การแบ่งงานกันทำเกี่ยวกับการศึกษาอย่างไร?

โดย เมืองไม้

                ใน ว่าด้วยทุน เล่ม 1 บทที่ 15 เครื่องจักรและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หมวดที่ 9 พระราชบัญญัติโรงงาน (มาตราสุขอนามัยและมาตราการศึกษา) การบังคับใช้ทั่วไปของมันในอังกฤษ ของมาร์กซ์ ได้กล่าวถึง John Bellers ว่า “จำเป็นต้องยุติการศึกษาและการแบ่งงานที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ก็เพราะการศึกษาและการแบ่งงานดังกล่าวได้ดำเนินไปในทิศทางที่ตรงข้ามกันในสังคมที่ทำให้ขั้วทั้งสอง ขั้วหนึ่งอ้วนพีขั้วหนึ่งผอมโซ” นี่เป็นจุดที่ทำให้เราเห็นว่าในระบบทุนนิยม การศึกษาและการแบ่งงานกันทำถูกนำมาใช้ร่วมกันเพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อคนส่วนน้อยซึ่งคือนายทุน และส่งผลเสียต่อคนส่วนใหญ่ซึ่งคือแรงงานเด็ก ณ ขณะนั้น ซึ่งจะกลายเป็นแรงงานผู้ใหญ่ในเวลาต่อมา มาร์กซ์ศึกษาลักษณะการศึกษาภายใต้ระบบทุนนิยมนี้ผ่านพระราชบัญญัติโรงงานของอังกฤษซึ่งถูกกล่าวถึงในบทที่ 15 ของว่าด้วยทุน เล่ม 1 ไว้ดังนี้

          อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้ทำลายวิถีการผลิตแบบเก่าลงและแทนที่ด้วยการผลิตแบบแบ่งงานกันทำ โดยในช่วงศตวรรษที่ 18 ยังพบศิลปะช่างพิเศษจำเพาะประเภทต่าง ๆ ที่มีเคล็ดลับ (mysteries) จะมีแต่ผู้ชำนาญที่มีประสบการณ์เท่านั้นที่มองเห็นความพิเศษของมัน คนนอกทั่วไปจะถูกปิดบัง ดังนั้น วิถีการผลิตจะกลายเป็นปริศนาต่อกันและกัน มาร์กซ์ได้อ้างอิงงานของ Etienne Boileau เพื่อแสดงถึงวิถีการผลิตแบบเก่าไว้ว่า นายช่างจะต้องกล่าวคำสาบานว่า “จะรักพี่น้องร่วมอาชีพเดียวกันดุจพี่น้อง จะต้องช่วยเหลือประคับประคองพี่น้องร่วมอาชีพเดียวกัน แต่ละคนจะไม่เปิดเผยเคล็ดลับตามใจชอบในอาชีพของตน แม้แต่เพื่อประโยชน์ของส่วนทั้งมวลก็จักไม่แนะนำข้อบกพร่องของผลิตภัณฑ์ของคนอื่นเพื่อเผยแพร่ขายสินค้าของตนอย่างเด็ดขาด” ในเวลาต่อมา อุตสาหกรรมใหญ่ได้ทำลายวิถีการผลิตนี้ทิ้ง โดยนำวิถีการผลิตในแต่ละช่วงมาแยกออกเป็นส่วนประกอบที่สำคัญเป็นส่วน ๆ หรือเป็นแต่ละงานของการผลิตหนึ่งสิ่งของ แล้วสร้างเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาทำให้กิจกรรมการผลิตในแต่ละงานเป็นไปได้ โดยร่างกายมนุษย์ย่อมจะต้องดำเนินไปในรูปแบบเหล่านี้อย่างแน่นอนและทำไปอย่างซ้ำ ๆ ง่าย ๆ และไม่หยุดยั้ง มนุษย์แต่ละคนต่างมีงานของตัวเองและจะชำนาญในงานหนึ่ง ๆ เท่านั้น ไม่ได้ชำนาญในทุกงานของการผลิต ในท้ายสุดจำเป็นต้องนำหลาย ๆ งานมารวมกันจนเป็นหนึ่งสิ่งสมบูรณ์ วิถีการผลิตเช่นนี้เรียกว่าการแบ่งงานกันทำ

          การแบ่งงานกันทำดังกล่าวนี้ส่งผลต่อแนวคิดเรื่องการศึกษาใน 2 ประเด็นหลัก 1) โครงการการศึกษาที่ไม่ได้มุ่งพัฒนาศักยภาพอย่างเป็นองค์รวม แต่เน้นการทำงานเฉพาะเพื่อการสะสมทุนของนายทุน และ 2) การฝึกหัดที่ไม่ได้เน้นทักษะแต่เน้นลักษณะนิสัยที่อ่อนน้อม ในประเด็นแรก มาร์กซ์กล่าวในว่าด้วยทุนเล่ม 1 บทที่ 15 : 9 โดยใช้ข้อมูลอ้างอิงจากรายงานของคณะกรรมการสำรวจกรรมกรเด็กปี 1866 ว่า ไม่สนับสนุนการศึกษาที่เรียนเพื่อการทำงานเพียง 1 อย่างเท่านั้นอย่างในแนวคิดการแบ่งงานกันทำ ดังเช่นกิจการการพิมพ์ของประเทศอังกฤษในสมัยนั้นซึ่งมักสอนให้แรงงานอายุน้อยวางแผ่นกระดาษเข้าไปในเครื่องจักรและนำออกมาจากเครื่องจักรให้เป็นเท่านั้น แรงงานเหล่านี้มักจะไม่รู้หนังสือมากนัก มักจะหยาบคายและผิดปกติ สภาพการเรียนรู้เหล่านี้จึงส่งผลถึงพวกเขาตอนโต ซึ่งไม่เหมาะสมที่จะทำงานเด็กอีกต่อไป ก็จะถูกโรงพิมพ์เลิกจ้าง และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแรงงานตกงานผู้พร้อมจะทำงานอะไรก็ได้ที่อย่างน้อยก็ได้เงิน ความพยายามต่อสู้ดิ้นรนหาอาชีพอื่นก็ล้มเหลว ทั้งนี้ก็เพราะความโง่เขลา หยาบคาย และกำลังเสื่อมถอยและจิตใจเสื่อมทรามลง โดยทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ถูกมอบให้มาแต่เด็กผ่านระบบทุนนิยม ในประเด็นที่ 2 การฝึกหัดภายใต้การเปลี่ยนจากวิถีการผลิตแบบเก่าสู่แบบการแบ่งงานกันทำ ได้กำจัดการฝึกทักษะของการทำงานที่หลากหลายออกไป เป็นเพราะในการผลิตหนึ่งสิ่งของมนุษย์ไม่ได้ใช้วิถีการผลิตแบบเก่าซึ่งงานทุกงานมนุษย์คนเดียวสามารถทำได้เพื่อให้สิ่งนั้นสำเร็จได้อีกต่อไป แต่สิ่งที่ได้ฝึกกลายเป็นลักษณะนิสัยที่ต้องเชื่อฟังและมีวินัยเพื่อทำงานเดียวซ้ำ ๆ ภายใต้คำสั่งผู้สั่งการ และมันเป็นไปเพื่อที่จะให้ชีวิตถูกควบคุมและดูดกลืนโดยระบบทุนนิยมได้ง่ายขึ้น

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ