โดย เมืองไม้
การแข่งขันกันสอบในมหาวิทยาลัยกลายเป็นเรื่องที่ปกติ ผลการเรียนหรือเกรดกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ยืนยันว่าเรามีความสามารถหรือไม่ กล่าวคือหากเราสอบตกหมายความว่าเราไม่เก่งพอหรือไม่มีความสามารถพอ ในทางกลับกันหากสอบผ่านได้คะแนนดีก็จะได้รับการยอมรับและโอกาสที่ดีในอนาคต หรือไม่คุณอาจจะได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ การสอบของมหาวิทยาลัยในที่นี้จึงเป็นการคัดเลือกเด็กไปพัฒนาต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาประเทศหรืออะไรก็ตาม แต่มีอะไรแฝงอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้หรือไม่? ทำไมจึงมีผู้ที่ได้รับโอกาสดี ๆ น้อยมากในการศึกษา และส่วนคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับการรับเลือกถูกผลักไปที่ใดของระบบ?
ในเบื้องต้นจำเป็นต้องเข้าใจว่าแรงงานคือชีวิตทั้งหมดของมนุษย์ เพราะชีวิตมนุษย์สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลาหรือที่เรียกกันว่าการผลิต ดังนั้นมนุษย์จึงมีศักยภาพและความสามารถในการทำสิ่งต่าง ๆ อยู่ตลอด ตัวมนุษย์เองจึงสอดรับระบบทุนนิยมที่ต้องการกำลังการผลิตเพื่อมาสร้างสินค้าและมูลค่าต่าง ๆ ดังนั้นระบบทุนนิยมจึงควบคุม แย่งชิง และยึดชีวิตทั้งหมดของมนุษย์มาอยู่ภายใต้ระบบเพื่อสร้างแรงงานทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้น ในแง่นี้แรงงานจึงสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบทุนนิยม หากปราศจากแรงงานแล้วไม่อาจมีใครที่ผลิตสินค้าและมูลค่าได้
หน้าที่ของมหาวิทยาลัยในระบบทุนนิยมคือการผลิตแรงงานให้นายทุนได้เอาไปใช้งาน ในหนังสือว่าด้วยทุนเล่มที่ 1 บทที่ 12 กล่าวไว้ตอนท้ายของหัวข้อย่อยที่ 3 ว่า “…สมรรถนะต่าง ๆ ของกรรมกรองค์กรส่วนรวม บ้างจะเป็นไปค่อนข้างง่าย ๆ, บ้างก็ค่อนข้างสลับซับซ้อน, บ้างก็ค่อนข้างมีระดับต่ำ, บ้างก็มีระดับค่อนข้างสูง ดังนั้น อวัยวะของเขานั่นก็คือกำลังแรงงานแต่ละกำลัง มีความต้องการระดับการศึกษาที่แตกต่างกันเป็นอย่างยิ่ง ครั้นแล้วต่างก็จะมีมูลค่าที่แตกต่างเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นหัตถกรรมโรงงานได้พัฒนาระบบชั้นของกำลังแรงงาน สิ่งที่ประสานสอดรับกับมันก็คือระบบชั้นของค่าจ้างแรงงาน…”
กล่าวคือ นายทุนไม่ได้ต้องการแรงงานที่ซับซ้อนหรือแรงงานที่เก่ง ๆ จำนวนมาก แต่ต้องการเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะนายทุนจำเป็นต้องกอบโกยกำไรสูงสุด การจ้างคนเก่งจำนวนมากด้วยค่าจ้างที่แพงตามระดับการศึกษาจึงไม่ได้เป็นเงื่อนไขหลักในการสะสมทุน ดังนั้นโรงงาน(สถาบันการศึกษา)ผลิตแรงงานที่ทำงานซับซ้อนจึงไม่จำเป็นต้องมีจำนวนมาก เพราะไม่ได้ตอบสนองความต้องการของนายทุนหรือตลาด หมายความว่าระบบทุนนิยมกำลังสนับสนุนให้มีมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพเพียงบางแห่งเท่านั้นเพื่อสร้างแรงงานฝีมือระดับสูงและชนชั้นปกครองเพียงบางส่วน และมีมหาวิทยาลัย ‘พื้นฐาน’ สำหรับการผลิตแรงงานฝีมือระดับกลางและล่างในจำนวนที่มากขึ้น ระบบการศึกษาลักษณะนี้จึงถูกออกแบบให้คนส่วนใหญ่ล้มเหลว และมันตอกย้ำภาพจำที่ว่า ‘คนฉลาดมากมีน้อยและคนส่วนใหญ่โง่’ ให้กลายเป็นเรื่องจริงยิ่งขึ้น
การสอบจึงเป็นเครื่องมือคัดกรองของโรงงานผลิตแรงงานว่าแรงงานคนไหนมีคุณภาพและเหมาะกับการทำงานที่ซับซ้อนมากกว่ากัน อุดมการณ์ความสำเร็จจึงเข้ามาทำงานในลักษณะที่กดดันให้มนุษย์ทุกคนต้องบรรลุความสำเร็จในการเป็นแรงงานที่ทำงานที่ยากและซับซ้อนได้ การสอบแข่งขันจึงเกิดขึ้นและสร้างความตึงเครียดให้กับนักศึกษาซึ่งทุกคนต่างแบกรับอุดมการณ์อะไรบางอย่างไว้ในใจ พวกเขาเป็นผู้กระทำและผู้ถูกกระทำไปพร้อม ๆ กันในแบบที่ไม่สามารถหยุดได้ เพราะไม่มีอะไรที่จะต่อต้านตัวเองได้ นักศึกษาที่ต้องสอบล้วนแข่งขันกับอุดมการณ์ความสำเร็จ แต่เมื่อไม่พบกับความสำเร็จนั้นจึงเกิดอาการซึมเศร้า และเริ่มโทษตัวเองว่าเป็นความผิดของพวกเขาเองที่ทำได้ไม่ดีพอหรือคิดว่าตัวเองโง่ กลายเป็นว่าการสอบภายใต้ทุนนิยมนั้นพยายามผลักภาระต่าง ๆ ไปที่ปัจเจกและโทษปัจเจกว่าทำได้ไม่ดีพอ และพยายามซ่อนปัญหาเบื้องหลังไว้ว่าตัวระบบทุนนิยมเองคือผู้ออกแบบการศึกษาให้เหลื่อมล้ำโดยการอ้างเหตุผลของนายทุนว่าไม่ควรทำให้การศึกษาเท่าเทียมกันอย่างถ้วนหน้าเพราะจำเป็นต้องเก็บภาษีจากคนรวยในปริมาณมาก
การสอบสำหรับระบบทุนนิยมเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ตัวมันเองพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและการขูดรีด และหล่อหลอมให้ปัจเจกยอมรับในอำนาจของการสอบว่าเป็นเครื่องมือเดียวที่วัดความสามารถของพวกเขา หรือแม้กระทั่งซ่อนเร้นวาระของการคัดเลือกแรงงานสู่ระบบเศรษฐกิจอยู่เบื้องหลัง การสอบไม่ได้เป็นเรื่องของการหาความรู้อีกต่อไป แต่เป็นเครื่องวัดว่าแรงงานคนนี้สามารถทนกับ ‘งาน’ ได้มากแค่ไหน สามารถเป็นแรงงานที่ดีต่อระบบได้หรือไม่ จะเห็นว่าในที่สุดการศึกษาถูกออกแบบเพื่อประโยชน์ของนายทุน เป็นการสอบเพื่อผู้กดขี่มากกว่าที่จะสร้างทักษะในการกำหนดอนาคตตนเองและการต่อสู้ทางชนชั้น



