โดย วัฒนะ วรรณ
เครดิตสวิส (Credit Suisse) เคยประเมินว่า คนรวยที่สุด ๑๐% ของไทยถือครองสินทรัพย์มากถึงกว่า ๗๗% ของคนทั้งประเทศ และสัดส่วนสินทรัพย์ที่ถือครองโดยคน ๑% ธนาคารโลก รายงานว่าความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของไทย (Gini Coefficient) สูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออก-แปซิฟิก อยู่ที่ ๔๓.๓ ในปี ๒๕๖๔ มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมไทย(จีดีพี) อยู่ที่ประมาณ ๑๘ ล้านล้านบาท ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานว่า ค่าจ้างแรงงานไทยเฉลี่ย ๑๕,๔๑๖ บาทต่อเดือน ในปี ๒๕๖๕
ประเทศไทยมีกำลังแรงงาน ๔๐ ล้านคน คิดเป็นรายได้ทั้งหมด ๗.๔ ล้านล้านบาทต่อปี นอกจากนั้นสัดส่วน “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” ที่คนจนจ่ายในสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับรายได้ มีสัดส่วนราว ๒๘% ในช่วงก่อนโควิด ของการจัดเก็บภาษีทั้งหมด จากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นว่าคนจำนวน ๔-๕ แสนคน ที่เป็นยอดบนสุดของพีระมิดของในสังคมไทย สะสมความมั่งคั่งไปเกินครึ่งในแต่ละปี
ในระบบทุนนิยมความร่ำรวยกินดีอยู่ดีของนายทุนเกิดขึ้นด้วยตัวของนายทุนเพียงลำพังใช่หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ เมื่อนักสังคมนิยมเรียกร้องให้เก็บภาษีสูงๆ เป็นพิเศษจากคนรวยมากๆ ในสังคม หรือแม้กระทั่งการเรียกร้องสวัสดิการเพิ่มของแรงงาน หรือการยึดกิจการเอกชนมาเป็นของรัฐเพื่อบริการสังคมย่อมมีความชอบธรรม
การสะสมความมั่งคั่งของนายทุนไทยบางส่วนตกทอดมรดกมาจากยุคก่อนทุนนิยมโดยอาศัยการทำสงครามเกณฑ์แรงงาน มาทำงานในระบบไพร่ทาส แต่นายทุนส่วนใหญ่เริ่มต้นสะสมทุนในยุคทุนนิยม ยุคที่ใช้แรงงานเสรี การค้าเสรี
การทำงานเพียงลำพังของแรงงานเก็บเล็กผสมน้อยนั้นไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งเพื่อขยับฐานะเป็นนายทุนได้ ต้องมีการจ้างแรงงานอื่นมาช่วยทำงานโดยการสะสมทุนผ่านการจ่ายค่าจ้างในระดับที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แรงงานคนนั้นๆผลิตได้ หรือที่เรียกว่า “การขูดรีดมูลค่าส่วนเกิน” หรือในบางครั้งการสะสมทุนอาจจะเริ่มต้นจากแรงงานในครอบครัว แล้วค่อยๆ สะสมทุนจากแรงงานอิสระจากส่วนอื่นๆ
การสะสมทุนแบบนี้ที่มีการจัดสรรมูลค่าสินค้าที่ผลิตได้แบบไม่ยุติธรรม จำเป็นจะต้องอาศัยการบังคับ ผ่านกลไกรัฐสมัยใหม่ที่ถูกสร้างมาพร้อมๆ กับระบบทุนนิยม มีการสร้างกฎหมาย กองกำลังติดอาวุธที่อิสระจากสังคม เพื่อเป็นเป็นเครื่องมือบังคับ และถึงที่สุดมีการกล่อมเกลาผ่านโครงสร้างประชาสังคมส่วนต่างๆ เช่น ครอบครัว วัด โรงเรียน สื่อสารมวลชน เพื่อสร้างความชอบธรรมผ่านการทำให้กลไกต่างๆ เหล่านี้กลายเป็นเรื่องธรรมชาติ เพื่อให้คนยอมจำนนต่อการจัดสรรดังกล่าว
ด้วยเหตุนี้นักสังคมนิยมจึงพูดเสมอๆ ว่าความร่ำรวยที่เกิดขึ้น ผลผลิตที่เกิดขึ้น ในสังคมทั้งหมดทั้งมวล ล้วนเกิดขึ้นจากการทำงานของคนทั้งสังคม ผ่านการใช้แรงงานเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นสินค้า ไม่ใช่เกิดจากนายทุนเพียงลำพัง ดังนั้น การนำความร่ำรวยเหล่านั้นกลับคืนสู่สังคม เพื่อบริการคนส่วนใหญ่จึงมีความชอบธรรม นำมาสร้างสวัสดิการในมิติต่างๆ ให้เกิดผลลัพธ์เท่าเทียมกันมากที่สุด มีประสิทธิภาพมากกว่าการมีโอกาสเท่าเทียมของระบบเสรีนิยมที่สุดท้ายแล้วเป็นเพียงคำหลอกหลวง เพราะคนจนไม่เคยได้รับโอกาสต่างๆ จริง มีแต่คนมีเงินส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงบริการเหล่านั้น
บางครั้งคนที่สนับสนุนแนวคิดเสรีนิยมจะตอบโต้ว่าการที่นายทุนเอากำไร โดยจ่ายค่าจ้างต่ำๆ เป็นเรื่องที่ชอบธรรมแล้ว ถูกต้องแล้ว เพราะนายทุนเหล่านั้นต้องแบกความเสี่ยงจากการขาดทุนหรือเกิดวิกฤตเศรษฐกิจมากกว่าลูกจ้าง
แต่ถ้าเรามาตรองดูภาพความจริงกันดีๆ จะพบว่าเมื่อบริษัทขาดทุนหรือเกิดวิกฤต นายทุนหรือผู้บริหารจะเป็นคนกลุ่มสุดท้ายที่ได้รับผลกระทบ คนกลุ่มแรกที่มักจะถูกลดค่าจ้าง สวัสดิการ หรือแม้กระทั่งถูกไล่ออกจะเป็นลูกจ้างเสมอ และเมื่อตกงานโดยกะทันหันชีวิตก็เผชิญหน้ากับปัญหาความทุกข์ยากต่างๆ นาๆ บางครั้งต้องบ้านแตกสาแหรกขาด จบสิ้นชีวิตไปก็มาก แต่นายทุนถึงแม้กิจการจะล้มเลิกไปก็หาได้ลำบากตรากตรำเท่าลูกจ้างไม่ เพราะมีเงินทองที่สะสมไว้จากการทำงานของลูกจ้างในอดีตเหลือไว้อีกมากที่จะเอาไว้ใช้สอยส่วนตัว นอกจากนั้นวิกฤติต่างๆในระบบทุนนิยมมักจะเกิดขึ้นจากการแข่งขันของนายทุนด้วยกันเอง เพื่อรักษาอัตรากำไรท่ามกลางแนวโน้มกำไรที่ลดลงจากการแข่งขัน ไม่ได้เกิดจากแรงงานที่ผลิตสินค้า
ระบบทุนนิยมมักจะสร้างภาพผ่านเครื่องมือชนิดต่างๆ เผยแพร่ให้คนในสังคมเชื่อว่าระบบทุนนิยมเป็นธรรมชาติของมนุษย์ การจ้างแรงงานเพื่อเอากำไรเป็นธรรมชาติของมนุษย์ แต่แท้จริงแล้วระบบทุนนิยมเกิดขึ้นมาได้ไม่กี่ร้อยปี เราสามารถเปลี่ยนมันได้ สร้างระบบเศรษฐกิจที่ตอบสนองความต้องการของมนุษย์อย่างเท่าเทียมได้ด้วยระบบสังคมนิยม



