โดย แสงยุทธนา
กองทัพไทยคือองค์กรที่แทรกแซงการเมืองไทยมาตลอดตั้งแต่การปฏิวัติ 2475 ซึ่งเหตุก็เกิดจากการปฏิวัติในครั้งนั้นพึ่งพาอำนาจของกองทัพมากเกินไป แทนที่จะพึ่งพาพลังมวลชนในการทำลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อย่างไรก็ดีเราควรเข้าใจว่าแม้แต่กองทัพเองก็มีอำนาจจำกัดและถูกต่อกรได้จากอำนาจของมวลชน กรณีการต่อสู้ของมวลชนในยุค 14 ตุลาคม 2516 และพฤษภาคม 2535 เป็นตัวอย่างที่ดี และเราควรเข้าใจด้วยว่ากองทัพเป็นหนึ่งในกลไกอำนาจของชนชั้นนำ กลไกอื่นๆประกอบไปด้วย นายทุนใหญ่ ข้าราชการชั้นสูง นักการเมือง ตุลาการ แต่สิ่งพิเศษที่กองทัพมีต่างจากกลุ่มอื่นๆคือมันเป็นองค์กรผูกขาดอำนาจอาวุธและความรุนแรง ซึ่งอาวุธของพวกมันก็ใช้ล้มรัฐบาลฝ่ายตรงข้ามกับทหารในการก่อรัฐประหาร และยังใช้ปราบปรามประชาชนมือเปล่าผู้รักในประชาธิปไตยอีกด้วย
เหตุผลหลักๆ ของการมีกองทัพสำหรับชนชั้นปกครองไทยนั้นก็เพื่อใช้ปราบปรามผู้คนไร้อาวุธและไร้อำนาจที่คิดเป็นปฏิปักษ์กับชนชั้นนำและเพื่อใช้ปกป้องผลประโยชน์ของพวกมันเอง อีกทั้งกองทัพไทยในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ผ่านมาขาดประสิทธิภาพมากในเชิงสงครามระหว่างประเทศ การเกิดสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านในแถบอาเซียนไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในยุคนี้ แต่ถ้าหากเกิดขึ้นจริงกองทัพไทยก็พร้อมจะทำตัวเป็นรั้วผุโดนปลวกแทะที่ปกป้องประชาชนในชาติไม่ได้ ในอดีตกองทัพไทยพ่ายแพ้ให้กับกองทัพญี่ปุ่นและมหาอำนาจอื่นๆ และกองทัพไทยต่างจากกองทัพลาว เวียดนาม อินโดนีเซียโดยสิ้นเชิงตรงที่กองทัพเหล่านั้นมีผลงานด้วยชัยชนะจากการปลดแอกชาติจากเหล่าเจ้าอาณานิคม[ใจ อึ๊งภากรณ์-2564] ดังนั้นกองทัพไทยจึงมีไว้เพื่อถือปืนขู่ประชาชนและการก่อรัฐประหารเท่านั้น
ในอดีตที่กองทัพไทยทำสงครามมีสองกรณีและทั้งคู่ต่างเป็นสงครามภายในประเทศ กรณีแรกคือการทำสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์ และกรณีที่สองคือการทาสงครามในปาตานีและทั้งสองเหตุการณ์กองทัพไม่สามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้เลยเพราะการต่อสู้ของมวลชนที่เกิดจากการถูกกดทับและความอยุติธรรม ทุกครั้งที่กองทัพทำตัวป่าเถื่อนก็กลายเป็นเชื้อไฟให้การกบฎของประชาชนแข็งแกร่งขึ้นไปอีก สุดท้ายก็ต้องเอาชนะฝ่ายตรงข้ามด้วยการเมืองไม่ใช่การทหาร
กองทัพไทยมีอำนาจก็จริงแต่มักจะถูกจำกัดจากเงื่อนไขสามประการ ประการแรกคือการเคลื่อนไหวของมวลชน ประการที่สองคืออำนาจของกลุ่มต่างๆของชนชั้นนำที่มีทั้งเงินและอำนาจทางการเมือง และประการสุดท้ายคือแม้แต่ในกองทัพเองก็มีการแข่งกันเอง แม้แต่ในยุคเผด็จการสฤษดิ์, ถนอม-ประภาส กองทัพก็มิได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จและต้องความร่วมมือของเหล่าผู้เชี่ยวชาญ นายทุน หรือแม้แต่ขบวนการภาคประชาชน ถ้าว่ากันตามตรงการรัฐประหารปี 2549 และ 2557 คงจะไม่สำเร็จหากขาดขบวนการที่กวักมือเรียกทหารอย่าง NGO นักวิชาการ หรือพวกม็อบฟาสซิสต์อย่างพันธมิตรและ กปปส. แต่สุดท้ายแล้วหลังได้อำนาจรัฐก็ยังจำเป็นต้องใช้กลไกศาลในการกำจัดคู่แข่งทางการเมืองของทหารที่เป็นรัฐบาลที่ถูกเลือกโดยประชาชนอยู่ดี
แต่พวกทหารไม่สามารถปกครองคนด้วยอาวุธอย่างเดียวได้ พวกเขาต้องใช้การครองใจเช่นกัน แนวคิดที่ครองใจผู้คนในยุคนั้นคือประชาธิปไตยและความเป็นธรรม แต่พวกทหารไม่สามารถอ้างเหตุผลพวกนี้ในการครองใจผู้คนได้เพราะสิ่งที่ตัวเองเพิ่งทำคือการทำลายประชาธิปไตยและความเป็นธรรมด้วยการยึดอำนาจ พวกมันเลยใช้ลัทธิคลั่งเจ้าแทน
ดังที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่ากองทัพไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับประชาชนเลย มีไปก็เปลืองภาษีประชาชนไปเปล่าๆ และในการประชุมงบประมาณกองทัพล่าสุดปี 2567 คณะรัฐมนตรีกลับมีมติให้เพิ่มงบประมาณกองทัพถึง 3,821 ล้านบาทจากปีก่อน ซึ่งงบประมาณทั้งหมดของกองทัพในปีนี้มีอยู่ทั้งหมด 198,320 ล้านบาท เป็นการเพิ่มงบประมาณให้องค์กรรัฐที่ไร้ประโยชน์ที่สุดท่ามกลางความอดอยากของประชาชนในประเทศไทยที่ไร้สวัสดิการ ถ้าจะสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงเราต้องตัดบทบาทพวกเขาออกจากสังคมไปให้หมดทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ถอนงบประมาณที่เคยใช้กับกองทัพมาสร้างสวัสดิการให้ประชาชน ปลดนายพลออกให้หมดและนำพวกฆาตกรในเครื่องแบบทุกคนที่ฆ่าประชาชนมาลงโทษและออกแบบวิธีการปกป้องชุมชนใหม่โดยยึดโยงกับคนในชุมชนจริงโดยไม่ผูกขาดการถือปืน กองทัพไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่ากาฝากของสังคม ทางเดียวที่จะจัดการก็คือปล่อยให้พวกนั้นแห้งตาย

