บทสัมภาษณ์อาจารย์กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ จากคณะสังคมสงเคราะห์ ม.ธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อแรงงาน

ช่วยวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจที่ทำให้แรงงานยากจน 

การที่แรงงานยังคงยากจนสะท้อนถึงการไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะมีการผูกขาดในระบบห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง และสหภาพแรงงานในสถานประกอบหลายแห่งมักเรียกร้องค่าจ้างสวัสดิการในรั้วโรงงานของตัวเอง เนื่องจากได้ค่าจ้างมากกว่าขั้นต่ำ แต่ไม่พูดปัญหาภายใต้ระบบห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด เช่น รูปแบบการเอารัดเอาเปรียบต่างๆ ไม่มีการลงรายละเอียดประเด็นปัญหา เช่น สหภาพแรงงานในกลุ่มยานยนต์ยังไม่มีการร่วมมือกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน (แบรนด์กับซับพลายเออร์-ผู้สัมภาษณ์) สักเท่าไหร่ทำให้อำนาจต่อรองน้อย เรื่องนี้เป็นปัญหามาก อีกปัญหาคือ การเรียกร้องค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศ ก็เป็นเงื่อนไขที่ยาก ในขณะที่สินค้าในร้านสะดวกซื้อ ยังมีราคาเท่ากันทั่วประเทศ ทั้งๆ ที่สินค้าเช่น ผักกระหล่ำปลี ไม่สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ แต่ปลูกได้เฉพาะภาคเหนือ ทั้งนี้นายทุนในห่วงโซ่อุปทานสามารถเข้าถึงแหล่งผลิต และกำกับราคาได้เองทั้งหมด จนถึงร้านค้าปลีก มาตรการกลไกของรัฐเองก็กำกับควบคุมทั้งธุรกิจไม่ได้เลย ส่วนเรื่องแรงงานก็ไม่แตะทั้งห่วงโซ่ ทำให้อำนาจต่อรองของทุนเหนือกว่า และฝ่ายแรงงานก็ตามเกมของรัฐและทุนไม่ทัน

​การเน้นการปรับค่าจ้างขั้นต่ำในตอนนี้เพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องครอบคลุมทุกปัญหาไปพร้อมกัน รวมทั้งควรเปลี่ยนไปพูดถึงการขึ้นค่าจ้างยังชีพได้ (living wage) เพราะการปรับค่าจ้างขั้นต่ำก็ไม่ได้ประกันว่าคนงานที่ทำงานมาก่อนจะได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างไปด้วย

นโยบายอื่นๆ ของรัฐที่ทำให้แรงงานยากจนในความคิดเห็นมีอะไรอีกบ้าง

ในระบบเศรษฐกิจไทย มีการจ้างงานก็เปลี่ยนไปมากจากที่มั่นคงเป็นไม่มั่นคง  ที่ชัดเจนหลังปี 1980, 90 ที่การจ้างงานมีลักษณะยืดหยุ่น เช่น งานแม่บ้าน รปภ. งานในโรงงาน เช่น จ้างสัญญาจ้างระยะสั้น 4 เดือนหรือ 120 วันก็เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แล้วกลับมาสมัครงานใหม่ นายทุนทำแบบนี้หมด คนรับงานไปทำที่บ้านก็มีมานานในอุตสาหกรรมสิ่งทอของประเทศโลกใต้ ที่ถูกนิยามว่าเป็นแรงงานรับจ้างอิสระ ไม่มีสถานะเป็นลูกจ้าง ทำให้เข้าไม่ถึงระบบคุ้มครองทางสังคม โดยเฉพาะในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา จะเห็นชัดเจนในกลุ่มงานแพลตฟอร์ม ซึ่งมองว่าต้องถกเถียงถึงสถานะการทำงานให้ชัดเจนก่อน นอกเหนือจากการคุยกันเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพอนามัย หรือสวัสดิการอื่น ๆ ประกอบกับประเทศเรามีประชาธิปไตยต่ำและสหภาพแรงงานอ่อนแอ การดีเบตจึงอยู่แค่การเป็นแรงงานอิสระ นักการเมืองเรายังไม่นำเรื่องสถานะแรงงานอิสระหรือการคุ้มครองมาอยู่ในประเด็นเลย ภายในพรรคก้าวไกลยังมีพูดถึงการจ้างงานที่เป็นธรรมอยู่บ้าง พรรคอื่นแทบจะไม่มี เช่นพรรคเพื่อไทยยังจำกัดนโยบายค่าแรงขั้นต่ำไว้เป็นเพียงนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ใช่นโยบายสังคม ในขณะที่นโยบายค่าแรงขั้นต่ำถูกจัดให้เป็นนโยบายสังคมตอนช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และกลายเป็นนโยบายเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมันต้องมาควบคู่กัน”

ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่เอื้อทุนตอนนี้ เราสามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้บ้าง

ให้เริ่มที่ฐานคิดก่อนเลย ตอนนี้เวลามีการพูดถึงการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ก็เกิดการวิจารณ์เชิงไม่เห็นด้วยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะแรงงานออฟฟิศที่เป็นชนชั้นกลางไม่ได้มองว่าถ้าขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแล้วจะได้ประโยชน์อะไร และที่โน้มน้าวยากกว่าคือความคิดที่มองว่า การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ค่าครองชีพจะแพงขึ้นทันที แทนที่เราจะพิจารณาว่า ต้นทุนแรงงานเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนทั้งหมด ไม่ถึง 10% ส่วนต้นทุนอื่น ๆ เช่น ค่าเชื้อเพลิง วัตถุดิบที่ขึ้นราคา ทำไมพวกนายทุนไม่ไปว่ารัฐบาล หรือประท้วงกับพวกนายทุนพลังงาน ซึ่งเขาไม่ไปชนกับผู้มีอำนาจเหมือนกันแน่ ๆ แต่กับต้นทุนแรงงาน เขาสามารถกดได้ เพราะแรงงานมีอำนาจน้อยกว่า อันนี้คือสิ่งที่แสดงถึงความสัมพันธ์ภายในโครงสร้างที่ชัดเจน อีกแนวทางหนึ่งที่เคยเกิดขึ้น การนัดหยุดการรณรงค์ไม่เข้าร้านสะดวกซื้อ ถ้าสมมติคนใช้บริการลดลง 10% ก็กระทบทั้งห่วงโซ่ เพราะมันมีต้นทุนค่าขนส่ง ค่าบริหารจัดการร้าน หรือการกดดันโดยตรงก็ได้ และสิ่งที่คนมักจะลืมทั้งในไทยและต่างประเทศ คือการควบคุมกลไกราคาและการผูกขาดในตลาดเป็นปัญหาเพราะอะไร อย่างเช่นเพจสหภาพไรเดอร์ที่เคยโพสต์สะท้อนการจ้างงานของไรเดอร์ไม่ต่างจากรูปแบบการจ้างงานที่เป็นมากว่าร้อยปี คนที่มาคอมเม้นท์ก็ไม่เข้าใจ ถามแค่ว่า ทำไมไม่พูดแค่เรื่องค่ารอบ ซึ่งมันยากมาก เพราะมันผ่านการกล่อมเกลาแนวคิดทางการเมือง

              อีกแนวทางหนึ่งที่ทั้งรัฐบาลและพวกนายทุนเสนอคือการพัฒนาทักษะแรงงาน แต่มันไม่ใช่แค่เดือนสองเดือน หรือหนึ่งปี แล้วแรงงานทั่วไปไม่มีเวลาที่จะพัฒนาทักษะเลย ช.ม.การทำงานยาวนาน ทำงาน 5 วันก็พอไม่ใช่ทำงานเพิ่มวันเสาร์ด้วย ซึ่งเป็นแนวทางที่แย่กว่าเดิม

              หากฝ่ายเราได้มีอำนาจรัฐ ควรต้องพูดถึงการส่งเสริมอำนาจฝ่ายประชาชนและแรงงาน เพราะยังเชื่อเสมอว่า ถ้าแรงงานไม่มีสิทธิในการรวมตัว การเรียกร้องค่าจ้าง การเจรจาต่อรอง และสวัสดิการจะเป็นไปไม่ได้เลย และต้องเปลี่ยนระบอบหรือสภาพแวดล้อมทางการเมือง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากแต่ต้องทำ รวมไปถึงการเปลี่ยนเงื่อนไขพรรคการเมือง เพื่อให้เกิดพรรคของแรงงาน โดยเฉพาะพรรคที่มีแนวคิดประชาธิปไตย เพราะประวัติศาสตร์ของพรรคแรงงานในไทยมักติดกับดักแนวคิดทางการเมือง และยังติดแนวคิดอนุรักษ์นิยม แต่บางคนอ้างว่าเพราะเกิดจากความผิดหวังกับทักษิณ ซึ่งมันไม่เกี่ยวกัน มันอยู่ที่การนำแนวคิดทางการเมืองมาตั้งต้นพิจารณา

การเคลื่อนไหวของแรงงานมีทิศทางอย่างไรตอนนี้

ไม่นานมานี้ทางองค์การแรงงานระหว่างประเทศมีการประชุมพูดคุยเรื่องค่าจ้างเพื่อชีวิตในที่ประชุมคณะประศาสน์การ ซึ่งคนละอย่างกับค่าจ้างขั้นต่ำ เราไม่ต้องการค่าจ้างที่พออยู่แค่วันต่อวัน แล้วเราควรหาบรรทัดฐานของแต่ละประเทศที่สูงกว่านี้ แล้วนำมาประกอบการคิดคำนวณค่าจ้างเพื่อชีวิต แต่เราขาดคนขับเคลื่อน ซึ่งสหภาพแรงงานที่เคยคุยด้วยไม่มีใครร่วมขับเคลื่อนเลย โดยเฉพาะสหภาพแรงงานที่จัดตั้งตามกฎหมาย

                สำหรับพรรคก้าวไกล ผมเห็นว่าทิศทางของทีมเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกลไม่สอดคล้องนโยบายแรงงานที่พรรคเสนอ เช่น การอภิปรายค่าจ้างที่เป็นธรรม ยังมี ส.ส.ในพรรคหยิบยกกรณีของการปรับค่าจ้างขั้นต่ำตามสูตร แม้จะปรับปรุงสูตรให้ถูกต้อง แต่ค่าจ้างที่ดำรงชีวิตไม่ได้ยังเรียกว่าเป็นธรรมหรือไม่ ปีกแรงงานก็เป็นกลุ่มหนึ่งในพรรคก้าวไกล แต่คนอื่น ๆ ในพรรคเห็นด้วยกับนโยบายแรงงานหรือไม่ ถึงแม้ว่ามีการนำวาระเข้ารัฐสภาซึ่งรู้อยู่แล้วว่าจะถูกปัดตก แล้วก็เอามาโปรโมทในกระแสสังคมซึ่งมันไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทั้งที่คาดการณ์ไวัได้อยู่แล้วว่าอย่างไรก็ไม่ผ่านการลงคะแนนเสียง แต่สิ่งที่สังคมควรเรียนรู้คือ ส.ส.ที่พยายามปกป้องนายทุนใหญ่ แทนที่จะช่วยกันสะท้อนความไม่เป็นธรรมในห่วงโซ่อุปทาน แล้วยิ่งถ้าทีมเศรษฐกิจของก้าวไกลยังติดอยู่กับสูตรการคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำที่เอื้อทุน ก็ไม่ต้องเสนออะไรแล้ว เพราะมันเป็นสูตรที่พวกนักวิชาการและเทคโนแครตใช้กัน ถ้าไม่เข้าสูตรนี้เขาจะไม่คุย ซึ่งพรรคก้าวไกลก็ไม่ได้ก้าวหน้าอะไรนัก เพราะคนในพรรคยังมีฐานคิดแบบนั้นอยู่

              ในส่วนของทิศทางการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานนั้นไม่ค่อยมีความเปลี่ยนแปลงมากนัก ผมสามารถแบ่งเป็นกลุ่มได้คือ กลุ่มแรกคือนักสหภาพที่ทำงานกับรัฐ ทั้งที่มีการเสนอนโยบายที่ดี แต่ให้ขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ กลุ่มที่ 2 คือพวกที่แสวงหาตำแหน่งทางการเมือง ราชการและตุลาการ เคยทำงานกับสหภาพในรั้วโรงงานจนเติบโตแล้วเข้าสู่อำนาจ กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มที่สังกัดพรรคการเมืองกลาง ๆ แต่พยายามสู้แบบซ้ายและเป็นมุ้งทางการเมือง นั่นคือปีกแรงงานก้าวไกล กลุ่มที่ 4 คือสู้กับระบบทุนนิยม ต่อต้านการขูดรีด และรูปแบบการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรมต่าง ๆ แต่สุดท้ายใช้แนวคิดขวามาขับเคลื่อนประเด็นแรงงาน กลุ่มที่ 5 ก็คือกลุ่มแบบสังคมนิยมแรงงาน แต่ไม่ค่อยมีแนวร่วมในสังคม เพราะสังคมไม่เข้าใจ และอยากให้โตขึ้นเรื่อย ๆ กลุ่มที่ 6 คือ NGO แรงงาน ทำตัวเหมือนตัวแทนแรงงาน แล้วเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง และกลุ่มที่ 7 คือกลุ่มสภาองค์กรลูกจ้างที่แสวงหาผลประโยชน์ในกระทรวงแรงงานเป็นหลัก

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ