โดย คมกริต
เฮติ ชื่อนี้อาจจะไม่คุ้นหูสำหรับสังคมไทย เดิมเป็นดินแดนที่มั่งคั่งด้วยทรัพยากรมากมาย ตั้งอยู่ในแถบทะเลแคริเบียน เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมจนได้รับเอกราชในค.ศ.1804 ซึ่งเป็นประเทศที่ 2 ในแถบทวีปอเมริกาเหนือที่ได้รับเอกราชรองจากอเมริกา และเป็นสาธารณรัฐเอกราชของคนผิวดำแห่งแรกในโลกอีกด้วย
เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 ความรุนแรงใจกลางเมืองได้ขึ้นโดยกลุ่มแก๊งอันธพาล G9 ร่วมกับแก๊งค์อื่น ๆ เข้าควบคุมเมืองหลวงส่วนใหญ่อย่างปอร์โตแปรงซ์ ประเทศเฮติ รวมถึงสนามบิน และบุกเข้าไปในเรือนจำ 2 แห่งเพื่อปล่อยนักโทษ พร้อมกับเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีรักษาการ แอเรียล อองรี ลงจากตำแหน่ง
แก๊งค์อันธพาลไม่ใช่เรื่องธรรมชาติสำหรับประเทศเฮติ และไม่ใช่ “วัฒนธรรมความรุนแรง” ของชาวเฮติแต่อย่างใด มันเป็นผลมาจากการแทรกแซงของลัทธิจักรวรรดินิยม และชนชั้นนำร่ำรวยที่แข่งกันช่วงชิงอำนาจมาหลายทศวรรษ
หลังจากที่สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากเฮติในปี 1934 ฟร็องซัว ดูว์วาลีเย หรือ “ปาปา ด็อก” ได้ขึ้นสู่อำนาจในทศวรรษ 1950 ในตอนแรกเขาได้รับความนิยมจากคำสัญญาว่าจะให้ประโยชน์แก่คนยากจน แต่ในไม่ช้าก็หันไปปราบปรามคนจนอย่างโหดเหี้ยมโดยใช้กลุ่มอันธพาล “ทอนตัน มาคูต” ปาปา ด็อกยังได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ เป็นระยะๆ เช่นเดียวกับลูกชายและผู้สืบทอดตำแหน่งของเขา “เบบี้ ด็อก” ซึ่งถูกโค่นล้มเมื่อปี 1986
ฌ็อง-แบร์ทร็อง อาริสตีด เคยเป็นนักบวชที่ร่วมการประท้วงในช่วงทศวรรษที่ 1980 ได้จัดตั้งกลุ่มติดอาวุธนามว่า “ไคเมร่า” เพื่อเป็นช่องทางในการสร้างอำนาจและปกป้องการเคลื่อนไหวของเขาไม่ให้ถูกปราบปราม
ในปี 1991 ฌ็อง-แบร์ทร็อง อาริสตีด ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ซึ่งให้คำมั่นสัญญาว่าจะปลดแอกประเทศจากจักรวรรดินิยม จึงเกิดการรัฐประหารโค่นล้มเขา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ กระนั้นกองทัพเฮติกลับไม่สามารถรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ได้ ในปี 1994 สหรัฐฯ จึงส่งทหาร 20,000 นายไปยังเฮติเพื่อปฏิบัติการ “ฟื้นฟูประชาธิปไตย” โดยมีจุดมุ่งหมายให้ ฌ็อง-แบร์ทร็อง อาริสตีด กลับคืนสู่อำนาจในปี 2000 แต่มีข้อตกลงว่า เขาต้องนำนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมมาใช้ เท่ากับว่าประเทศที่ยากจนที่สุดต้องจนลงอีก อาริสตีดยังต้องใช้แก๊งค์อันธพาลที่เคยจัดตั้งเพื่อรักษาอำนาจของเขาด้วย
กลุ่มแก๊งค์อันธพาลซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยคนยากจน แต่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มคนรวยในประเทศ แก๊งค์เหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างใหม่ และเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งทางการเมืองที่จักรวรรดินิยมตะวันตกสร้างขึ้น ในปัจจุบันมีความเกี่ยวข้องกับสองกลุ่มคือ G-Pep และ G9 ที่ต่อสู้กันเองเพื่อควบคุมเมืองปอร์โตแปรงซ์
ในด้านหนึ่งมันเป็นการสะท้อนถึงความเกลียดชังตำรวจและกองทัพ และหลังจากที่อาริสตีดยุบกองทัพเฮติเมื่อดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง อดีตทหารทั้งหลายก็หลั่งไหลสมัครกลุ่มติดอาวุธเพื่อหาเลี้ยงชีพ
จากนั้นเมื่อฌอเวอแนล มออีซ ขึ้นสู่อำนาจในปี 2017 ด้วยความช่วยเหลือของแก๊งในเครือ G9 มออีซจึงรับรองว่าจะคุ้มครองบรรดาผู้สนับสนุนของเขาที่ก่ออาชญากรรมและ G9 ก็ได้ทำงานให้กับมออีซ ทำหน้าที่กองกำลังรักษาความปลอดภัยส่วนตัว และในปี 2021 มออีซถูกลอบสังหารโดยทหารรับจ้างต่างชาติ เมื่อแก๊งค์อันธพาลไร้ซึ่งเจ้านายทางการเมือง พวกเขาจึงหาวิธีต่อสู้ในแบบของพวกเขาเองเพื่อควบคุมเฮติ
นักปกป้องจักรวรรดินิยมมักอ้างว่า หากปล่อยให้เฮติปกครองตนเอง สังคมจะเข้าสู่ความโกลาหลวุ่นวายต่อไป แต่ทว่าระบบจักรวรรดินิยมก่อความยากจนและสร้างเงื่อนไขให้เกิดสงครามกลางเมือง หัวใจของมันคือ ‘เฮติไม่มีสิทธิ์ปกครองตนเอง’
พลังที่ทั้งนักการเมืองและจักรวรรดินิยมตะวันตกต่างหวาดกลัว
คนงาน นักศึกษาและคนยากจนเป็นพลังเดียวในเฮติที่สามารถยึดประเทศกลับมาจากทั้งลูกน้องจักรวรรดินิยมและแก๊งอันธพาลได้ การลุกฮือในปี 2019 เพื่อเรียกร้องให้ประธานาธิบดี ฌอเวอแนล มออีซ ลาออกเพราะคอร์รัปชั่น แสดงให้เห็นว่า การร่วมกันเคลื่อนไหวต่อสู้ของขบวนการมวลชนลุกฮือขึ้นจากย่านที่ยากจนสามารถทำอะไรได้บ้าง “เป็นเวลาสองปีแล้วที่ ฌอเวอแนล สัญญาว่าจะทำให้เราอิ่มท้อง แต่ฉันกินคำโกหกไม่ได้” ผู้ประท้วง โจซู หลุยส์-เฌิน กล่าวขณะเคาะจานโลหะด้วยช้อน “ประธานาธิบดีคนนี้เป็นแค่คนโป้ปด” เขากล่าว “เขาต้องออกจากตำแหน่งไปแล้ว” ตำรวจโจมตีกลับด้วยกระสุนจริงแต่ไม่สามารถระงับการลุกฮือได้ ประชาชนในเฮติต้องสร้างจิตวิญญาณและพลังที่เคยเกิดขึ้นในปี 2019 อีกครั้ง

