สตรีนิยมคนขาว: อุปสรรคการปลดแอกสตรี

โดย ญาณิศา

             เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองวันสตรีสากล ในวันที่ 8 มีนา เป็นฤกษ์งามยามดีที่จะกล่าวถึง white feminist (สตรีนิยมคนขาว) นิยามของ white หรือ liberal feminist คือเฟมินิสต์ที่สู้เพื่อสิทธิของผู้หญิงผิวขาวชนชั้นกลาง ปกปิดหรือมองข้ามสตรีกลุ่มอื่น ๆ คนที่มีแนวคิดสตรีนิยมคนขาว ไม่จำเป็นต้องเป็นคนขาวเสมอไป และอีกชื่อที่น่าจะรู้จักกันในเทรนด์ girl boss (เจ้านายหญิง) ซึ่งจะส่งเสริมเพียงให้สตรีได้ทำงานเช่นเดียวกับเพศชาย อย่างเช่นการได้เป็นผู้จัดการ การประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจถ้าขยันทำงาน โดยปกปิดผลประโยชน์ทางชนชั้นของกรรมาชีพสตรีและการกดขี่อื่น ๆ

             กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้คือนักข่าว จูเลีย ฮาร์ตลีย์-บริวเวอร์ ได้สัมภาษณ์ มุสฏอฟา บาร์กูตี นักการเมืองปาเลสไตน์ ใน talk tv เกี่ยวกับสงครามในกาซ่า ระหว่างการถาม-ตอบ เธอพยายามจะพูดแทรกนักการเมืองว่า “โอ้พระเจ้า ให้ฉันได้พูดให้จบประโยคด้วย คุณผู้ชาย บางทีคุณอาจจะไม่คุ้นเคยกับการที่ผู้หญิงที่ได้แสดงความเห็น ก็ไม่รู้สิ แต่ฉันต้องการจะพูดให้จบประโยคอยู่ดี” ทั้งที่ บาร์กูตี พยายามจะพูดให้จบแต่ จูเลีย พูดขัดตลอดเวลา และสุดท้ายเธอก็ใช้วิธีการเหมารวมว่าผู้ให้สัมภาษณ์มาจากชนชาติที่เหยียดเพศทั้งหมด เพื่อที่จะปิดปากผู้ให้สัมภาษณ์ หรือกระทั่งการพยายามจะตัดประเด็นอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกันออก เพื่อให้เป็นไปตามแนววิเคราะห์จักรวรรดินิยม

             อีกกรณีในปี 2023 ที่ฝรั่งเศสได้เกิดเหตุตำรวจสังหารวัยรุ่นชาวอาหรับแล้วเกิดการจราจลขึ้น ได้มีนักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ลูซิลา เปตาวิน ออกมาทวิตข้อความว่า “ความรุนแรงที่เกิดจากผู้ชายอีกแล้ว” ซึ่งเธอเคยมีผลงานเขียนในด้านเฟมิสต์มาก่อนคือ “the cost of masculinity” ซึ่งในงานเขียนนี้ได้แสดงถึงความรุนแรงที่ผู้ชายสร้าง ทำให้รัฐต้องสูญเสียเงินไปจำนวนมาก และควรจะหาทางจัดการให้ดีขึ้น ทั้งที่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ไม่อาจสรุปได้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะเรื่องเพศ ทั้งยังขาดการมองไปที่ด้านอื่นๆ ที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นอย่างเรื่องปัญหาทางชนชั้น เชื้อชาติ การคุกคามจากรัฐ

             การที่มีแนวคิดสตรีนิยมคนขาว อยู่ในกระแสหลักของการต่อสู้เพื่อปลดแอกสตรีเป็นเพียงการจำกัดเพดานการต่อสู้ นำลัทธิบูชาคนขาวที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้ครอบครองพื้นที่การต่อสู้ และยัดเยียดชุดความคิดใส่สตรีกลุ่มอื่นที่ไม่มีวัฒนธรรม “ตะวันตก” แต่มันไม่ได้อยู่ดี ๆ เกิดขึ้น แนวเฟมินิสต์ดังกล่าวก่อตัวและครอบงำพื้นที่การต่อสู้ หลังจากการต่อสู้ทางชนชั้นหลัง ค.ศ.1968 อ่อนตัวลง พร้อม ๆ กับความผิดหวังต่อแนวสตาลิน-เหมาที่ถูกเข้าใจว่าเป็นแนวมาร์กซิสต์ในยุคนั้น

             ท้ายที่สุด มันไม่ได้ปลดปล่อยสตรีอย่างแท้จริง และไปได้ดีกับระบบทุนนิยมด้วย ทั้งในแง่ของการเหยียดเชื้อชาติและการรักษาสังคมชนชั้นไว้ หากเราจะร่วมกันหาแนวทางปลดปล่อยสตรี จึงจำเป็นต้องย้อนรากฐานของขบวนการปลดแอกสตรีและกำเนิดของวันสตรีสากล นั่นคือแนวสังคมนิยมมาร์กซิสต์ โดยมีนักปฏิวัติอันโดดเด่นคือ คลาร่า เซ็ทคิน และ โรซ่า ลัคเซมเบิร์ก หนึ่งในหัวหอกการก่อตั้งวันสตรีสากล และอเล็กซานดร้า คอลลอนไท ผู้มีบทบาทในการปฏิวัติรัสเซีย 1917 เป็นต้น

​การต่อสู้ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ชัดเจนว่าขบวนการปลดแอกทางเพศที่ยังใช้แนวเฟมินิสต์เริ่มมีการปรับตัวตามอุปสรรคที่เจอ โดยมีความพยายามต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ จักรวรรดินิยม วิกฤติโลกรวน และระบบทุนนิยม ถึงแม้ว่ายังใช้ฐานเฟมินิสต์ในการวิเคราะห์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะมันคือเสียงร้องของการประท้วงต่อการเหยียดเพศที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน ดังนั้นแล้วฝ่ายซ้ายควรจับมือ ร่วมแลกเปลี่ยนถกเถียง ชวนเชื่อมโยงถึงระบบทุนนิยมที่เป็นต้นตอของปัญหาการกดขี่ทางเพศ

“การต่อสู้ประเด็นเดียวไม่เคยมีจริง เพราะเราไม่ได้มีชีวิตที่มีปัญหาประเด็นเดียว”

– ออเดร ลอร์ด นักเขียนและนักสิทธิพลเมือง​

“พวกเฟมินิสต์มองชายเป็นศัตรูเพราะชายแย่งชิงอภิสิทธ์ทั้งหลายเป็นของตนเองโดยทิ้งให้หญิงมีแค่โซ่ล่ามตัวและภาระ…..แต่หญิงกรรมาชีพมองต่างมุม เขาไม่มองว่าชายเป็นศัตรูและผู้กดขี่ ตรงกันข้ามเขามองชายดุจสหายที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขในชีวิตประจำวันกับเขาและร่วมต่อสู้เพื่ออนาคตที่ดีกว่า สตรีกรรมาชีพและสหายชายของเขาเป็นทาสของสถานการณ์เดียวกันทางสังคม โซ่อันเลวร้ายของทุนนิยมกดขี่เขาทางจิตใจและทำลายความสุขและเสน่ห์ของชีวิต “

– อาเลคซานดรา คอลอนไท นักปฏิวัติมาร์กซิสต์และสมาชิกพรรคบอลเชวิค

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ