โดย เท็น เตรียมกรรมาชีพ
เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎรลงมติคว่ำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่เสนอโดย เซีย จำปาทอง อดีตผู้นำแรงงานสิ่งทอ ส.ส.พรรคก้าวไกล ซึ่งมีสาระสำคัญในการเพิ่มสิทธิและสวัสดิภาพของผู้ใช้แรงงานในหลายประเด็น เช่น การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำทุกปีโดยต้องไม่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ, ทำงาน 40 ชั่วโมงหรือ 5 วันต่อสัปดาห์, ลาหยุด 10 วันต่อปี สะสมได้, ลาไปดูแลบุคคลในครอบครัวปีละไม่เกิน 15 วันทำงาน, มีพื้นที่ปั๊มนมในที่ทำงาน และห้ามนายจ้างเลือกปฏิบัติ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานได้จริง ตามหลักการ “ทำงาน พักผ่อน ใช้ชีวิต” แต่น่าเสียดายที่มันไม่เกิดขึ้นเพราะส.ส. หลายคนจากฝ่ายรัฐบาลกลัวว่านายทุนจะเสียประโยชน์
การคัดค้านร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
ส.ส.พรรคภูมิใจไทยหลายคนอภิปรายคัดค้านร่างกฎหมายนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ กรวีร์ ปริศนานันทกุล กล่าวว่านี่อาจเป็น “ลูกกวาดอาบยาพิษ” เขากล่าวว่า เราอยู่ในระบบทุนนิยม เสรีนิยม รัฐมีหน้าที่ในการกำกับดูแลเพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ขับเคลื่อน และเดินไปตามกลไกตลาด และยังชี้แจงต่อไปว่า ถ้ากฎหมายฉบับนี้ถูกบังคับใช้จริง จะทำให้นายทุนต้องแบกรับภาระที่สูงขึ้น
ชนินทร์ รุ่งธนะเกียรติ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะสร้างผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ และภาคการผลิตมากขึ้น 30% และอาจทำให้แรงงานจำนวนมากไม่สามารถหางานได้ หรือต้องถูกเลิกจ้างแทน
จิรัชยา สัพโส ส.ส. พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า การเพิ่มสิทธิต่าง ๆ เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต และรายได้ให้กับลูกจ้างหลายล้านคนในประเทศไทย แต่ก็ต้องอยู่ในกรอบโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อธุรกิจระดับ SMEs, การลงทุนจากบริษัทต่างประเทศ และการนำเครื่องจักรมาใช้ในการผลิตซึ่งอาจส่งผลต่ออัตราการจ้างงาน
กล่าวโดยสรุปคือ นักการเมืองเหล่านี้ปกป้องกำไรและยึดผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุนเป็นที่ตั้งโดยพยายามบอกว่า ถ้าเรามีค่าแรงที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ, มีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น, ทำงานน้อยลง, มีเวลาพักผ่อน และใช้ชีวิตจะทำให้สังคมเกิดความหายนะ นายทุนจะย้ายฐานการผลิต, ข้าวของต่าง ๆ จะมีราคาแพงขึ้น, คนจะตกงานมากขึ้นเพราะหุ่นยนต์เข้ามาแย่งงาน และประเทศจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับต่างชาติ ฯลฯ ดังนั้นแล้วเราก็ควรยอมรับชะตากรรม และก้มหน้าก้มตาทำงานรับใช้นายทุนต่อไป
การตอบโต้บางส่วนจากฝั่งก้าวไกล
สหัสวัต คุ้มคง ส.ส. พรรคก้าวไกล กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ก้าวหน้าหรือเรียกร้องอะไรที่มากเกินไป บางคนบอกว่าการเรียกร้องสิทธิของลูกจ้างจะต้องไม่ละเมิดนายจ้าง แต่เขายืนยันว่า “สิทธิในการสร้างกำไรไม่สามารถอยู่เหนือสิทธิในการดำรงชีพ” ส่วนที่บอกว่ากฎหมายฉบับนี้จะส่งผลกระทบต่อ SMEs ขอให้คนที่กล่าวแบบนี้เลิกมุดหัวอยู่หลัง SMEs เพราะต้นทุนแรงงานเป็นเพียงต้นทุนส่วนหนึ่ง ยังมีต้นทุนอื่น ๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ทำไมไม่พูดถึง เวลาแรงงานเรียกร้องสิทธิแรงงานก็ใช้ SMEs เป็นเกราะกำบัง พฤติกรรมแบบนี้เป็นเรื่องน่ารังเกียจ
ธาตุแท้ของพรรคนายทุน
เหตุการณ์นี้ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า พรรคการเมืองที่เต็มไปด้วยนายทุนเจ้าของธุรกิจไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับชนชั้นกรรมาชีพได้อย่างแท้จริง เพราะถือเป็นตัวแทนของชนชั้นนายทุน เช่น พรรคการเมืองกระแสหลักไม่เคยออกกฎหมายเก็บภาษีคนรวยในอัตราก้าวหน้า และไม่มีนโยบายสร้างสวัสดิการให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง แม้ว่าบางครั้งจะมีการออกกฎหมายที่ให้ประโยชน์ต่อกรรมาชีพและคนจน แต่นั่นก็เป็นผลประโยชน์เพียงเล็กน้อยเท่านั้นไม่ได้ทำให้เราหลุดพ้นไปจากปัญหาความเหลื่อมล้ำของระบบทุนนิยมที่กดขี่ขูดรีดแต่อย่างใด ซึ่ง มาร์กซและเองเกลส์ เขียนวิจารณ์ระบบรัฐสภาไว้ในแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ไว้ว่า “ในรัฐที่มีระบอบสภาผู้แทนสมัยใหม่ อำนาจรัฐเป็นเพียงคณะกรรมการจัดการธุรกิจร่วมกันของชนชั้นนายทุนเท่านั้น” คำกล่าวนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริงแล้ว
ถ้าเราอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทำงานน้อยลง มีเวลาพักผ่อนมากขึ้นก็ต้องรวมตัวกันต่อสู้เรียกร้องด้วยตัวเองโดยไม่หวังพึ่งรัฐสภาหรือพรรคการเมืองกระแสหลัก เพราะความหวังที่แท้จริงคือการได้ลงมือทำด้วยความสามัคคีของกรรมาชีพเอง


