แนวคิดของโรซา ลักเซมเบิร์กว่าด้วยการนัดหยุดงานของมวลชน: เครื่องเตือนใจสำหรับชนชั้นแรงงาน

โดย พัชณีย์ คำหนัก

​ในระหว่างการแพร่ระบาดของโควิดและหลังโควิดที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน เรามักพบเห็นการต่อสู้ของพนักงาน แรงงานในภาครัฐและเอกชน เช่นในสหราชอาณาจักร จากปัญหาเงินเฟ้อสูง ค่าครองชีพพุ่งสูงแต่ค่าจ้างเงินเดือนยังคงไม่ปรับตามให้ทัน เช่น สหภาพแรงงานรถไฟ  สหภาพแรงงานครู (ยกเว้นประเทศไทย) การประท้วงนัดหยุดงานของมวลชนขนาดใหญ่ ไม่เพียงกระทบต่อผลกำไรของนายทุน แต่ยังทำให้เกิดการถามหาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสังคมอีกด้วย

​โรซา ลักเซมเบิร์ก นักปฏิวัติสังคมนิยมชาวโปแลนด์-เยอรมันให้เหตุผลว่า การนัดหยุดงานครั้งใหญ่เป็นการหลอมรวมข้อเรียกร้องทั้งทางเศรษฐกิจปากท้องและการเมือง เธอมองว่า การต่อสู้มวลชนเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ก้าวหน้าอย่างถอนรากถอนโคนได้ ลักเซมเบิร์กพัฒนาแนวคิดของเธอในจุลสารเรื่อง “การหยุดงานทั่วไป พรรคการเมืองและสหภาพแรงงาน” เมื่อปีค.ศ. 1906 เพื่อถกเถียงแลกเปลี่ยนกับคนในพรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมัน (SPD) เกี่ยวกับธรรมชาติของการปฏิวัติ

​ในจุลสารประกอบด้วยบทเรียนของการปฏิวัติรัสเซียปี 1905 ซึ่งมีส่วนจุดชนวนการประท้วงครั้งใหญ่ในเยอรมนี และเห็นปฏิบัติการของคนงานที่เก่งกล้าสามารถ โดยเพิ่มข้อเรียกร้องทางการเมืองเข้าไปด้วย ลักเซมเบิร์กอธิบายว่า ระบบทุนนิยมได้นำเอาอำนาจรัฐและอำนาจเศรษฐกิจเข้ามาเป็นเนื้อเดียวกันมากขึ้น ชนชั้นนายทุนครอบงำชนชั้นแรงงานทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยใช้รัฐเป็นเครื่องมือ

​ดังนั้น การต่อสู้ทางเศรษฐกิจของแรงงาน เช่น การขอเพิ่มค่าจ้างสามารถพัฒนาไปสู่การต่อสู้ทางการเมืองว่า ใครบริหารสังคมอยู่ “การต่อสู้ทางเศรษฐกิจเป็นตัวส่งสัญญาณจากศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองหนึ่งไปยังอีกศูนย์กลางหนึ่ง” เธอเขียนด้วยว่า “และการต่อสู้ทางการเมืองคือการเหยาะปุ๋ยเป็นระยะๆ เพื่อการต่อสู้ทางเศรษฐกิจ” ในระหว่างการต่อสู้ทางเศรษฐกิจปากท้อง แรงงานก็จะเรียนรู้ถึงพลังขององค์กรตนเอง ที่ๆ พวกเขาจะสามารถสร้างจิตสำนึกทางการเมืองให้กว้างขึ้น ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับปากท้องอาจกลายเป็นประเด็นทางการเมืองได้ทั้งในระดับสูงและในระดับล่างของการต่อสู้ ไม่ว่าจะมีคนต่อสู้นับแสนคนหรือมีเพียงไม่กี่คนที่ออกมา นี่คือสาเหตุที่นักปฏิวัติโต้เถียงกันเรื่องการหยุดงานของมวลชนขนาดใหญ่และยาวนานขึ้น

​ลักเซมเบิร์กเสริมว่า อีกด้านหนึ่ง การต่อสู้ทางการเมืองก็อาจนำไปสู่การเรียกร้องทางเศรษฐกิจได้เช่นกัน “ทุกการต่อสู้และชัยชนะจากการต่อสู้ทางการเมืองครั้งใหม่จะกลายเป็นแรงผลักดันอันทรงพลังให้แก่การต่อสู้ทางเศรษฐกิจ” เธอกล่าวอีกว่า “ในเวลาเดียวกันก็ช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ภายนอกใหม่ๆ และเพิ่มแรงกระตุ้นภายในของแรงงานเองเพื่อสร้างแรงปรารถนาในการต่อสู้ให้ต่อสู้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

​“หลังการกระทำทางการเมืองที่ปะทุขึ้นในแต่ละครั้ง จะระเบิดไปสู่การต่อสู้ทางเศรษฐกิจนับพัน ในทางกลับกัน การต่อสู้ทางเศรษฐกิจกับนายทุนที่ไม่หยุดยั้งจะรักษาพลังการต่อสู้ของคนงานให้ยังคงอยู่ในทุกช่วงเวลาของการต่อสู้ทางการเมือง”

                ชนชั้นปกครองจึงรู้สึกหวาดกลัวกับโอกาสนี้ นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเขากล่าวว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจที่สังคมเผชิญ เช่น อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นไม่มีสาเหตุปัจจัยทางการเมือง และเป็นเพียงปรากฏการณ์เท่านั้น แม้แต่ผู้นำสหภาพแรงงานยังกล่าวว่าอำนาจของพวกเขาในการเรียกคนงานออกมาประท้วงไม่ควรใช้เหตุผลทางการเมือง เราจึงเห็นผู้นำแรงงานไม่เห็นด้วยกับการนัดหยุดงานทั่วไปในการต่อรองทางการเมือง

​เบื้องหลังการวิเคราะห์ของลักเซมเบิร์กมาจากการปฏิวัติรัสเซียปี 1905 เมื่อข้อเรียกร้องทางเศรษฐกิจและการเมืองของคนงานจุดชนวนให้เกิดการปฏิวัติ ภายใต้การปกครองของระบอบกษัตริย์รัสเซียทำให้ชีวิตประชาชนอยู่อย่างยากลำบากยากแค้น ทั้งชาวนาและแรงงานต่างทุกข์ทรมานจากสภาพความเป็นอยู่และการทำงานที่ย่ำแย่ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 กดขี่ ปกครองอย่างไร้ประชาธิปไตยและเหยียดเชื้อชาติ ดังนั้น ในเดือนมกราคม 1905 จึงเกิดการเดินขบวนโดยปราศจากอาวุธมุ่งหน้าไปยังพระราชวังฤดูหนาวในเมืองหลวงเปโตรกราด เพื่อเรียกร้องให้ปรับปรุงสภาพการทำงาน ลดชั่วโมงทำงานเหลือ 8 ช.ม./วัน สิทธิการเลือกตั้งอย่างเท่าเทียมกัน การศึกษาฟรี เสรีภาพสื่อ

​แต่กองทหารองครักษ์ของกษัตริย์กลับยิงผู้ประท้วง เหตุการณ์นี้เรียกว่าวันอาทิตย์นองเลือด (Bloody Sunday) กล่าวคือ คนงานเผชิญหน้ากับรัฐของซาร์และต่อสู้เพื่อสิทธิในการประท้วง ส่งผลให้คนงานคนอื่นๆ ได้รับแรงบันดาลใจให้ต่อสู้เพื่อปรับปรุงค่าจ้างและสภาพการทำงานของตนเอง ในเดือนตุลาคมเกิดการนัดหยุดงานทั่วไปบังคับให้พระเจ้าซาร์ให้คำมั่นสัญญาว่าจะปฏิรูปการเมือง สะท้อนว่าจิตสำนึกทางชนชั้นได้ตื่นขึ้นแล้ว “ราวกับถูกไฟฟ้าช็อต” “มวลชนชนชั้นกรรมาชีพตระหนักทันทีว่า การดำรงอยู่ทางสังคมและเศรษฐกิจที่พวกเขาอดทนอดกลั้นมาหลายทศวรรษภายใต้ห่วงโซ่ของระบบทุนนิยมนั้นมันสุดจะทนแล้วจริงๆ

​ประสบการณ์ดังกล่าวได้เปลี่ยนความเข้าใจของนักปฏิวัติว่า การปฏิวัติชนชั้นแรงงานยุคใหม่จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ดังที่ลักเซมเบิร์กเขียนไว้ว่า “การนัดหยุดงานทั่วไปเป็นการต่อสู้อย่างเป็นธรรมชาติและปลุกเร้าการปฏิวัติครั้งใหญ่ของชนชั้นกรรมาชีพให้เกิดขึ้น”

          เธออธิบายถึงการนัดหยุดงานของมวลชนว่าเป็น “จังหวะการเต้นของหัวใจที่มีชีวิตของการปฏิวัติ และในขณะเดียวกันก็เป็นวงล้อขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุด” เป็นแรงผลักดันสู่การปฏิวัติ เปลี่ยนความคิดในหมู่คนงาน และทำให้พวกเขามั่นใจในการต่อสู้มากขึ้น ลักเซมเบิร์กให้เหตุผลอีกว่าเพราะเหตุนี้การต่อสู้จึงเป็นครูที่ดีที่สุดสำหรับคนทั่วไป

​เธอยังเขียนด้วยว่า “ลัทธิสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในรัสเซียจะต้องถูกโค่นล้มโดยชนชั้นกรรมาชีพ แต่เพื่อที่จะโค่นล้มให้ได้ ชนชั้นกรรมาชีพจำเป็นต้องได้รับการศึกษาทางการเมืองขั้นสูง ควรมีจิตสำนึกทางชนชั้นและทำงานจัดตั้ง” การจะบรรลุเป้าหมายนั้นได้ก็แต่โดยการจัดตั้ง “โรงเรียนการเมืองที่มีชีวิต มีการต่อสู้ และการต่อสู้ถือวิถีการปฏิวัติที่จะต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง” นั่นคือเราควรเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและสมาชิกพรรคการเมืองปฏิวัติด้วย นั่นคือการต่อสู้เรื่องปากท้องควรยกระดับไปสู่การเมือง และต่อสู้ทางการเมืองก็ควรนำไปสู่การต่อสู้เรื่องเศรษฐกิจด้วยปฏิบัติการของมวลชนแรงงาน

             อีกทั้ง พรรคปฏิวัติเป็นพลังที่สามารถทำลายการควบคุมของพวกผู้นำแรงงานข้าราชการที่ชี้นำคนงาน  คนงานพื้นฐานจึงควรเป็นศูนย์กลางในการปลดแอก ลักเซมเบิร์กเน้นย้ำว่าการปลดแอกไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยพวกผู้ปกครองหรือผ่านกระบวนการปฏิรูปหลายๆ ครั้ง คนงานเองนั่นแหละจะต้องต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตัวเอง และการนัดหยุดงานทั่วไปจึงเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด ดังที่กล่าวมาแล้วว่าอาจบานปลายไปสู่ชัยชนะทางการเมืองและสร้างสังคมใหม่ในแบบสังคมนิยมของชนชั้นแรงงาน ดังที่ลักเซมเบิร์กกล่าวว่า “ลัทธิสังคมนิยมไม่สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยกฎระเบียบคำสั่ง และไม่สามารถจัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลใดๆ ได้ แม้แต่รัฐบาลสังคมนิยม”

​“สังคมนิยมต้องถูกสร้างขึ้นโดยมวลชน และคนงานทุกคนจะต้องสร้างเอง  ที่ใดมีโซ่ตรวนของระบบทุนนิยม ที่นั่นจะต้องถูกทำลาย” ขณะนี้ ชนชั้นแรงงานในไทยทุกวันนี้ต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ค่าแรงต่ำ และสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ งานของลักเซมเบิร์กเป็นเครื่องเตือนใจให้คนทำงานทุกคนว่า พวกเรามีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมแย่ๆ รวมถึงเปลี่ยนระบบสังคมทุนนิยม ด้วยความร่วมมือกันของพวกเราชนชั้นแรงงาน และจิตสำนึกทางการเมืองของชนชั้นแรงงานมาจากการสร้างด้วยมือของเราเอง

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ