โดย ลมดาวเหนือ และ สหายเยเกอร์
สังคมนิยมคือชนชั้นกรรมาชีพได้อำนาจรัฐมาโดยสถาปนา “รัฐกรรมาชีพ” เเละสร้างประชาธิปไตยทั้งทางเศรฐกิจเเละการเมือง เเต่สังคมนิยมในกรอบความคิดเเบบกระเเสหลักก็คงหนีไม่พ้นกับวิสัยที่มองสังคมนิยมว่า”ยูโทเปีย” มองว่าสังคมนิยมมันเพ้อฝันโดยคิดว่าในสังคมเเบบนี้ทุกคนจะเท่าเทียมกันแบ่งสิ่งของเท่ากันทุกคนอยู่เเบบมีความสุขโดยใช้รัฐบาลเผด็จการที่ผูกขาดโดยพรรคๆเดียวเหมือนดั่งที่รัสเซียเเละประเทศคอมมิวนิสต์ในสงครามเย็นซึ่งในความจริงแล้วสังคมนิยมหาได้เป็นเเบบนั้นไม่ ทั้งนี้ข้าพเจ้าขอใช้แเนวคิดแบบลัทธิมาร์กซมาวิเคราะห์
คาร์ล มาร์กซ ไม่ได้ชี้ถึงเป้าหมายสังคมใหม่เเบบยูโทเปีย ซึ่งสังคมนิยมแแบบยูโทเปีย คือแนวคิดที่ได้รับความนิยมในหมู่ฝ่ายซ้ายในช่วงศตวรรษที่ 19 ตัวอย่างคนที่มีแนวคิดนี้และมีอิทธิพลในสังคมยุคนั้นได้แก่ ชาร์ล ฟูริเย และ อองรี เดอ แซงค์ซิมอง ที่มีข้อเสนอการสร้างชุมชนในโลกทุนนิยมที่เรียกว่า ฟารองแตร์ ทุกคนที่อยู่ในที่พักนี้สามารถมีชีวิตที่ดีและตัดขาดจากความยากลำบากภายนอกแนวคิดนี้ ฟรีดริช เองเกลส์ สหายผู้ร่วมอุดมการณ์ของคาร์ล มาร์ค ได้ชี้ไว้ในหนังสือ “สังคมนิยมแบบเพ้อฝันหรือวิทยาศาสตร์” (Utopian Socialism or Scientific) ว่าสังคมนิยมแบบบนี้ขาดการวิเคราะห์วิวัฒนาการของสังคมอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
ลีออน ทรอตสกี้ นักปฏิวัติรัสเซียเสนอว่าต้อง “ปฏิวัติถาวร” ในบริบทปัจจุบันนี้ระบบทุนนิยมได้กลายเป็นระบบเศรษฐกิจโลกาภิวัฒน์ไปแล้วเพราะในปัจจุบันนี้ไม่มีสังคมและการผลิตแบบศักดินาแล้ว แนวทางของทรอตสกี้นั้นเป็นสิ่งที่ยืนยันว่ายังใช้ได้ และการปฏิวัติครั้งนี้ต้องนำไปสู่สังคมนิยมโดยทันทีในการต่อสู้ครั้งถัดไปไม่จำเป็นต้องเชื่อถือคำพวกหลอกลวงของชนขั้นนายทุนที่จะร่วมการปฏิวัติเพราะการหลงไปร่วมกับนายทุนเเล้วก็จะกลายเป็นเเค่เปลี่ยนชนชั้นปกครองกลุ่มเก่าเป็นกลุ่มใหม่
สังคมนิยมจะเกิดขึ้นได้ก็โดยชนชั้นกรรมาชีพยึดอำนาจรัฐและสถาปนารัฐของชนชั้นกรรมาชีพซึ่งก็คือยุคสังคมนิยม ในเวลานั้นชนชั้นกรรมาชีพที่ได้ช่วงชิงมาซึ่งปัจจัยการผลิตเช่นโรงงานที่นาและสถานที่ราชการต่างๆมาเป็นของตัวเองโดยและบริหารจัดการโดยคอมมูน เพื่อที่จะพัฒนาปัจจัยการผลิตเหล่านี้ให้พัฒนาขึ้นเพื่อที่จะยกระดับครองชีพของประชาชน นอกจากนี้หน้าที่ของสังคมนี้คือการเพิกถอนกรรมสิทธิ์เอกชน กรรมสิทธิ์เอกชนก็คือที่ดินและปัจจัยต่างๆ ที่สามารถทำกำไรและขูดรีดได้ ทั้งนี้ไม่ใช่การนำของส่วนตัวต่างๆ มาเป็นของส่วนรวมเเบบที่กระเเสหลักกล่าวหาใส่ร้าย
การครองชีพในสังคมนิยมเป็นอย่างไร? ต้องพูดว่าในยุคสังคมนิยมนั้นจะใช้หลักที่ว่า “ทุกคนทำงานตามความสามารถและได้รับผลตามงานที่ทำ”เช่นหมอจะได้ค่าจ้างในการครองชีพมากกว่ากรรมกรทั่วไปเพราะเป็นเเรงงานฝีมือเเต่เราก็มิได้ถอดทิ้งเเรงงานไร้ฝีมือ พวกเขายังคงรายได้ที่พอสำหรับการครองชีพเเละสวัสดิการครบถ้วนจากรัฐชนชั้นกรรมาชีพ ฟังเเบบนี้ก็ดูเหมือนว่ามันไม่เเฟร์เอาเสียเลยที่คนงานจะได้เงินไม่เท่ากัน เเต่ในความเป็นจริงเเล้วต้องใช้ตรรกะที่ว่าความยุติธรรมนั้นไม่สามารถตั้งอยู่เหนือกว่าเงื่อนไขทางเศรษฐกิจของสังคมเเละความคลี่คลายทางวัฒนธรรมจะอนุโลมตามเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ เเล้วการปกครองของสังคมนี้จะมีความเป็นประชาธิปไตยแบบเต็มรูปแบบ โดยใช้หลักการปกครองเเบบ “คอมมูน” กล่าวคือเเรงงานเลือกผู้เเทนได้สร้างสภาเเรงงานเเละผู้เเทนคอมมูนที่ถอดถอนได้ทุกเมื่อ จากการเลือกตั้งในสภาเเรงงานจะมีหลายกลุ่มก้อนทางการเมืองของชนชั้นแรงงานมาร่วมประชุมถึงการออกแบบสังคมของตัวเองเพื่อให้เกิดระเบียบเเบบเเผน มิได้เป็นระบบเผด็จการพรรคเดียวแบบเหล่าประเทศที่เรียกตัวเองว่า “รัฐคอมมิวนิสต์” ในสังคมปัจจุบันแต่อย่างใด
ข้าพเจ้าสามารถยกตัวอย่างได้จากกรณีปารีสคอมมูน (Paris Commune) ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1871 เป็นเหตุการ์ณที่เเรงงานในปารีสลุกขึ้นมาติดอาวุธยึดโรงงานและบริหารกันเองเเบบคอมมูนและกรณีนี้ถือว่าเป็นสังคมนิยมครั้งแรกของโลกเลยก็ว่าได้ ถึงแม้ในภายหลังจะพ้ายแพ้เพราะการไม่ใช้กลไกรัฐใหม่ของตัวเองปราบปรามพวกกองทัพปฏิปักษ์ปฏิวัติของรัฐบาลเก่าที่หนีไปเมืองอื่นและกลับมายึดเมืองคืน ซึ่งวลาดิเมียร์ เลนิน นักปฏิวัติรัสเซียได้วิเคราะห์ถึงจุดอ่อนข้อนี้ในหนังสือ “รัฐกับการปฏิวัติ” (State and revolution) เพื่อให้การปฏิวัติในรัสเซียไม่พ่ายแพ้เหมือนกรณีของปารีสคอมมูน ทั้งนี้ในเรื่องสวัสดิการจะคลี่คลายเเละกระจายตัวอย่างทั่วถึงเพราะสิ่งต่างๆ ล้วนเเล้วไม่เเสวงหากำไรจะทำโดยสวัสดิการจริงๆเช่นการฝากเลี้ยงบุตรของเเม่ลูกอ่อน สวัสดิการการรักษาพยาบาล สวัสดิการการศึกษา ทุกอย่างล้วนฟรี เพราะกำลังการผลิตสูงมากต่างกับสังคมปัจจุบันที่มีเเต่การกักตุนผลประโยชน์ของคนส่วนน้อย


