โดย รุเธียร
หนึ่งในใจกลางของข้อวิพากษ์ที่ขบวนการเคลื่อนไหวมีต่อชนชั้นปกครองในระดับที่ถึงพริกถึงขิงในรอบสี่ปีที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้นบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่มีต่อการเมืองการปกครองและสังคมไทย ประวัติศาสตร์ชาติและความเชิดชูต่อพระเกียรติยศของสถาบันกษัตริย์ ถูกเล่าใหม่ผ่านมุมมองที่แตกต่าง ไปจนถึงข้อเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ซึ่งชนชั้นนำไทยพยายามให้คงอยู่ของกฎหมายนี้ไว้ รูปธรรมล่าสุดคือการที่ กกต.เสนอคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคก้าวไกลเนื่องจากมีนโยบายหาเสียงแก้ไขมตรา ๑๑๒ และตีความว่าเป็นเรื่องของการล้มล้างการปกครอง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสังคมไทยที่เคยตกอยู่ภายใต้อุดมคติอย่างหนึ่งต่อสถาบันกษัตริย์ได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างไม่มีวันหวนกลับคืน แม้จะยังมีอิทธิพลของคตินิยมในอดีตตกค้างอยู่ก็ตาม
ตัวอย่างหนึ่งของค่านิยมในอดีตที่ฝังรากลึกเห็นจะเป็นกรณีที่พระสงฆ์รูปหนึ่งในเชียงใหม่ปรารภกับพิธา เพราะพรรคก้าวไกลวางนโยบายเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ว่า “เขาเป็นสมมติเทพ ชาวบ้านในประเทศไทยเคารพนับถือแต่ไหนแต่ไรมา” คติว่าด้วยสมมติเทพยึดโยงอยู่กับร่างผู้ปกครองของสถาบันกษัตริย์และแฝงฝังอยู่ในความทรงจำของสังคมไทยมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 19 ด้วยอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธที่ชนชั้นปกครองใช้
จิตร ภูมิศักดิ์ นักปฎิวัติฝ่ายซ้ายได้ศึกษาแนวคิดว่าด้วยอำนาจของสถาบันกษัตริย์ผ่านโองการแช่งน้ำซึ่งเป็นวรรณคดีที่ถูกประพันธ์ด้วยโคลงห้ามณฑกคติและถูกขับขานในพระราชพิธีดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเพื่อแช่งสาปผู้คิดคดทรยศต่อองค์สมมติเทวราชาตั้งแต่ก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแรกตั้ง เรื่องราวที่ปรากฏตั้งแต่เริ่มต้นของโองการแช่งน้ำมาจากอัคคัญสูตรในพุทธศาสนา ซึ่งกล่าวถึงจุดจบของจักรวาลและการเกิดขึ้นใหม่ตามวัฏจักร การกำเนิดมนุษย์ และการเลือก “สมมติราชา” ผู้เป็นดั่งเทพเจ้าขึ้นเป็นผู้ปกครอง ผนวกกับแนวคิดกษัตริย์โพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญพุทธบารมีที่อิงจากคัมภีร์ทางพุทธศาสนา การคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์จึงสามารถวางรากฐานความชอบธรรมได้ส่วนหนึ่งด้วยความเชื่อดังกล่าวจากยุคสมัยหนึ่งไปสู่อีกยุคสมัยหนึ่ง
แม้คตินิยมนี้จะเสื่อมลงผ่านบริบททางเศรษฐกิจและการเมืองไทยที่เปลี่ยนแปลงไปในรอบ 2 ศตวรรษที่ผ่านมาก็ตาม แต่งานศึกษาเรื่อง Thailand: the Soteriological State in the 1970s (นิพพานรัฐ) ของคริสตีน เกรย์ ชี้ชวนให้เห็นว่า การที่สถาบันกษัตริย์ในสมัยรัชกาลที่ 9 ฟื้นตัวกลับมาได้ก่อนจะถึงแก่ปลาสนาการเป็นผลจากนโยบายอันแยบคายของรัฐบาลเผด็จการทหารที่แอบอิงความชอบธรรมจากสถาบันกษัตริย์ ร่วมกับจักรวรรดินิยมอเมริกา ระบบราชการและกลุ่มนายทุน ผ่านการโปรโมทพระราชจริยาวัตรอันเอกอุดมเยี่ยงพระโพธิสัตว์ผู้เปี่ยมล้นด้วยบุญญาธิการของรัชกาลที่ 9 มุมมองต่อสถาบันอย่างสมมติเทพจึงได้หวนกลับมาอีกครั้งพร้อมกับเชื้อเชิญให้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกลับมาสร้างความชอบธรรมของมันโดยดุษณีภาพ เข้าแทนที่ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่คณะราษฎรเป็นผู้ริเริ่มและประสบความล้มเหลว
การคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ในค่านิยมที่รัฐบาลทหารพยายามสร้างไม่ได้มีลักษณะอย่างที่กองทัพอยากให้เป็น แต่เป็น “อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ” ซึ่งประชาชนพร้อมใจกันเลือกสมมติเทพให้เป็นผู้ปกครอง อย่างไรเสีย ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา อเนกชนนิกรกลับไม่เคยมีความหมายถึงราษฎรเลย หากแต่เป็นชนชั้นสูงผู้เป็นนายของบ่าวไพร่ที่มีสิทธิชี้ขาดว่าพวกเขาจะปกครองอย่างไรและพวกเขาจะได้อะไรจากหยาดเหงื่อของผู้เป็นเบี้ยล่าง อเนกชนนิกรสโมสรสมมติจึงเป็นเพียงมายาคติและคำโกหกพกลมที่มองข้ามการคลี่คลายของความสัมพันธ์ทางการผลิตในสังคมที่เป็นรากฐานแท้จริงของประวัติศาสตร์มนุษย์ และเป็นเครื่องปกปิดการกดขี่ขูดรีดที่ชนชั้นสูงมีต่อชนชั้นล่าง เพราะถึงที่สุดแล้ว ไม่มีสมมติเทพ จะมีก็แต่เพียงมนุษย์เท่านั้น


