สังคมอุดมคติอยู่ในอดีตหรืออนาคต?

โดย เมืองไม้

บทความนี้จะกล่าวถึงความหวังของขงจื่อที่มีต่ออดีตเพียงแง่เดียวคือ “โจวกง” จากการรำพึงของขงจื่อว่า “เสื่อมมากแล้วชีวิตเรา นานแล้วที่เราไม่ได้ฝันเห็นโจวกง” (หลุนอี่ว์ 7:5) เราจะเห็นความสำคัญของโจวกงในฐานะที่เป็นบรรทัดฐานบางอย่างในการวัดความเสื่อม เป็นเพราะโจวกงคือต้นแบบและแรงบันดาลใจของขงจื่อที่จะสร้าง “ชุมชนที่มีมนุษยธรรม” ขึ้นมาใหม่อย่างที่เคยเกิดขึ้นในสมัยของโจวกงซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ปกครองที่มีคุณธรรมและผู้สร้างจารีตเพื่อสร้างชุมชนที่มีมนุษยธรรม เนื่องจากการหาหนทางหรือเต๋าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับขงจื่อเพื่อให้หลุดพ้นจากปัจจุบันซึ่งบ้านเมืองเต็มไปด้วยความไม่สงบ ขงจื่อจึงมองว่าโจวกงนำความรุ่งเรืองมาให้จีนมากกว่าปัจจุบัน ในแง่นี้ขงจื่อจึงเชื่อว่าต้องเลียนแบบวิถีของโจวกงโดยการรื้อฟื้นและสืบทอดจารีตของอดีตราชวงศ์โจวเพื่อให้ชุมชนดีเกิดขึ้นได้ ดังนั้นชุมชนที่ดีสำหรับขงจื่อจึงไม่ใช่การตั้งความหวังแบบ Utopia ซึ่งเน้นการทดลองและจินตนาการ แต่เป็นการกลับไปสู่อดีตแบบโจวเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการกลับไปสู่วิธีการขัดเกลาสังคมแบบอดีตเป็นการพยายามต่อสู้กับระบบราชการของราชวงศ์ฉินซึ่งได้รับอิทธิพลจากนักปรัชญาสายนิตินิยม ‘หานเฟย’ ผู้ให้ความสำคัญกับกฎหมายการลงโทษและกีดกันแนวคิดกระแสรองในสังคมจีน แต่การกลับไปสู่สังคมแบบอดีตของขงจื่อไม่ได้เป็นการสร้างความเท่าเทียมเพิ่มในสังคมเท่าไรนัก เนื่องจากขงจื่อยังเชื่อในวิธีคิดของชนชั้นปกครองว่า 1) จารีตเกี่ยวกับการรักษาความสัมพันธ์ทั้ง 5 (บิดา-บุตร, สามี-ภรรยา, พี่-น้อง, เพื่อน-เพื่อน และผู้ปกครอง-ผู้อยู่ได้การปกครอง) เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมในอุดมคติ 2) การสร้างสังคมอุดมคติจำเป็นต้องใช้ระบบคุณธรรมนิยม (Meritocracy) ในประเด็นแรกขงจื่อเชื่อว่าการรักษาความสัมพันธ์เหล่านั้นไว้จะทำให้สังคมที่ดีเกิดขึ้นมาได้เอง แต่เราจะพบว่าลักษณะความสัมพันธ์เช่นนี้มันเป็นการสนับสนุนความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบอุปถัมภ์และเป็นลำดับชั้น อีกทั้งจริยศาสตร์นี้เป็นการยึดถือเชื้อสายวงวานตนเองเป็นใหญ่ (consanguinism) เพราะมีความกตัญญูเป็นสิ่งสำคัญ ในแง่นี้สังคมของขงจื่อจึงไม่เท่าเทียมเพราะมีชนชั้นในลักษณะอุปถัมภ์ และนำไปสู่คอร์รับชั่นได้เพราะยึดถือวงวานมากกว่าความเท่าเทียมของคนในสังคม ในประเด็นที่สองขงจื่อเชื่อว่าทุกคนมีโอกาสเท่ากันที่จะกลายเป็นชนชั้นปกครองที่มีคุณธรรมซึ่งจะช่วยสร้างสังคมที่ดีได้อย่างที่โจวกงเคยทำ ประเด็นนี้สะท้อนว่าขงจื่อกำลังสนับสนุนระบบคุณธรรมนิยม ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ชนชั้นปกครองขัดเกลาคนในรัฐให้เชื่อว่าความสามารถของแต่ละคนไม่เท่ากันอย่างเป็นธรรมชาติ และส่งผลให้ความไม่เท่าเทียมที่แต่ละคนไม่อาจเป็นคนที่มีความสามารถได้เท่ากัน กลายเป็นความจริงในที่สุด

          ในขณะที่มาร์กซิสต์มองว่าอนาคตเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ไม่ได้เป็นเรื่องที่เพ้อฝัน ในขณะที่การมองอดีตไม่ใช่ทางออกเนื่องจากในสังคมโดยรวมแล้วความขัดแย้งเกิดขึ้นอยู่เสมอและมันล้วนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ขึ้นในสังคมในลักษณะที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าซึ่งเป็นอนาคต แนวคิดวิภาษวิธีเช่นนี้จึงไม่ได้เชื่อในการมองกลับไปหาอดีตแต่เชื่อในการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นและต่อไปในอนาคต ในอีกแง่สำหรับมาร์กซิสต์ การร่วมกันทดลองและจินตนาการยังเป็นสิ่งที่จำเป็นในการสร้างอนาคตที่จะปลดแอกชีวิตต่าง ๆ ไปสู่สภาวะส่วนรวมและความบันเทิงใจในชีวิต จากล่างสู่บน อนาคตจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อมวลชน มันเป็นทั้งความใฝ่ฝันและพลังทางการเมืองซึ่งมองเห็นผ่านการต่อสู้รูปแบบต่าง ๆ ในแง่นี้เวลาสำหรับมาร์กซิสต์จึงเป็นเวลาในฐานะการปลดปล่อยแต่การปลดปล่อยเป็นการปลดปล่อยจากอดีตและปัจจุบันไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ โดยมีปัจจุบันเป็นสภาวะที่เต็มไปด้วยความฝันถึงอนาคต และใช้อนาคตเป็นเครื่องมือในการวิพากษ์และรื้อถอนสิ่งที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันเพื่อข้ามพ้นจากปัจจุบัน ดังนั้นความเป็นไปได้ของอนาคตจึงเป็นความจริงแต่ยังไม่ปรากฏเท่านั้น หากเราเข้าใจเวลาในแง่นี้แล้วเราจะเข้าใจต่อว่าการจะทำให้ความใฝ่ฝันของเราเป็นจริงได้ก็ด้วยการปฏิวัติเท่านั้น และมวลชนจำเป็นต้องรักษาความสามารถและความเป็นไปได้ที่จะฝันถึงอนาคตเอาไว้เพื่อสร้างพลังทางการเมืองที่ขับเคลื่อนการต่อสู้ต่อไป

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ