เกิดแนวคิดใหม่ ๆ อันเป็นผลจากความคับข้องใจต่อศาสนาแบบพระเวทซึ่งวรรณะพราหมณ์สถาปนาตนเองเหนือคนทั้งปวง สังคมเริ่มหันเหจากการยึดมั่นในพิธีกรรมไปสู่การตระหนักรู้จากภายใน เกิดขบวนการนักบวชหรือ “ศรมณะ” (สมณะ; ผู้แสวงหา) ที่ไม่ได้หลีกเร้นจากสังคมแต่สร้างการสื่อสารโดยตรงกับคนธรรมดาสามัญซึ่งเคยถูกกีดกัน ได้แก่ ไชนะศาสนาของมหาวีระที่มุ่งเน้นหลักอหิงสาและการถือพรตอย่างเคร่งครัด และการมาถึงของพุทธศาสนา
อันที่จริงเรารู้จักจุดกำเนิดของพุทธศาสนาในประวัติศาสตร์น้อยมาก หลักฐานทางโบราณคดีที่สนับสนุนการมีอยู่ของชุมชนพุทธย้อนกลับไปได้ไกลเพียงศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาลเท่านั้น ส่วนภาพที่เรารับรู้ล้วนเป็นประดิษฐกรรมทางประเพณีจากวรรณกรรมทางศาสนาที่ถูกเขียนขึ้นจากการจดจำแบบมุขปาฐะอย่างน้อยก็ในคริสตสหัสวรรษที่ 1 แล้ว อย่างไรก็ตาม “เหล่าพระปฐมสถูปและพระบรมสารีริกธาตุอาจไม่เคยมีอยู่จริง แต่กระนั้น ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง” (Fogelin, 2015) พระสูตรพุทธเล่าว่า พุทธศาสนาเริ่มต้นจากสิทธารถะพุทธะ อดีตเจ้าชายแห่งแคว้นศากยะ (ปัจจุบันอยู่ในเนปาล) ซึ่งผันตัวมาเป็นนักบวชจากความสลดสังเวชต่อความเป็นมรรตัย สิทธารถะถือเป็น “วิภัชวาที” ซึ่งเน้นการใช้เหตุผลวิเคราะห์แยกแยะมุมมองต่าง ๆ พระองค์ต่อต้านความรุนแรงจากสงคราม การบูชายัญสัตว์ ปฏิเสธคุณค่าของระบบวรรณะและอิทธิพลของเทพเจ้าที่มีต่อโชคชะตาของมนุษย์ซึ่งเป็นฐานคิดที่รองรับระบบวรรณะ (แต่ไม่ได้ปฏิเสธการมีอยู่ของเทพเจ้า) นั่นทำให้แม้จะได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์ แต่การหลุดพ้นในมุมมองของพระองค์ก็แตกต่างจากศาสนาเก่าอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่การกลับไปเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า แต่เป็นการสิ้นเชื้อด้วยตระหนักถึงความไม่ใช่ตัวตนหรืออนัตตาในทุกสิ่ง
พุทธศาสนาเริ่มแรกขยายตัวอย่างรวดเร็วตามที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคาด้วยการดึงดูดกลุ่มนักบวชที่แหกคอกจากศาสนาพราหมณ์แบบพระเวท จากนั้นชนชั้นแรกที่กระโดดเข้าหาพุทธศาสนาคือกลุ่มคหบดีที่ไม่พึงใจใจต่อระบบวรรณะแบบเดิมที่ไม่เอื้อต่อการค้าขาย ตามมาด้วยกษัตริย์โดยเฉพาะจากรัฐใหญ่อย่างมคธและโกศลที่ต้องการรวมศูนย์อำนาจโดยอาศัยบารมีพุทธะ ไปจนถึงศูทรและจัณฑาลซึ่งได้รับการยอมรับในการเข้าร่วมสังฆกรรมอย่างเสมอหน้า การมีอยู่ของพุทธศาสนาจึงได้รับการอุปถัมภ์คู่ขนานไปกับผลประโยชน์ของชนชั้นต่าง ๆ ตราบจนสิทธารถะพุทธะถึงแก่ปรินิรวาณ
พุทธศาสนิกชนเชื่อว่าศาสนาพุทธมีคำสอนไม่ให้ยึดติดสิ่งใด เนื่องจาก สรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนเเปลงอยู่ตลอดเวลา แต่การเปลี่ยนเเปลงของศาสนาพุทธอยู่ภายใต้ความเชื่อว่ามนุษย์มีการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งเมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้วคำสอนดังกล่าวมีลักษณะให้มนุษย์ยอมจำนนต่อโชคชะตา

