วิกฤติฝุ่นภาคเหนือ แก้เพียงกฎหมายไม่ได้

โดย ญาณิศา

ฝุ่น pm 2.5 ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพของมนุษย์ และยิ่งรุนแรงขึ้นในหมู่ผู้ที่มีภาวะระบบทางเดินหายใจ หัวใจและหลอดเลือดอยู่แล้ว ทั้งยังเป็นปัญหาต่อพืชผลและระบบนิเวศ และทำให้ทัศนวิสัยลดลงทำให้ส่งผลต่อเรื่องเศรษฐกิจอีกด้วย

                ต้นกำเนิดฝุ่นในภาคเหนือมีองค์ประกอบหลักอยู่ 3 ประการคือ สภาพภูมิอากาศ ลักษณะภูมิประเทศ และการเผาไหม้ในพื้นที่โดยรอบ การเผาไหม้ในพื้นที่ที่ว่านี้มักจะชี้เป้าปัญหาไปที่การเผาเพื่อหาของป่าหรือ การเผาเพื่อการทำการเกษตรของคนในพื้นที่ แต่กลับหลงลืมสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการกระทำเหล่านี้ที่เกิดจากปัญหาโครงสร้างนโยบายที่รัฐผลักดันให้เอื้อกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเกษตรของกลุ่มทุน ที่ข้องเกี่ยวกับกลุ่มทุนด้านอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ในไทยที่ไปลงทุนที่ประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการเผาถูกมองว่าเป็นวิธีที่คุ้มค่าที่สุดเพราะใช้ต้นทุนต่ำ ใช้เวลาน้อยและทำได้ง่าย เช่น การขยายพื้นที่ปลูกในที่สูง เผาอ้อยเพื่อเก็บเกี่ยว และเผาตอซังข้าวในพื้นที่ราบเพื่อเตรียมเพาะปลูกรอบต่อไป (อนุชา ดีสวัสดิ์. 2566)

                เนื่องจากกลุ่มทุนใหญ่ที่ไปลงทุนในการเกษตรเชิงอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่ประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้มีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก ปัญหาฝุ่นพิษมาจากการขยายตัวของการเกษตรเชิงอุตสาหกรรม 1 ใน 3 ของจุดความร้อน มาจากการเผาไหม้ในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

                ทั้งยังมีการจูงใจเกษตรกรทั้งจากภาครัฐและเอกชน ที่มีมาตราการมาสนับสนุนอยู่เรื่อยๆ เช่น ยุทธศาสตร์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ของคสช. ในปี 2557 นโยบายตลาดนำการผลิต กรณีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ของโครงการประชารัฐ ในปี 2561 และ มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2566/2567 ให้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ผ่านการสนับสนุนต่างๆไม่ว่าจะเป็น  สินเชื่อ อุปกรณ์ เมล็ดพันธุ์ ยา ปุ๋ย ตัวอย่างเช่น เกษตรกรที่ไม่มีทุนในการทำการเกษตร ถ้าหากจะไปกู้แล้วบอกว่าจะนำไปปลูกข้าวโพด การกู้นั้นก็จะผ่านได้โดยง่าย แล้วถ้าหากไม่อยากปลูกข้าวโพดแล้วนั้นก็เป็นไปได้ยากเนื่องจากรัฐไม่ได้สนับสนุนการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น ทั้งรัฐและเอกชนไม่ได้เข้าไปสนับสนุนภาระหลังการเก็บเกี่ยว เกษตรต้องรับผิดชอบต้นทุนเอง ดังนั้นเกษตรกรยากจนจึงกลายเป็นแพะในสมการนี้

                แต่ภาคอุตสาหกรรมเกษตรก่อเกิดมลพิษเพียงตามฤดูกาล ซึ่งปัญหาฝุ่นละอองเกิดขึ้นตลอด 365 วัน ในไทยมีจำนวนโรงงานที่ก่อมลพิษอากาศรวม 66,300 โรง และมีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หลายแห่งที่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างยาวนาน รวมถึงมลพิษจากโรงงานถ่านหินในประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

                มูลนิธิบูรณะนิเวศ เคยเสนอในปี 2566 ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมี กฎหมายปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register หรือ PRTR) ที่กำหนดให้มีการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ เพื่อเปิดเผยข้อมูลแหล่งที่มาของมลพิษแก่สาธารณชน สำหรับการตรวจสอบที่มาของมลพิษ

ทางด้านกรีนพีซเองก็มีข้อเสนอที่น่าสนใจ ด้วยร่างกฎหมายตรวจสอบ ควบคุมและจัดการมลพิษทางอากาศ ตั้งแต่การตั้งมาตรฐานคุณภาพอากาศ มาตรการการดูแลรักษาผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษ การปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานต่าง ๆ จนถึงมาตรฐานการทำธุรกิจการเกษตร พร้อมกับผลักดันเกษตรกรรมยั่งยืน งบประมาณสำหรับการอุดหนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตและระบบสินเชื่อเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์และตลาดสีเขียว (กรีนพีซ, ม.ป.ป.)

ทางภาครัฐเอง ก็มีการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร โดยถ่ายทอดองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยี เช่น การใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือ ใช้ทางการเกษตร เศษกิ่งไม้ใบไม้ และสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา (กิตติศักดิ์ กรีบกำไร และคณะ. 2566)

การที่จะแก้ปัญหาโดยการผลักดันให้รัฐบาลแก้ไขกฎหมายหรือการให้การศึกาอาจไม่เพียงพอ อย่างที่เกิดซ้ำๆ ในประเทศต่างๆ ไม่ใช่แค่ในไทย การร่างกฎหมายให้ผู้ประกอบการต้องมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือชดเชยความเสียหายไม่สามารถเอาชนะกลไกตลาดได้ จนสุดท้ายมันกลายเป็นการฟอกเขียว ซึ่งมันไม่สามารถช่วยสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังทองข้ามการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่นและสภาพแรงงานที่มีพลังในการกดดันโรงงานเหล่านี้ และต้องกำหนดให้มีการปฏิรูปที่ดิน กระจายที่ดินสู่เกษตรกรยากจน โดยให้ชุมชนหรือประชาชนบริหารจัดการที่ดินและรัฐมีหน้าที่เพียงจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้ทั้งการทำเกษตรยึดโยงกับชุมชนโดยรอบและมีที่ดินเพียงพอโดยไม่จำเป็นต้องไปใช้การเผาอีก

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ