โดย คมกริต
การประท้วงปลดปล่อยปาเลสไตน์ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยความหลากหลายของผู้คน ทั้งเพศสภาวะ ศาสนา ชาติพันธุ์ รวมถึงกรรมาชีพทั่วโลกโดยเฉพาะในประเทศตะวันตกอย่าง สหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส เป็นต้น
จนเมื่อ 1 เมษายน 2024 ทางอิสราเอลใช้การโจมตีทางอากาศถล่มตัวอาคารสถานกงสุลอิหร่านในเมืองดามัสกัส ประเทศซีเรีย และส่งผลให้สมาชิกระดับอาวุโสของกองพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน 3 ราย และประชาชนชาวซีเรีย 6 ราย เสียชีวิต ทางอิหร่านจึงตอบโต้ด้วยการปล่อยจรวดไปกว่า 300 นัดไปยังเวสต์แบงค์ ในส่วนที่อิสราเอลยึดครองไว้ ณ วันที่ 13 เม.ย.
การโจมตีของอิสราเอลเมื่อไม่นานมานี้เป็นการหาทางออกจากความเฉื่อยชาในการยึดครองกาซ่า โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ด้านคือ 1.กระตุ้นให้จักรวรรดินิยมตะวันตกสนับสนุนอิสราเอลมากขึ้น โดยเฉพาะการดึงสหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อรักษาอิทธิพลในภูมิภาคตะวันออกกลาง 2.ยั่วยุให้อิหร่านตอบโต้เพื่อเบี่ยงเบนการเข่นฆ่าชาวปาเลสไตน์ด้วยปัญหาภัยจากภายนอก (หนังสือพิมพ์แรงงานสังคมนิยมอังกฤษ. เมษายน 2024)
ทั้งสหรัฐฯ อิสราเอล อิหร่าน และมหาอำนาจอื่น ๆ ในตะวันออกกลางยังไม่พร้อมสำหรับการเปิดสงครามเต็มรูปแบบเพื่อรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค แต่มันรับประกันไม่ได้ว่าจะไม่นำไปสู่สงครามใหญ่หรือปลดปล่อยปาเลสไตน์ได้ (อ่าน “ปฏิวัติถาวร แนวทางเดียวสู่เสรีภาพของชาวปาเลสไตน์” ในเว็บไซต์สังคมนิยมแรงงาน) เพราะเหตุการณ์เหล่านี้คือเรื่องการแข่งขันของจักรวรรดินิยมด้วย
สภาพการปกครองและสังคมในอิหร่าน
รัฐอิหร่านในปัจจุบันเกิดขึ้น จากการปฏิวัติปี 1979 ล้มระบอบชาห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากตะวันตก ด้วยสภาคนงานในรูปแบบเดียวกับ “โซเวียด” ของรัสเซีย เรียกว่า “ชอร่า” แต่ฝ่ายซ้ายในอิหร่านตอนนั้นเดินตามแนวสตาลิน ฝ่ายซ้ายจึงสนับสนุนและสร้างแนวร่วมกับพวกชาตินิยมอิสลามแบบ “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” แต่พวกชาตินิยมอิสลามกลับรักษาระบบทุนนิยมในรูปแบบชาตินิยมอิสลาม และทำลายสภาคนงาน “ชอร่า” ด้วยวิธีต่าง ๆ รวมถึงการใช้ความรุนแรง
มันยังคงเป็นรัฐทุนนิยมที่มีชนชั้นปกครอง นำโดยคณะนักบวชอิสลามสายอนุรักษ์นิยม มีการบังคับใช้กฎหมายศาสนาของตนเองอย่างเข้มงวด และมีนโยบายต่อต้านสตรีและกลุ่ม LGBTQ+ รวมถึงการจำกัดพื้นที่ประชาธิปไตย มีกลุ่มการเมืองที่แข่งขันกันภายในรัฐอย่างซีกปฏิรูปที่ต้องการผ่อนปรนระเบียบสังคม ปฏิรูปการเมือง และใกล้ชิดกับจักรวรรดินิยมตะวันตก ส่วนซีกอนุรักษ์นิยมต้องการให้ศาสนาอิสลามมีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น และต้องการต่อต้านรัฐตะวันตก
ภายในอิหร่านยังมีการขบถอยู่หลายรอบ ตั้งแต่ขบวนการสตรี ชีวิต เสรีภาพในปี 2022-23 ที่มีผู้เข้าร่วมประท้วงถึง 2 ล้านคน การประท้วงปี 2019 หลังจากที่รัฐบาลตัดงบอุดหนุนค่าเชื้อเพลิงนำไปสู่การขบถในหลายเมือง การนั่งประท้วงและการนัดหยุดงาน และในปี 2017-18 การประท้วงระดับชาติเพื่อต่อต้านอัตราเงินเฟ้อ แต่ทุกอย่างจบลงที่รัฐสามารถปราบปรามขบวนการได้ ปัญหาหลักคือผู้ประท้วงรวมถึงคนงานบางกลุ่มยังไม่สามารถร่วมสร้างอิทธิพลได้เพียงพอ และยังต้องตอบโต้การบิดเบือนความขัดแย้งจากตะวันตกที่ต้องการใช้เพื่อหาผลประโยชน์
รัฐควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น สื่อ ระบบสื่อสาร การขนส่ง ภาคส่วนอื่นๆ และเป็นเจ้าของอุตสาหกรรมน้ำมันซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของรายได้ทั้งหมด ชนชั้นปกครองดังกล่าวมีผลประโยชน์ในการขยายอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองของตนเอง ขณะเดียวกันก็รักษาอภิสิทธิ์และความมั่งคั่ง เช่นเดียวกับชนชั้นนายทุนในรัฐอื่น ๆ นั่นทำให้รัฐอิหร่านต้องแข่งขันเพื่อเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคด้วย
ชนชั้นนำอิหร่านปลดลปล่อยปาเลสไตน์ไม่ได้
การตอบโต้กันระหว่างอิหร่านและอิสราเอลมีความเสี่ยงจะกลายเป็นสงครามใหญ่ระดับภูมิภาค นั่นหมายถึงประชาชนหลายร้อยล้านคนต้องเผชิญกับหายนะหลายรูปแบบ และมิใช่หนทางสู่เสรีภาพของชาวปาเลสไตน์ เพราะเรามีบทเรียนจากประวัติศาสตร์แล้วว่า ชนชั้นนำอาหรับหักหลังการต่อสู้ของคนธรรมดาอยู่เสมอ ด้วยผลประโยชน์ทางชนชั้นที่ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง
ในเมื่ออิหร่านอยู่ในการแข่งขันกับมหาอำนาจในภูมิภาค โดยเฉพาะกับอิสราเอล การแสดงออกถึงการสนับสนุนการปลดปล่อยปาเลสไตน์ของชนชั้นนำอิหร่าน ด้วยการประณามอิสราเอล ห้ามการเดินทางไปอิสราเอล เปลี่ยนสถานทูตอิสราเอลในเตหราน เป็นสถานทูตสำหรับชาวปาเลสไตน์ ฯลฯ จึงเสมือนการประดับเครื่องเกียรติยศแก่ตนเองในเวทีโลก และสร้างภาพลักษณ์ความเป็น “พี่ใหญ่” ที่สามารถตอบโต้ “อันธพาล” ในภูมิภาค
เราจำเป็นต้องสละแนวคิดจักรวรรดินิยมของชนชั้นปกครอง กรรมาชีพ คนจน คนธรรมดาเท่านั้น ที่สามารถร่วมกันทำลายลัทธิไซออนิสต์และโค่นล้มเผด็จการทั่วทั้งตะวันออกกลางจากเบื้องล่าง รวมถึงเป็นพลังเปลี่ยนแปลงสังคมอีกด้วย (อ่าน “การต่อสู้ของกรรมาชีพสามารถสั่นคลอนชนชั้นนำอาหรับและรัฐไซออนิสต์ได้” ในเว็บไซต์สังคมนิยมแรงงาน)

