โดย เท็น เตรียมกรรมาชีพ
ช่วง 1-2 ปีมานี้ มีเทรนด์การทำงานหนึ่งที่พูดถึงกันเป็นอย่างมาก และมักเกิดขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่นั่นก็คือ Quiet Quitting ซึ่งเทรนด์นี้มีจุดเริ่มต้นมาจาก TikTok ที่กำลังบอกเราว่า การทำงานหนักไม่ใช่ว่าจะได้ดีเสมอไป แล้ว Quiet Quitting คืออะไร? เกิดขึ้นอย่างไร?
นิยามของ Quiet Quitting
ในระบบการผลิตแบบทุนนิยม นายทุนต้องการให้แรงงานทำงานหนักและได้ผลลัพธ์ที่ดีเพื่อสร้างผลกำไรให้กับเขา แต่บ่อยครั้งแรงงานไม่ได้รับค่าแรงที่เป็นธรรม เวลาพักผ่อนก็น้อยเกินไป จำนวนงานก็มากขึ้น ส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของแรงงาน แต่ด้วยภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทำให้ผู้คนจำนวนมากไม่สามารถลาออกไปใช้ชีวิตตามที่ตัวเองต้องการได้ เมื่อการทำงานในระบบทุนนิยมไม่สามารถให้ความสุขได้ ในขณะเดียวกันกรรมาชีพก็ไม่สามารถลาออก ทางเลือกหนึ่งที่ทำได้ก็คือ ลาออกเงียบๆ ซึ่งหมายถึง ยังทำงานในหน้าที่ของตนเท่าที่จำเป็น แต่ไม่มีแรงจูงใจและค่านิยมที่จะทำงานหนัก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ตกเป็นเป้าหมายของทุนเพราะมีความกระตือรือร้นที่จะไต่เต้า (Brit Dawson. 17 Aug. 2022. ‘Quiet quitting’ is TikTok’s answer to grind culture, but it’s not what you think. ใน GQ Magazine.)
ทำงานหนักใช่ว่าจะประสบความสำเร็จตามที่หวัง
ผู้คนจำนวนมากเชื่อว่าการทำงานหนักจะนำไปสู่ความสำเร็จ ถ้าคำกล่าวนี้เป็นจริง ทำไมคนหาเช้ากินค่ำหรือคนที่ต้องทำอาชีพเสริมถึงยังไม่ขยับฐานะ? การที่คน ๆ หนึ่งจะประสบความสำเร็จได้เกิดขึ้นจากหลายปัจจัยที่นอกเหนือจากความสามารถ เช่น โอกาส ต้นทุน ทรัพยากร คอนเนคชั่น อย่างเมืองใหญ่กรุงเทพฯ แม้มีการจ้างงานมาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเมืองที่มีชีวิตดี ๆ ที่ลงตัว เพราะล่าสุด getkisi เผยการจัดอันดับเมืองที่คนทำงานหนักเกินไปในปี 2022 พบว่า ดูไบ ขึ้นอันดับ 1 ส่วนกรุงเทพฯ ไม่น้อยหน้าได้อันดับ 5 ไปครอง เพราะพนักงานประจำจำนวนมากทำงานล่วงเวลามากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่า ค่าจ้างแรงงานไทยทุกการศึกษาเฉลี่ยอยู่ที่ 15,416.29 บาทต่อเดือน ณ ไตรมาสที่ 4 ของปี 65 ซึ่งคงไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายประจำวันเนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของแรงงานไทยค่อนข้างมาก
Quiet Quitting ไม่ใช่ความขี้เกียจแต่เป็นอาการของ “สภาวะแปลกแยก”
แน่นอนว่าการลาออกแบบเงียบๆ นี้ทำให้นายทุนมองว่าแรงงานเหล่านี้ “ขี้เกียจ” หรือเป็นพวก “ไม่เอาการเอางาน” แต่ลัทธิมาร์คซ์อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ดีกว่า คือ โดยธรรมชาติมนุษย์รักการทำงาน แต่ต้องเป็นงานที่สร้างสรรค์และเสรี ไม่ใช่งานที่ถูกคนอื่นบังคับให้ทำ ซึ่งเรื่องนี้คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ประเภทอื่น ๆ แต่ในระบบทุนนิยมงานที่กรรมาชีพทำไม่ได้ตอบสนองความต้องการของตัวเองเลย ตรงกันข้ามเขาไม่อาจเป็นตัวของตัวเอง และไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างอิสระ เพราะงานในระบบทุนนิยม กรรมาชีพจำนวนมากไม่ได้ทำเพราะอยากทำแต่ต้องทำเพราะไม่มีทางเลือก ต้องผลิตสิ่งของแต่เราไม่สามารถเป็นเจ้าของที่เราผลิตได้
การที่กรรมาชีพทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการของนายทุน ไม่ใช่ความต้องการของตัวเอง ไม่สามารถควบคุมผลผลิตที่ตนสร้างขึ้นแบบนี้ คาร์ล มาร์คซ์เรียกว่า “สภาวะแปลกแยก” ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากการที่กรรมาชีพจำนวนมากเลี่ยงไม่ทำงานหนัก ไม่อยากทำโอที ออกจากที่ทำงานตรงเวลา และรอคอยวันหยุดเพื่อจะได้พักผ่อน หลายคนคงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี เราจึงสรุปได้ว่ากระแส Quiet Quitting เกิดจากลักษณะการทำงานภายในระบบทุนนิยมนั่นเอง และไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด
หลักคิดการทำงานในระบบสังคมนิยม
ปัจจุบันมีคนจำนวนมากไม่อยากทำงานเพราะงานในระบบทุนนิยมหลายงานไม่ตอบสนองความต้องการของกรรมาชีพ แต่ในระบบสังคมนิยมจะมีการวางแผนการผลิตอย่างเป็นประชาธิปไตย เพื่อแก้ปัญหาการต้องทนทุกข์กับงานหนักและเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้นายจ้าง ผู้ถือหุ้น เพราะงานจะต้องสิ่งที่สร้างความสุขให้กับเรา ยิ่งไปกว่านั้นมนุษย์คนหนึ่งไม่จำเป็นต้องทำงานอย่างเดียวไปตลอดก็ได้ เช่น ในวันหนึ่งเราอาจจะทำงานในตอนเช้า ช่วยสอนหนังสือชุมชนในช่วงบ่าย อย่างไรก็ตาม อาจจะมีงานบางอย่างที่ไม่ค่อยมีใครอยากทำ เช่น เก็บขยะ หรือล้างห้องน้ำ ซึ่งงานประเภทนี้ในอนาคตเราสามารถนำเครื่องจักรมาช่วยหรือไม่ก็แบ่งกันทำได้ แต่จะไม่มีใครต้องทนทำงานแบบนี้ไปตลอดเพื่อเลี้ยงชีพ
Quiet Quitting อาจเป็นการต่อสู้ทางชนชั้นรูปแบบหนึ่ง แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะปลดแอกได้ เพราะฝ่ายทุนเองก็พยายามโต้กลับอยู่เสมอ ด้วยการไล่ออกแบบอ้อม ๆ (Quiet Firing) เพิกเฉยแรงงานคนนั้นหรือบังคับย้ายตำแหน่ง เพื่อกดดันให้แรงงานคนดังกล่าวทนไม่ไหวแล้วลาออกไปเองซึ่งนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ดังนั้น เราจึงควรหันมาทำความเข้าใจระบบทุนนิยม เข้าใจหัวอกของคนชนชั้นเดียวกัน การลาออกอาจแก้ไขแค่เฉพาะหน้า แต่เราควรนึกถึงการรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงานเพื่อปรับปรุงค่าตอบแทน สภาพการทำงาน พัฒนางานและฝีมือให้ตอบสนองต่อความต้องการของตนเอง


